Aquaman Dolph Lundgren Rocky IV Showdown in Little Tokyo Skin Trade

ดอล์ฟ ลันด์เกรน: โคตรนักแสดงบู๊ล้างผลาญแห่งยุค 80 ผู้เป็นเจ้าของคาราเต้สายดำและนักเรียนทุนวิศวกรรมเคมี

Home / bioscope / ดอล์ฟ ลันด์เกรน: โคตรนักแสดงบู๊ล้างผลาญแห่งยุค 80 ผู้เป็นเจ้าของคาราเต้สายดำและนักเรียนทุนวิศวกรรมเคมี

หลายคนอาจรู้จัก ดอล์ฟ ลันด์เกรน จากบทนักมวยรัสเซียร่างยักษ์จาก Rocky IV (1985, ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน), นายตำรวจหนุ่ม Showdown in Little Tokyo (1991, มาร์ค แอล เลสเตอร์), บทนักสืบในหนังร่วมสามสัญชาติไทย-แคนาดา-สหรัฐอเมริกา แถมยังร่วมงานกับ โทนี จา ใน Skin Trade (2014, เอกชัย เอื้อครองธรรม) และล่าสุดในบท คิงเนเรียส แห่งอาณาจักรโลกใต้น้ำใน Aquaman (2018, เจมส์ วาน)

แล้วใครจะไปรู้ว่า เจ้านักแสดงร่างยักษ์จากสวีเดน เจ้าของคาราเต้สายดำสามดั้ง (!!) และยังเป็นแชมป์ภาคยุโรปประจำฤดูกาล 1980-81 (!!!) จะเป็นเจ้าของใบปริญญาสาขาวิศวกรรมเคมีจากสถาบัน KTH ของภาครัฐ และเรียนปริญญาโทสาขาเดียวกันจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์อีกด้วย

…นี่ยังไม่นับว่าในเวลาต่อมา พี่แกจะมาเป็นบอดี้การ์ดอาชีพ แถมยังกลายมาเป็นนักแสดงในเวลาต่อมาอีกต่างหาก

อันที่จริง เส้นทางอาชีพของลันด์เกรนค่อนข้างหวือหวา ระหว่างที่เป็นนักเรียนทุนที่ออสเตรเลียนั้น เกรซ โจนส์ นางแบบและนักแสดงสาวชื่อดังแห่งยุค 70 ดันสะดุดตาเจ้าหนุ่มร่างสูงผมทองเจ้าของคาราเต้สายดำ และไม่รีรอที่จะว่าจ้างให้อีกฝ่ายเป็นบอดี้การ์ดประจำตัวเธอ ควบตำแหน่งแฟนหนุ่มไปโดยปริยาย ก่อนจะโน้มน้าวให้ลันด์เกรนทิ้งทุนเคมี มุ่งหน้าสู่นิวยอร์คกับเธอ

“พ่อผมเรียกเหตุการณ์นั้นว่า หายนะทางการตัดสินใจเลยล่ะ” ลันด์เกรนย้อนความ “ทิ้งทุนการศึกษาแล้วไปเป็นนักแสดงอดๆ อยากๆ อันที่จริงมันก็ฟังดูบ้าบอเหมือนกันนะพอมองย้อนกลับไป แต่ผมรู้แค่ว่าผมไม่ได้อยากเป็นวิศวกรเคมี แค่เรียนก็มากพอสำหรับผมแล้ว ผมเบื่อๆ ด้วยแหละ

“ปัญหาคือ คนมักไม่ค่อยคิดว่าผมก็ฉลาดได้เหมือนกันนะ” เขาหยอก “ผมเรียนวิศวเคมีที่ซิดนีย์, ออสเตรเลีย และได้ทุนไปเรียนที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ด้วย แล้วค่อยตัดสินใจมาเป็นนักกีฬาและนักแสดงเพราะผมว่า อาชีพวิศวกรเคมีมันเติมเต็มบางอย่างของผมได้ไม่มากพอ

“ผมมักถูกตัดสินว่าเป็นพวกกล้ามใหญ่ไร้สมอง แต่ผมชอบออกกำลังกายนี่หว่า แล้วก็เป็นคนชอบคิด ชอบวิเคราะห์ด้วย เพียงแต่คนไม่ค่อยเห็นมันเท่านั้นเอง”

การมุ่งหน้าสู่ดินแดนแห่งแสงสีในฮอลลีวูด ควบคู่ไปกับควง (และปกป้องอันตราย) ซูเปอร์สตาร์สาวแห่งยุคได้กลายเป็นบันทึกหน้าใหม่ของชีวิตลันด์เกรน จากเด็กนักเรียนทุนที่เป็นนักกีฬาสายดำ เขาเปลี่ยนไปเข้าๆ ออกๆ ผับชื่อดังตามแฟนสาว ความเฟื่องฟูของยุคฮิปปี้ บวกรวมกับยาเสพติดที่แพร่หลายในวงการบันเทิงทำให้ทุกอย่างพุ่งไปถึงขีดสุด ลันด์เกรนเล่าว่าโจนส์มักจะหิ้วสาวๆ จากผับมากลุ่มใหญ่และร่วมมีเซ็กซ์ด้วยกันกับเขา (ซึ่งเขาบอกว่ามันเป็นกิจกรรมที่ “เหนื่อยมาก” จริงๆ) “เกรซ แฟนของผมเป็นไอคอนของเหล่าเกย์ เราจึงเข้าๆ ออกๆ ตามคลับมากมาย” เขาเล่า “แต่นั่นมันเป็นช่วงเวลาก่อนการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ ทุกอย่างฮาร์ดคอร์มากจริงๆ ทุกวันนี้ หลายคนที่ผมได้เจอในวันนั้นไม่มีชีวิตอยู่แล้ว จากเอดส์และยาเสพติดหรือไม่ก็ทั้งสองอย่างรวมกัน มันเป็นความหลังที่หวานอมขมกลืนมากเหลือเกิน”

งานชิ้นแรกๆ ในฮอลลีวูดที่แจ้งเกิดเขาคือ Masters of the Universe (1987, แกรี ก็อดดาร์ด) ที่ทำเงินไปเพียง 17.3 ล้านเหรียญฯ เท่านั้นจากทุน 22 ล้านเหรียญฯ “การต้องมารับบทเป็นฮีแมนนี่มันเป็นจุดตกต่ำที่สุดในฐานะนักแสดงของผมเลย มันเป็นหนังเด็กอะ ผมจะแสดงอะไรได้มากแค่ไหนเชียวถ้าต้องวิ่งไปรอบๆ กับกางเกงว่ายน้ำและชุดเกราะ

“ตอนผมเริ่มเรียนการแสดงในนิวยอร์ค ก็ไม่ได้คิดจะได้มาแสดงหนังแอ็กชั่นฮีโร่อะไรหรอกครับ แค่อยากลองอะไรใหม่ๆ ให้ชีวิตบ้างเพื่อแสดงออกถึงความรู้สึกเจ็บร้าวลึกๆ ข้างในตัวเอง หรือบางอย่างที่ผมข้ามผ่านไม่ได้ แล้วก็ได้รับบทที่ต้องถอดเสื้อ ต้องยิงปืนใส่ผู้คน อันที่จริงมันก็ไม่ใช่การแสดงอะไรหรอกเพราะคุณทำอะไรกับบทแบบนี้ไม่ได้เท่าไหร่นัก”

แล้วจึงตามมาด้วย The Punisher (1989, มาร์ค โกลด์บลาตต์), Cover Up (1991, แมนนี โคโต) และ Blackjack (1998, จอห์น วู) ที่ยิ่งขับเน้นภาพลักษณ์นักแสดงบทบู๊ของลันด์เกรนอย่างหนักหน่วง ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับเจ้าตัว แต่อีกแง่หนึ่ง ลันด์เกรนเองเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าหากเป็นไปได้ เขาก็อยากรับบทอื่นที่มากไปกว่าการ “ถือปืนและกราดยิงคน” แบบนั้น แต่ช่วงนั้นคือยุครุ่งเรืองของหนังแอ็กชั่น จึงเลี่ยงไม่ได้เลยที่ลันด์เกรนจะไปปรากฏตัวในหนังเหล่านี้ชนิดเป็นขาประจำจนมันกลายเป็นภาพลักษณ์จนบทแนวอื่นๆ มาไม่ถึงมือเขาโดยปริยาย

อย่างไรก็ตาม ลันด์เกรนวนเวียนอยู่ในอุตสาหกรรมหนังบู๊ล้างผลาญมาโดยตลอดและสม่ำเสมอ หากแต่ชื่อของเขาเพิ่งถูกพูดถึงอย่างหนาหูเมื่อราวๆ ปีก่อน เมื่อเขาปรากฏตัวในมิวสิกวิดีโอ Believer ของวงร็อคชื่อดัง Imagine Dragons และโดยเฉพาะกับบทคิงเนเรียสใน Aquaman หากแต่ที่น่าจับตาคือ หนังลำดับถัดไปของลันด์เกรนนั้นร่วมงานกับโทนี จาอีกครั้งใน ‘ไอ้หนุ่มกังนัม’ หนังที่จากำกับเองร่วมกันกับ วิทิตนันท์ โรจนพานิช แถมตัวลันด์เกรนเองยังมีโปรเจ็กต์หนังสำคัญที่เขากำกับเองอย่าง Malevolence (2019) หนังแอ็กชั่นดราม่าว่าด้วยนักสู้ที่สมองกระทบกระเทือน ทั้งครอบครัวยังถูกคนร้ายทารุนอย่างหนักจนกลายเป็นแผลฝังใจ กับ Nordic Light โปรเจ็กต์หนังธริลเลอร์ที่เพิ่งเริ่มเดินหน้า และดูเหมือนว่าลันด์เกรนในวัย 61 จะยังตื่นเต้นกับอุตสาหกรรมการแสดง และยังท้าทายตัวเองด้วยการก้าวกระโดดไปเล่นหนังตระกูลอื่นนอกจากบู๊ล้างผลาญด้วย