Amistad Bridge of Spies Empire of the Sun Lincoln Munich Saving Private Ryan Schindler's List Steven Spielberg The Post War horse War of the Worlds

เล่า ‘ประวัติศาสตร์’ ให้กระทบใจ …สไตล์ สตีเวน สปีลเบิร์ก

Home / bioscope / เล่า ‘ประวัติศาสตร์’ ให้กระทบใจ …สไตล์ สตีเวน สปีลเบิร์ก

เป็นที่รู้ชัดกันไปทั่วทั้งวงการว่า สุดยอดผู้กำกับจากฮอลลีวูดอย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก คือหนึ่งในคนทำหนังที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์ออกมาได้อย่างเยี่ยมยอดและกระทบใจผู้ชมขนาดไหน เห็นได้จากผลงานภาพยนตร์หลายเรื่องของเขาที่สร้างปรากฏการณ์ทั้งในแง่ของรายได้และคำวิจารณ์ซึ่งล้วนแล้วแต่ต่อยอดมาจาก ‘เหตุการณ์จริง’ ในอดีตแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Schindler’s List (1993), Lincoln (2012), Bridge of Spies (2015) หรือ The Post (2017)

และเหล่านี้คือบางข้อเท็จจริงจากการทำหนังอิงประวัติศาสตร์บางส่วนของเขาที่อาจทำให้เราพอจะเข้าใจบ้างได้ว่า เหตุใดสปีลเบิร์กจึงหมกมุ่นอยู่กับ ‘ความทรงจำ’ ของโลกและมวลมนุษยชาติจนสามารถถ่ายทอดมันให้ออกมาน่าดูชมได้ถึงเพียงนี้!

Empire of the Sun
Saving Private Ryan

ไม่มีสิ่งใดสำคัญเท่าความทรงจำอีกแล้ว เพราะหากปราศจากความทรงจำ เราก็ไม่มีวันได้เรียนรู้อะไรเลย หากปราศจากความทรงจำ เราก็จะไร้ซึ่งความเชื่อมโยงถึงกันและความก้าวหน้าใดๆ ผมจินตนาการว่านั่นคือเหตุผลว่าทำไมนักประวัติศาสตร์ถึงต้องเขียนประวัติศาสตร์ และทำไมมวลมนุษย์ถึงหิวกระหาย ‘ประวัติศาสตร์’ กันนัก ซึ่งผมก็คงต้องเสริมว่า ในที่นี้ มันก็หมายถึง ‘เรื่องแต่งที่อิงมาจากประวัติศาสตร์’ นั่นแหละ” สปีลเบิร์กกล่าว

เรื่องแต่งที่อิงมาจากประวัติศาสตร์ของสปีลเบิร์กจึงมักหมายถึง เหตุการณ์หรือความทรงจำที่กระทบใจเขาตลอดมาตั้งแต่ยังเด็กนั่นเอง เนื่องจากมันยังคงเป็นสิ่งที่กระทบความคิดและจิตวิญญาณของเขามากเสียจนต้องหยิบมาตั้งคำถามในหนังเรื่องแล้วเรื่องเล่า ทั้งเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวยิว-ซึ่งครอบครัวของเขาร่วมเป็นประจักษ์พยานด้วย-ใน Schindler’s List และเหตุการณ์เศร้าสลดที่เกิดขึ้นจากสงครามโลกครั้งที่สอง-ซึ่งพ่อของเขาเคยเข้าร่วม-ใน Empire of the Sun (1987), Saving Private Ryan (1998) และ War Horse (2011) ซึ่งถือเป็นการสะท้อนภาพความโหดร้ายของสงครามที่มนุษย์กระทำต่อกันแบบต่างกรรมต่างวาระทั้งสิ้น “มันคือชีวิตของพ่อ” เขาหมายถึงสงครามโลกครั้งที่สอง “ผมเกิดมาตอนที่สงครามสิ้นสุดไปแล้วปีนึง และเพื่อนๆ ของเขาก็เป็นทหารผ่านศึกจากยุคสงครามโลกครั้งที่สองทั้งนั้น พวกเขาออกไปเที่ยวด้วยกันปีแล้วปีเล่า ผมเลยโตมากับเรื่องเล่าเหล่านี้ ผมจำไม่ได้แล้วว่าเราเคยคุยเรื่องสงครามโลกครั้งที่หนึ่งด้วยหรือเปล่า แต่นี่แหละคือสิ่งที่ยอดเยี่ยมในการได้ทำหนังและเล่าเรื่องพวกนี้ เพราะประวัติศาสตร์ช่วยเปิด ‘โลกใหม่ๆ’ ให้กับคนทำหนังได้เสมอ

Amistad
Lincoln
Munich

ด้วยความหลงใหลและใส่ใจในประวัติศาสตร์นี้เองที่ทำให้สปีลเบิร์กมีโอกาสทดลองเล่าเรื่องจริงเหล่านี้ผ่าน ‘ท่วงท่าลีลาที่หลากหลาย’ ซึ่งมักจะ ‘เข้าถึงได้ง่าย’ และถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ ‘ส่งต่อคำถามไปยังคนในสังคม’ ได้อย่างอยู่หมัดเสมอ ทั้งใน Amistad (1997) และ Lincoln ที่สปีลเบิร์กเลือกใช้กลุ่มคน/บุคคลสำคัญที่มีตัวตนจริงๆ ในอดีตอย่างกลุ่มทาสแอฟริกันในศตวรรษที่ 18 -ผู้ต่อสู้กับคำตัดสินของสังคมหลังพวกเขาทนถูกย่ำยีไม่ไหว ยึดเรือทาส แล้วหลบหนีมายังอเมริกา ก่อนถูกจับในข้อหาฆาตกรรม!- และ เอบราฮัม ลินคอล์น -อดีตประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกาผู้ใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต(ก่อนถูกลอบสังหาร)ในการผลักดันกฎหมายเลิกทาส- มาตั้งคำถามต่อประชาชนและผู้มีอำนาจในโลกยุคปัจจุบันที่ยังคงเต็มไปด้วย ‘การแบ่งแยก’ อันเป็นผลจากความไม่เข้าใจในความแตกต่าง-ซึ่งสามารถพัฒนาไปสู่ความกลัวจนเป็นบ่อเกิดของความรุนแรงที่มนุษย์ลุกขึ้นมากระทำต่อกันได้ในที่สุด และใน Munich (2005) ที่สปีลเบิร์กใช้ลีลาการเล่าอันหน่วงหนักแบบหนังธริลเลอร์มาถ่ายทอดความเจ็บปวดที่มนุษย์ต่างฝ่ายต่างได้รับจากปฏิบัติการล่าล้างแค้นแก๊งผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์ของรัฐบาลอิสราเอล-หลังจากที่นักกีฬาอิสราเอล 11 คนถูกผู้ก่อการร้ายกลุ่มนี้ฆ่าตายในโอลิมปิกที่เยอรมันเมื่อปี 1972

Bridge of Spies
The Post

รวมถึงใน Bridge of Spies และ The Post ที่สปีลเบิร์กใช้บทสนทนาอันดุเดือดและการร้อยเรียงเหตุการณ์อันบีบคั้นอารมณ์มาเล่าถึงช่วงเวลาแห่งความอึดอัดใจเมื่อมนุษย์คนหนึ่งต้องเลือกระหว่าง ‘หน้าที่ที่อาจทำลายชีวิตคนส่วนน้อย-หรือคนคนหนึ่ง’ กับ ‘ความถูกต้องที่ส่งผลต่อคนส่วนใหญ่’ ซึ่งเรื่องแรกว่าด้วยทนายอเมริกัน-ผู้ทำหน้าที่เจรจาแลกเปลี่ยนตัวประกันทางการเมืองในช่วงสงครามเย็น-ที่ค่อยๆ เห็นถึง ‘ความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน’ ของสายลับโซเวียตอย่าง รูดอล์ฟ อาเบล ขณะที่เรื่องหลังว่าด้วย แคธารีน เกรแฮม หญิงแกร่งเจ้าของหนังสือพิมพ์ยุค 60 อย่าง The Washington Post ที่ลังเลว่าจะเปิดเผยข้อมูลลับของรัฐที่อาจส่งผลร้ายต่อกิจการและลูกน้องของเธอดีหรือไม่

Schindler’s List
War Horse

อย่างไรก็ดี หนึ่งในเทคนิคที่สปีลเบิร์กมักใช้อยู่บ่อยครั้งในการเล่าเรื่องอิงประวัติศาสตร์ก็คือ การนำ ‘ข้าวของที่ผูกโยงกับอดีต’ มาสื่อความหมายบางอย่างเพื่อสร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้ชม ยกตัวอย่างเช่น ลิสต์รายชื่อชาวยิวจำนวนมหาศาลที่ ออสการ์ ชินด์เลอร์ เรียกร้องให้นาซีปล่อยตัวโดยอ้างว่าเป็น ‘แรงงานที่สำคัญ’ สำหรับโรงงานผลิตเครื่องเงินระหว่างช่วงสงครามของเขา รวมถึงแหวนล้ำค่าของตนที่เขาคิดว่า หากยอมขายมันไปก็อาจช่วยชาวยิวเพิ่มได้ ‘อีกตั้งหนึ่งชีวิต’ ใน Schindler’s List  ที่สปีลเบิร์กใช้เพื่อย้ำเตือนถึง ‘น้ำใจอันน่ายกย่อง’ ที่บุคคลผู้นี้มีให้แก่เพื่อนมนุษย์ชาวยิว แม้เขาจะเป็นเยอรมันเฉกเช่นพวกนาซีก็ตาม และเจ้าม้าคู่ใจของตัวเอกที่ถูกพ่อนำไปขายเพื่อให้กองทัพได้ใช้ในศึกสงครามใน War Horse ที่สปีลเบิร์กนำมาเป็นตัวกลางเพื่อเชื่อมโยงโศกนาฏกรรมอันหลากหลายของมนุษย์ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองเข้าไว้ด้วยกัน เป็นต้น

Minority Report
War of the Worlds

อนึ่ง เหตุการณ์ประวัติศาสตร์อันโหดร้ายครั้งล่าสุดที่กระทบกระเทือนความรู้สึกของสปีลเบิร์ก คงหนีไม่พ้นเหตุก่อการร้ายเครื่องบินพุ่งชนตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์อย่าง 9/11 ซึ่งเปลี่ยนแปลงมุมคิดในการทำหนังของเขาไปไม่น้อย เพราะแม้ว่าหนังอีกหลายเรื่องของเขาหลังจากนั้นจะไม่ได้อิงจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้โดยตรง แต่มันก็ส่งอิทธิพลไปยัง ‘สาร’ ที่อยู่ในหนังเหล่านั้นอย่างชัดเจน “มันเปลี่ยนชีวิตทุกคนบนโลกไปมากมายมหาศาล และหนังของผมก็มืดหม่นลงหลังจาก 9/11 อย่าง Minority Report (2002) ก็เป็นเหมือนกับอนาคตในรูปลักษณ์ที่ดาร์คแบบสุดๆ รวมถึง War of the Worlds (2005) ซึ่งเป็นการอ้างอิงตรงๆ ถึง 9/11 ก็ด้วย มันคือเรื่องเล่าหลัง 9/11 โดยแท้” เขาว่า “…โลกใบนี้จึงมีอิทธิพลอย่างมากในการแต่งแต้มสีสันในหนังของผม ซึ่งผมคิดว่าในแง่หนึ่งมันก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีแหละนะ เพราะมันหมายถึงการที่ผม ‘กำลังเปลี่ยนไป’ จากการได้ตระหนักรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบนโลกใบนี้บ้าง

“มันคือความกระหายอยากที่จะเชื่อมโยงถึงกัน คือความกระหายอยากที่จะก้าวไปสู่โลกที่ดีกว่านี้” เขาหมายถึงความโหยหาของมนุษย์-รวมถึงตัวเขาเอง-ในอันที่จะเสพเรื่องเล่าผ่านประวัติศาสตร์และความทรงจำครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด “แล้วผมก็คิดว่าความยุติธรรมกับความทรงจำนั้นไม่สามารถถูกแยกขาดออกจากกันได้เลย เพราะหากเราจดจำไม่ได้เสียแล้วว่าอะไรเคยเกิดขึ้นบ้าง อะไรบ้างที่เป็นสิ่งผิดพลาด อะไรบ้างที่เป็นสิ่งถูกต้อง และสิ่งดีงามแบบใดที่ความยุติธรรมได้หยิบยื่นให้เรา -ทั้งศักดิ์ศรี ความรุ่งเรือง ความเป็นปัจเจก สุขอนามัยทางสังคม รวมถึงสันติสุข- สิ่งดีงามเหล่านั้นก็จะไม่มีวันและไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย ประวัติศาสตร์ส่องทางนำเราไปสู่ความยุติธรรม – ถ้าไม่มีประวัติศาสตร์ เราก็คงไม่อาจอยู่ได้อย่างมี ‘ความหวัง’ หรอกครับ