Jeff Nichols Michael Shannon Midnight Special Superheroes

Midnight Special : เด็กชายพลังพิเศษ กับแรงศรัทธาระหว่างพ่อ-ลูก

Home / bioscope / Midnight Special : เด็กชายพลังพิเศษ กับแรงศรัทธาระหว่างพ่อ-ลูก

โดย ดาวุธ ศาสนพิทักษ์

(เรียบเรียง-ปรับแก้จากบทความในนิตยสารไบโอสโคป ฉบับที่ 170 / มีนาคม 2016)

 

ในช่วงเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา เราอาจกล่าวได้ว่า เจฟฟ์ นิโคลส์ ได้ผลัดสถานะจาก ‘หน้าใหม่น่าจับตา’ ไปสู่การเป็นผู้กำกับฝีมือดีที่หลายคนวางใจได้อย่างน่าชื่นชม ผลงานอย่าง Shotgun Stories (2007), Take Shelter (2011), Mud (2012) และ Loving (2016) ต่างก็โดดเด่นด้วยอารมณ์มัวหมอง ลีลาอันรุ่มรวย และดราม่าที่มักว่าด้วยการดิ้นรนและความวิตกกังวลที่คนอเมริกันเผชิญ ส่วนผลงานเรื่องที่เรากำลังจะกล่าวถึงนี้ นิโคลส์ก้าวมาทำหนังสตูดิโอเต็มตัวเป็นครั้งแรก แถมยังเป็นแนวที่ไม่มีใครนึกมาก่อนว่าเขาจะหันมาทำ…นั่นคือหนังไซ-ไฟ/เหนือธรรมชาติ!

Midnight Special เปิดตัวด้วยท่าทีแบบหนังไล่ล่า เมื่อ รอย (ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก ไมเคิล แชนนอน นักแสดงคู่บุญของนิโคลส์) พาลูกชายวัย 8 ปี อัลตัน (เจเด็น ลีเบอร์เฮอร์ – St. Vincent) หนีออกมาจากลัทธิวันสิ้นโลกในเท็กซัส ความที่อัลตันไม่ใช่เด็กธรรมดาแต่มีพลังพิเศษในการควบคุมคลื่นความถี่และปล่อยลำแสงเจิดจ้าออกมาจากดวงตา พวกเขาจึงถูกไล่ล่าจากทั้งผู้นำลัทธิอย่าง คาลวิน เมเยอร์ (แซม เชปเพิร์ด) ที่เชื่อว่าอัลตันเป็นผู้ลงมาโปรด และเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งนำโดย พอล เซเวียร์ (อดัม ไดรเวอร์) ที่เชื่อว่าเขาเป็นภัย โดยตลอดทางหลบหนีนั้น รอยได้รับความช่วยเหลือจากทั้งสหายในวัยเด็ก (โจเอล เอ็ดเจอร์ตัน) และอดีตภรรยาผู้เป็นแม่ของอัลตันเอง (เคิร์สเทน ดันส์ต)

“อาจจะฟังดูประหลาดซักหน่อย” นิโคลส์ว่าไว้อย่างรู้ทัน “แต่หนังเรื่องนี้มีรากฐานที่มั่นคงยิ่งกว่า Mud ซะอีก” โดยแก่นสำคัญของหนังหนีไม่พ้นความสัมพันธ์อันเปราะบางระหว่างพ่อ-ลูกที่ตัวเขาเองใคร่ครวญเมื่อตนได้กลายมาเป็นพ่อ “ลูกชายผมเพิ่งอายุได้ขวบเดียวตอนที่เขียนบท ผมเลยได้มาไตร่ตรองถึงความรู้สึกของการได้เป็นพ่อคน กับการผันแปรทางอารมณ์ที่ตีกันอยู่ภายใน มันคือความรับผิดชอบที่ผมมีต่อตัวเขาที่ปะทะเข้ากับความจริงที่ว่าผมไม่อาจควบคุมเขาไปได้ตลอด”

อย่างไรก็ดี ความตั้งใจแรกเริ่มของนิโคลส์คือการทำหนังที่หวนไปคารวะหนังไซ-ไฟแห่งยุค 70-80 อย่าง Starman (1984) ของ จอห์น คาร์เพนเตอร์ และ Close Encounters of the Third Kind (1977) กับ E.T. the Extra-Terrestrial (1982) ของ สตีเวน สปีลเบิร์ก โดยเขาชี้ว่า “ผมอยากท้าทายตัวเองว่าจะสามารถทำหนังแบบนี้โดยไม่ให้มันห่วยหรือซ้ำซากได้รึเปล่า ในการทำหนังคารวะภาพยนตร์คลาสสิก คุณจะทำให้มันออกมาเหมือนเดิมเลยไม่ได้ เพราะคุณกำลังสร้างหนังเรื่องใหม่ คุณต้องเล่าถึงอะไรใหม่ๆ สร้างตำนานใหม่ๆ ขึ้นมาให้คนดู …นั่นแหละคือสิ่งที่ผมพยายามทำมาตลอดหลายปีนี้ เอาหนังตระกูลมาแยกชิ้นส่วนแล้วค่อยประกอบมันขึ้นมาใหม่

ดนตรีอิเล็กโทรนิกชวนระทึกของ เดวิด วิงโก กับงานภาพที่โดดเด่นด้วยโทนสีขมุกขมัว ภาพตอนกลางคืน และเลนส์แฟลร์ของ อดัม สโตน (ทั้งคู่เป็นขาประจำของนิโคลส์) ต่างก็ชวนให้นึกถึงสุนทรียะในแบบของคาร์เพนเตอร์และสปีลเบิร์ก แต่บทวิจารณ์ของหลายสำนักจากที่หนังไปฉายที่เบอร์ลินชี้ว่า เสียงเล่าอันหนักแน่นเป็นเอกลักษณ์ของนิโคลส์ต่างหากที่ยึดครองหนังได้อย่างเด็ดขาด นี่จึงไม่ใช่หนังที่เล่าเรื่องตามหนังกระแสหลักทั่วไป (ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจต้องชื่นชมที่สตูดิโอผู้สร้างอย่างวอร์เนอร์ บราเธอร์สให้อิสระกับนิโคลส์อย่างเต็มที่ด้วย) หากแต่ค่อยๆ เดินเรื่องด้วยการคลี่ปมและเผยข้อมูลออกมาทีละน้อยเพื่อหล่อเลี้ยงคนดูไปสู่บทสรุป ทั้งยังถี่ถ้วนในการสร้างมวลอารมณ์และความตึงเครียดให้ครอบคลุมไปทั่วทั้งเรื่อง

Midnight Special จึงนับเป็นความทะเยอทะยานอันน่าตื่นเต้นของนิโคลส์ ที่กำลังตอกหมุดครั้งสำคัญบนเส้นทางคนทำหนังของตัวเอง ด้วยการสอดแทรกสไตล์ของตนเข้าไปในขนบหนังตระกูลจัดๆ พร้อมทั้งสะกิดคนดูด้วยคำถามใหญ่โต เมื่อตัวละครในหนังต่างรับมือกับพลังพิเศษของเด็กชายไม่เหมือนกัน ทั้งพ่อของเขา คนรอบข้าง ไปจนถึงคนในสังคม นิโคลส์พาคนดูเข้าไปสำรวจระบบความคิดที่แฝงไว้ทั้งความศรัทธา ความหวาดกลัว และอคติที่กลุ่มคนหลายฟากฝั่งในหนังยึดถือเมื่อเผชิญเข้ากับสถานการณ์แปลกประหลาดยากจะทำความเข้าใจ “มันคือระบบศรัทธาจอมปลอม ไม่ว่าจะทางฟากรัฐบาลหรือกลุ่มลัทธิ ความเชื่อที่พวกเขามีต่อพลังพิเศษของอัลตันนั้นมีต้นกำเนิดมาจากสิ่งที่พวกเขาต้องการจากตัวเด็กชายทั้งนั้น ไม่เกี่ยวกับตัวเขาเลย…หนังเรื่องนี้จึงว่าด้วยเนื้อแท้ของความศรัทธา อะไรคือความศรัทธาที่จริงแท้ แล้วอะไรคือความศรัทธาปลิ้นปล้อนงมงายที่เราหลายคนต่างก็ถูกปลูกฝังกันมา

พลังพิเศษของอัลตันจึงอาจไม่ต่างจากแสงสว่างของขบวนรถไฟที่ส่องจ้าเข้ามาในเรือนจำอยู่ทุกค่ำคืนในเพลง Midnight Special -เพลงโฟล์คจากช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่คาดกันว่าน่าจะมีต้นกำเนิดมาจากกลุ่มนักโทษทางตอนใต้ของอเมริกา- ที่หนังหยิบยืมชื่อมาใช้ แสงไฟในเพลงกลายมาเป็นความหวังของบรรดานักโทษที่จะได้รับการปลดปล่อยฉันใด ตัวละครในหนัง (หรือกระทั่งคนดูเองก็ตาม) ก็คงต้องการให้แสงสว่างจากอัลตันปลดปล่อยพวกเขาออกจากข้อกังขาและความมืดมนแห่งการไม่รู้ฉันนั้น