Cosmopolis Harry Potter and the Goblet of Fire Robert Pattinson The Rover twilight โรเบิร์ต แพตตินสัน

‘เราล้วนตายอย่างโดดเดี่ยว’ โรเบิร์ต แพตตินสัน เมื่อเขาไม่ใช่ชายในฝันของคุณแล้ว

Home / bioscope / ‘เราล้วนตายอย่างโดดเดี่ยว’ โรเบิร์ต แพตตินสัน เมื่อเขาไม่ใช่ชายในฝันของคุณแล้ว

บท เซดริก ดิกกอรี จากแฟรนไชส์ Harry Potter and the Goblet of Fire (2005, ไมค์ นีเวลล์) แจ้งเกิด โรเบิร์ต แพตตินสัน เด็กหนุ่มวัย 19 ปีจากลอนดอน ประเทศอังกฤษภายในชั่วข้ามคืน ชื่อของเขากลายเป็นพาดหัวใหญ่ตั้งแต่สำนักข่าวแท็ปลอยด์ไปจนสื่อใหญ่ยักษ์ บทดิกกอรีจากบ้านฮัฟเฟิลพัฟผู้เสียสละและใจดีกลายเป็นภาพลักษณ์ติดตัวแพตตินสัน และยิ่งถูกตอกย้ำมากขึ้นเมื่อเขากลายมาเป็น เอ็ดเวิร์ด คัลเลน แวมไพร์หนุ่มแห่งแฟรนไชส์ Twilight (2008, แคเธอรีน ฮาร์ดวิค) ผู้เงียบขรึมและลึกลับ

ชั่วระยะแรก แพตตินสันออกอาการตั้งรับกับชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ได้มาไม่ค่อยได้นัก “มันประหลาดจัง คนชอบเดินเข้ามาขอลายเซ็นผมเยอะแยะเลย” เขาเล่า “ผมเคยนั่งอยู่แถวเลสเตอร์สแควร์ สบายใจที่ไม่มีใครจำผมได้ แต่แล้วก็ดันมีคนแปลกหน้ากรี๊ดชื่อผมออกมา แปลกแท้ๆ ผมว่าตอนนั้นเป็นใครก็ไม่เข้าใจหรอกว่าเกิดอะไรขึ้น คุณตื่นมาแล้วอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นคนดังซะงั้น พิลึกชะมัด

“อยู่ดีๆ คนก็จดจำคุณขึ้นมาได้ทั้งที่ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป มันดูเกินจริงไปเหมือนกันนะ โดยปกติแล้วผมเกลียดฝูงชนที่คนเยอะๆ ขี้กังวลด้วย ก็เลยไม่ใช่เรื่องน่าปลื้มปริ่มอะไรตอนที่มีคนเอาแต่จ้องหน้าเรา ตอนนั้นรู้สึกเหมือนมาทำผิดงานเลยครับ ผมไม่ชอบถูกถ่ายรูป ไม่ชอบเป็นจุดสนใจด้วย”

และคลื่นความบ้าคลั่งในตัวเขานั้นยิ่งโหมกระหน่ำเมื่อ Twilight ปล่อยภาคต่อตามมาในปี 2009 ถัดจากภาคแรกเพียงปีเดียวเท่านั้น ชื่อของเขาติดอันดับหนุ่มฮ็อตของหลายสำนัก (ทั้งที่เจ้าตัวก็ยืนยันว่าเขาไม่ได้ฮ็อตหรือเร่าร้อนอะไรเลย บทแวมไพร์นั่นต่างหากที่ใช่!) และยิ่งพุ่งทะลุเพดานเมื่อเขาคบหากับนักแสดงสาวที่แสดงด้วยกันอย่าง คริสเตน สจวร์ต “ผมรับมือกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตช่วงนั้นไม่ได้เลย คุณต่อสู้กับความเป็นคนดังและสิ่งที่ตามมาไม่ได้หรอก ไม่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงก็ไม่ได้” เขาสรุป

“ผมไม่ได้อยากเล่นแต่บทหนุ่มเท่ๆ ในโรงเรียน ไม่ก็ลงเอยด้วยการเป็นตัวตลกให้คนวาดการ์ตูนเอาไปเขียนล้อๆ กัน” นั่นคือเป้าหมายแรกของเขาหลังพ้นจากการรับบทเป็นแวมไพร์ …ด้วยการรับบทในหนังโฉดของ เดวิด โครเน็นเบิร์ก ใน Cosmopolis (2012) เป็นเศรษฐีหนุ่มที่มุ่งหน้าไปตัดผม หากแล้วกลับพบว่าเขากำลังสูญเสียเงินไปกับทุกวินาทีที่นั่งอยู่บนรถ สัญชาติญาณดิบจึงเริ่มทำงานเพื่อกอบโกยทุกอย่างกลับมา หนังดำมืดตามประสาโคเน็นเบิร์ก และมันได้กลายเป็นหลักชัยสำคัญของแพตตินสันในการจะสลัดภาพลักษณ์หนุ่มหล่อขวัญใจสาวๆ

แต่บทคนรวย นั่งอยู่ในรถหรูเดินทางไปตัดผมยังไม่อาจเทียบเท่าบทคนปัญญาอ่อนในโลกล่มสลายใน The Rover (2014, เดวิด มิโชด) ตัวหนังชิงรางวัลหนังยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังซิดนีย์ ตัวแพตตินสันได้รับคำชมหนาหูว่าสลัดคราบหนุ่มหล่อผู้อบอุ่นไปสู่ชายไร้เดียงสาที่แทบเอาชีวิตไม่รอดในโลกแล้งไร้ หนำซ้ำ เขายังประกอบกับ กาย เพรียซ ที่แสดงบทชายโฉดได้ยิ่งกว่าระเบิดประมาณูได้แบบไม่ถูกกลบ

“ถึงที่สุดแล้ว เราล้วนตายอย่างโดดเดี่ยว คุณต้องลงมือทำในสิ่งที่คุณอยากทำจริงๆ” แพตตินสันอธิบาย แม้ว่านั่นต้องแลกกับหลายสิ่งก็ตาม การพยายามวิ่งหนีภาพลักษณ์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เข้าวงการกลายเป็นงานยากกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อเขาดั้นด้นอยากลองของบทใหม่ๆ ที่ไกลจากการเป็นหนุ่มในฝัน ยังไม่นับการวิ่งรอกเพื่อออดิชั่นและดัดสำเนียงพูดเป็นอเมริกันเพื่อให้ได้งาน “ผมทำไม่ได้เลย เก้งก้างไปหมด พยายามพูดสำเนียงอเมริกันหรือไม่ก็ทรุดตัวนั่งลงมุมห้องเพราะจะอ้วก หรือชกหน้าตัวเองซ้ำๆ เพราะเครียดจัด” จึงไม่แปลกที่แพตตินสันจะดีใจสุดขีดที่คว้าบทใน The Rover มาได้ (“ทั้งที่ผมว่าผมออดิชั่นได้ไม่ดีเท่าไหร่”) และเปิดประสบการณ์การแสดงไปสู่อีกหมุดหมายหนึ่ง แม้ว่านั่นจะหมายความถึงว่า เขาจะห่างไกลจากความฮ็อตทะลุปรอทอย่างที่เป็นมาโดยตลอดก็ตาม

ปี 2017 แพตตินสันระเบิดความอัดอั้นเหล่านี้ออกมาเป็นหนังสั้น Fear & Shame กำกับโดย ไวแกรม คานธี โดยแพตตินสันเป็นคนเขียนบทและนำแสดง เล่าถึงนักแสดงชายนามโรเบิร์ต แพตตินสัน (…) ที่หิวแทบขาดใจแต่ออกมาจากโรงแรมไม่ได้เพราะกลัวปาปารัซซี่!

“เอาจริงๆ ผมไม่มีทางคุ้นเคยกับชื่อเสียงแบบนั้นได้หรอก” เขาว่า “ถ้าคุณบอกว่าคุณชินแล้วนั่นแปลว่าคุณกำลังเสียสติไปแล้วแน่ๆ มันก็ดีอยู่หรอก เหมือนนั่งในสวนสนุกที่มีแต่สิ่งน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ไม่ว่าอย่างไร ถึงจุดหนึ่ง คุณก็ต้องพัก”