Emma Stone Olivia Colman Rachel Weisz The Favourite Yorgos Lanthimos อีเสน่ห์ร้าย

ชีวิตมันขำขื่นสุดกลืนกิน: The Favourite หนังรักสามเส้าและสาวชาววังของ ยอร์กอส ลันธิมอส

Home / bioscope / ชีวิตมันขำขื่นสุดกลืนกิน: The Favourite หนังรักสามเส้าและสาวชาววังของ ยอร์กอส ลันธิมอส

เดาว่าหลายคนน่าจะเคยหัวเราะขันขื่นหรือทำตัวไม่ถูกไปกับหนังของ ยอร์กอส ลันธิมอส คนทำหนังชาวกรีก ทั้งครอบครัววิปลาสใน Dogtooth (2009) กับบทสนทนาประหลาดล้ำ และฉากเซ็กซ์พิลึกพิลั่น (ในเรื่องคือ ยามสาวรับหน้าที่สอนเรื่องเซ็กซ์ให้เด็กหนุ่มในครอบครัวระบบปิด ที่เข้าใจมาตลอดว่า คำว่าคีย์บอร์ดแปลว่า เอ่อ… จิ๋ม) และเรื่องชวนสติแตกของกลุ่มคนที่ทำงานกับญาติผู้เสียชีวิตใน Alps (2011) กับฉากเพี้ยนๆ อย่างการเต้นแร้งเต้นกาต่อหน้าความเศร้าโศกของหัวหน้าครอบครัว, The Lobster (2015) คนโสดที่หากหาคู่ไม่ได้ต้องกลายเป็นสัตว์ (!!) ซึ่งเต็มไปด้วยฉากชวนเหวออย่างการเต้นรำคนเดียวในป่า และ The Killing of a Sacred Deer (2017) ที่ทำเอาเพลง Burn ของแม่สาว เอลลี โกลดิง กลายเป็นเพลงหลอนชวนเสียสติ!

 

 

“ผมชอบความอิหลักอิเหลื่อแบบนั้นจะตาย ความรู้สึกกระหายอยากรู้สิ่งต่างๆ มันสำคัญนะ ตัวผมเองก็เป็นคนดูหนังยังชอบอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องคิดเลยว่านี่ควรจะรู้สึกยังไงกันแน่วะ หรือไอ้สิ่งที่เรารู้สึกตอนนี้มันเหมาะสมหรือเปล่า” ลันธิมอสให้สัมภาษณ์ และความรู้สึกขำไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกเช่นนี้ก็ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องล่าสุดของเขาอย่าง The Favourite เล่าถึงอังกฤษในศตวรรษที่ 18 เมื่อประเทศกำลังเผชิญหน้าสงครามกับฝรั่งเศส ควีนแอนน์ (โอลิเวีย โคลแมน) ราชินีผู้ไม่สันทัดด้านการศึกทั้งยังป่วยเป็นโรคเก๊าต์ และให้สาวคนสนิท ซาราห์ เชอร์ชิลล์ (ราเชล ไวส์ซ) ดัสเชสส์แห่งมาร์ลบะระคอยว่าราชการให้แทน ขณะเดียวกันก็ต้องคัดง้างกับ ฮาร์ลีย์ (นิโคลัส โฮลต์) ฝ่ายค้านหนุ่มปากร้ายที่ทำทุกทางเพื่อระงับศึก และพร้อมๆ กันนั้น อบิเกล (เอ็มมา สโตน) ญาติสาวจากบ้านนอกคอกนาคลุกโคลนก็เข้ามาอยู่ในวัง พร้อมชิงตำแหน่ง ‘คนโปรด’ ของควีนแอนน์

และหากว่านี่ตกอยู่ในมือของผู้กำกับคนอื่นๆ มันคงกลายเป็นหนังที่เล่าเรื่องรักสามเส้าของคนสามคนในวังอันเลิศหรู… หากแต่เมื่อมันมาตกอยู่ในมือของลันธิมอส มันก็ได้กลายเป็นหนังเฮี้ยนระเบิดระเบ้อ แบบที่ฉีกทุกสูตรของการทำหนังพีเรียดอันอ่อนช้อยและอลังการ! นั่นเพราะสิ่งที่ทำให้ลันธิมอสสนใจไม่ใช่ความยิ่งใหญ่ สวยงามของสหราชอาณาจักรในยุคศตวรรษที่ 18 หากแต่เป็นเรื่องของหญิงสามคนและการคานอำนาจกันทางการเมืองเสียมากกว่า

เมื่อคนทำหนังเซอร์ชาวกรีก หันมาจับเรื่องในวังของชาวอังกฤษ ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นหนังเวียร์ดสุดขีดคลั่งที่เพิ่งจะเข้าชิงออสการ์ 10 สาขาถ้วน ทั้งก่อนหน้านี้ยังคว้ารางวัลนำหญิงยอดเยี่ยม (โคลแมน) จากเวทีลูกโลกทองคำมาแล้วด้วย

จุดเริ่มต้นของหนังเริ่มมาจาก เดโบราห์ เดวิส คนเขียนบทที่ร่างเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 1998 ในชื่อ The Balance of Power และได้ตกไปอยู่ในมือของ เอ็ด กุยนีย์ โปรดิวเซอร์ที่รู้จักกันดีกับลันธิมอส (ภายหลังกุยนีย์ได้โปรดิวซ์ The Lobster และ The Killing of a Sacred Deer ด้วย) “เราไม่ได้อยากทำหนังอังกฤษ แสดงความดราม่าโชว์ความยิ่งใหญ่ของคอสตูมอีกแล้ว” กุยนีย์เล่า “เราอยากเล่าเรื่องที่ร่วมสมัยและสั่นสะเทือนคนดูได้”

แล้วใครจะเหมาะไปกว่าลันธิมอส ซึ่งตอนนั้นเพิ่งดังเปรี้ยงจากที่ Dogtooth เข้าชิงออสการ์ และทันทีที่บทร่างแรกของ The Favourite มาถึงมือ สิ่งที่ทำให้ลันธิมอสตกตะลึงก็ไม่ใช่เรื่องของยุคสมัยแห่งความรุ่งโรจน์ของอังกฤษ แต่กลับกลายเป็นการแก่งแย่งอำนาจของคนสามคน “มันน่าสนใจว่าพวกหล่อนเกี่ยวข้องกันยังไงบ้าง เรื่องราวส่วนตัวของแต่ละคร โดยเฉพาะควีนแอนน์และสิ่งที่เธอต้องเผชิญมาตลอด” ลันธิมอสว่า (ควีนแอนน์เจ็บป่วยเรื้อรังมาหลายสิบปี และสูญเสียลูกไปทั้งสิ้น 17 ครั้ง ลูกที่มีพระชนมายุยืนนานที่สุดของพระองค์มีอายุเพียง 11 พรรษาเท่านั้น)

แม้ว่าหนังจะเต็มไปด้วยมุกตลกเวียร์ดๆ แบบลันธิมอส หากแต่มันยังคงบรรยากาศของความเศร้าสร้อยและหน่วงหนักของควีนแอนน์ ตัวละครใจกลางเรื่องผู้ป่วยหนักทั้งทางร่างกายและจิตใจ จนแสดงออกด้วยการเลี้ยงกระต่าย 17 ตัวแทนลูกที่จากไป 17 คน -ไม่ว่าจะจากไปทั้งในฐานะก้อนเลือดหรือหลังจากเกิดมาแล้ว- รวมทั้งการตระหนักว่าตัวเธอเองไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ที่ปกครองประเทศได้ดี หนำซ้ำยังถูกหลอกใช้โดยผู้คนรอบตัว

“สุดท้ายแล้ว เราเลยอยากให้ตัวละครนี้เป็นในแบบที่เธอเป็นมาตลอด นั่นคือเป็นบุคคลที่แสนจะซับซ้อนเหลือเกิน” ลันธิมอสว่า “เราต้องการทำให้คนดูเห็นภาพให้ได้ว่าผู้หญิงคนนี้สูญเสียอะไรไปบ้าง แต่ผมไม่อยากให้มันออกมามืดหม่นเกิน สิ่งนั้นควรจะให้ความรู้สึกสว่างไสวสดใส เราเลยเลือกใช้กระต่ายแทนภาพการสูญเสียของหล่อนน่ะ”

การกำกับหนังเรื่องแรกที่เขาไม่ได้เขียนบทเอง (ต่อมาได้ โทนี แม็กนามารา คนเขียนบท Ashby, 2015 มาช่วยเดวิสเขียนอีกแรง) ทั้งยังเป็นหนังที่ว่าด้วยผู้หญิงเป็นหลักทำให้ลันธิมอสเกร็งไม่น้อย “แรกๆ ก็กลัวนะ แต่ก็ข้ามผ่านมาได้เพราะสิ่งที่ผมอยากเล่าไม่ได้สำคัญที่ว่าพวกหล่อนเป็นผู้หญิง มันน่าสนใจด้วยประเด็นนั้นก็จริง แต่มันไม่ควรถูกเล่าด้วยการขยายให้เป็นประเด็นใหญ่ ผมเป็นผู้ชาย และกำลังจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงเหล่านี้ก็เท่านั้น”

หนังทั้งเรื่องจึงว่าด้วยการต่อสู้กันเพื่ออำนาจและความปรารถนาของคนทั้งสามคน ผ่านท่าทีการเล่าที่แฝงอารมณ์ขันร้ายกาจอันเป็นเอกลักษณ์ของลันธิมอส จนภาพสวยหรูแบบที่เราคุ้นเคยในหนังพีเรียดย้อนยุคละลายหายไปจากความทรงจำ เหลือแต่เพียงผู้คนแต่งหน้าทาปากจัดจ้าน และสวมวิกอันใหญ่กว่าหัวตัวเอง กับการ(แทบ)ไม่แยแสความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ “หนังเรื่องนี้มันไม่ได้วางตัวเองเป็นตำราเรียนประวัติศาสตร์นะ ผมแค่อยากทำหนังที่เชื่อมโยงกับสมัยใหม่นี้ได้ สิ่งที่อยู่ในหนังเลยเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา ภาษาเนี่ยเห็นได้ชัดสุดเลย เพราะเราไม่มีแม้แต่มานั่งคิดด้วยซ้ำว่าคนในสมัยนั้นเขาพูดจากันยังไงนะ” (โจ อัลวิน นักแสดงหนุ่มที่รับบทสมทบในเรื่อง ลงเอยด้วยการพบว่าการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจยุคสมัยและตัวละครนั้นไม่ช่วยอะไร “ยอร์กอสไม่กังวลกับเรื่องพวกนั้นเลยฮะ เขาแค่อยากให้เราแสดงกันให้สนุกก็พอ”)

“ช่วงศตวรรษที่ 18 มันถูกมองว่ามีอารยะและเลิศหรูเกินความจริงไปมาก แล้วพอคนพยายามทำหนังที่ว่าด้วยยุคสมัยนั้นขึ้นมาเลยไปติดอยู่กับรูปแบบบางอย่างเข้า เราพยายามให้ตัวละครแตกต่างไปจากภาพเขียนนิ่งทื่อที่เราเคยเห็นให้มากที่สุดเพราะคนจริงๆ เขาไม่ได้แสดงท่าทีแบบนี้่ต่อกันไง! เพราะงั้นพวกคำหยาบเลยถูกใช้ในหนังมากเป็นพิเศษ แล้วผมว่ามันก็ตลกดีนะ”

และเช่นเดียวกับหนังเรื่องก่อนหน้าของลันธิมอส มันคือความขำขื่นที่เรายิ้มให้บาดแผลของชีวิต ทั้งชายโสดที่เลือกจะเป็นกุ้ง, พ่อที่พบว่าอยู่ดีๆ ลูกก็เดินไม่ได้ และงานอดิเรกของราชินีผู้ทรงอำนาจของสหราชอาณาจักรที่เลี้ยงกระต่ายไว้ 17 ตัวเพื่อเตือนให้นึกถึงลูกที่จากไปของเธอ ลันธิมอสจึงไม่เคยวางหนังของเขาในฐานะหนังตลก หากแต่ส่วนมากแล้ว เขาเพียงแต่ทำหนังดราม่าและหวังว่าคนดูจะหัวเราะออกเพราะความดราม่าของมัน ก็เท่านั้นเอง