Joaquin Phoenix Paul Thomas Anderson The Master

เมื่อชีวิตปริร้าว รอยแยกและหนทางขบถวงการของ ฮัวคิน ฟีนิกซ์

Home / bioscope / เมื่อชีวิตปริร้าว รอยแยกและหนทางขบถวงการของ ฮัวคิน ฟีนิกซ์

ระหว่างอยู่บนเวทีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนของหนัง The Master (2012, พอล โธมัส แอนเดอร์สัน) ฮัวคิน ฟีนิกซ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนักแสดงนำของเรื่อง ก็ควักบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบหน้าตาเฉยอย่างไม่แยแสกล้องจำนวนมหาศาลที่จับจ้องมายังเขา, ออกรายการทอล์คโชว์ชื่อดัง Late Show with David Letterman แล้วบอกว่าตัวเองกำลังจะลาจากวงการฮอลลีวูดจนทั้งพิธีกรและแฟนหนังช็อคกันถ้วนหน้าเพราะตั้งตัวไม่ติด, เปิดเผยอย่างจริงใจว่าเขาเข้ารับการบำบัดอาการเสพติดแอลกอฮอลล์ แถมอัดยาสูบที่ชนกลุ่มน้อยยื่นให้เขาลองเข้าจมูกออกกล้องแบบไม่มีปิดบังเมื่อครั้งไปเยือนบราซิล… ทั้งหมดนี้คงพอจะบอกถึงความเป็นตัวตนส่วนหนึ่งของฟีนิกซ์ ชายหนุ่มที่เติบโตมาในครอบครัวแสนจะฮิปปี้ได้

ยุค 70 อันเป็นช่วงที่วัฒนธรรมฮิปปี้และกระแสโหยหาเสรีภาพกำลังผลิบานอยู่ในสหรัฐอเมริกา จอห์น และ อาร์ลิน สองหนุ่มสาวที่บังเอิญเจอกันเมื่อฝ่ายหลังโบกรถคันที่ฝ่ายชายกำลังขับข้ามรัฐในปี 1968 และตัดสินใจแต่งงานกันในอีกปีหลังจากนั้น พวกเขาทำหน้าที่เป็นผู้เผยแพร่ศาสนาให้องค์กร Children of God ซึ่งเป็นนิกายหนึ่งในศาสนาคริสต์ที่อเมริกาใต้ ก่อนจะถอนตัวออกมาจากลัทธิและตั้งนามสกุลของพวกเขาเสียใหม่เป็น ฟีนิกซ์ สัตว์วิเศษในเทพปกรณัมที่ฟื้นคืนชีวิตจากขี้เถ้าของตัวเองเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการถือกำเนิดใหม่อีกครั้งของครอบครัว และพร้อมๆ กันนั้น ลูกชายคนแรก -ริเวอร์ ชื่อที่ตั้งตามวรรณกรรมเยอรมันว่าด้วยการแสวงหาทางจิตวิญญาณเรื่องสิทธารถะของ เฮอร์มาน เฮสเส- ก็ถือกำเนิดขึ้นมา ตามมาด้วยลูกสาว เรน และเด็กชายคนที่สามของบ้าน ฮัวคิน ที่ในระยะแรกเขาถูกเรียก -และเรียกตัวเอง- ว่า ลีฟ ซึ่งหมายถึงใบไม้ เพื่อให้เชื่อมโยงกับชื่อของพี่ชายพี่สาว (น้องสาวที่เกิดตามหลังเขาอีกสองคนชื่อ ลิเบอร์ตีหรือเสรีภาพ และซัมเมอร์ที่หมายถึงฤดูร้อน)

ครอบครัวฟีนิกซ์นั้นรายได้ไม่ดีนัก หลังจากจำต้องย้ายสำมะโนครัวเข้ามาอยู่ในเมืองใหญ่อย่างลอสแองเจลิสเพราะอาร์ลินเข้าทำงานเป็นเลขานุการให้ช่อง NBC ส่วนจอห์นเป็นสถาปนิกอิสระ แต่พวกเขายังต้องดิ้นรนทางการเงินอย่างหนักเพราะค่าครองชีพในแอลเอนั้นแพงมหาศาล สองพี่น้อง -ริเวอร์และเรน- จึงแบกกีตาร์คนละตัว เล่นดนตรีข้างถนนเพื่อหาเงินมาเลี้ยงชีพคนในบ้าน และไปเตะตา ไอริส เบอร์ตัน เอเจนซี่มือดีที่คว้าตัวริเวอร์มาแสดงโฆษณา และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่คนได้รู้จักกับพี่น้องครอบครัวฟีนิกซ์ที่เดินหน้าเข้าวงการนี้ตามคนพี่ของบ้าน

ฮัวคิน ซึ่งในตอนนั้นยังใช้ชื่อว่าลีฟ รับงานแสดงครั้งแรกเมื่อตอนอายุแปดขวบ เอเจนซี่หลายแห่งเห็นความต่างระหว่างสองพี่น้องอย่างชัดเจนเมื่อริเวอร์คนพี่มีผมบลอนด์สว่างและดวงตาสีฟ้าสุกใสจนถูกมองว่าเกิดมาเพื่อเป็นดาวเด่นโดยแท้ ขณะที่คนน้องผมดำและมีบุคลิกเก็บตัวกว่ามาก “เราเป็นมังสวิรัติกันนี่นะ” เขาย้อนอดีต การเป็นมังสวิรัติในช่วงเวลานั้นถือเป็น ‘ทางเลือก’ ของชีวิตตามแบบฉบับครอบครัวเขา “แล้วงานแสดงแรกๆ เราต้องถ่ายทำโฆษณา เลยบอกกับเอเย่นต์ไปว่า เราจะไม่ถ่ายโฆษณาให้แม็กโดนัลด์หรือโคคาโคล่าหรอกนะ เราจะทำงานกับบริษัทจักรยานหรือตุ๊กตาเท่านั้นแหละ เอเย่นต์ของเราเลยตอกกลับมาว่ามันบ้ามากๆ มันเป็นไปไม่ได้หรอก แล้วขืนทำตามที่พวกเธอขอ ก็คือตัดงานตัวเองไป 70% เลยนะ ผมว่าตอนนั้นพวกเราบ้าบิ่นหรือไม่ก็โง่มากจริงๆ” เขาเล่า และนั่นดูจะเป็นครั้งแรกๆ ที่เขาแสดงความขบถประสาคนที่เติบโตมาในครอบครัวฮิปปี้ขั้นสุด

หากแต่เจ้าหนูลีฟก็ไม่ได้สุขสมกับชีวิตในแวดวงโฆษณาและซีรีส์ฉายทางโทรทัศน์นัก Parenthood (1989, รอน โฮวาร์ด) คือหนังคอมิดี้เรื่องสุดท้ายที่เขาแสดงในฐานะ ลีฟ ฟีนิกซ์ ก่อนจะทิ้งช่วงไปอีกพักใหญ่ด้วยความรู้สึกอันรุนแรงว่าเขายังไร้เดียงสาเกินไปสำหรับการสวมร่างเป็นตัวละครอันหลากหลาย “ผมพักเบรคครั้งแรกตอนอายุ 15 เพราะบทหนังที่ผมได้มามันน่ากลัวมาก ไอ้เด็ก 15 มันจะไปรู้เรื่องพวกนั้นได้ยังไง ผมคิดขึ้นมาได้ว่าต้องหาประสบการณ์ให้ตัวเองก่อน”

เขาออกเดินทางไปเม็กซิโกกับอเมริกาใต้กับพ่อขณะที่ริเวอร์กำลังรุ่งโรจน์อยู่ในอุตสาหกรรมฮอลลีวูดหลังแจ้งเกิดจาก Stand by Me (1986, ร็อบ ไรเนอร์) และ My Own Private Idaho (1991, กัส แวน แซงต์) ปี 1993 เขาหวนกลับมายังอเมริกา ฉลองวันเกิดขวบปีที่ 19 ของตัวเองในเดือนตุลาคม หลังจากนั้นเพียงสามวัน ริเวอร์ -พี่ชายของเขา- ออกมาจากผับและล้มฟุบลง เขาโทรศัพท์เรียก 911 รายงานว่าพี่ชายของเขากำลังชัก ก่อนจะพบว่า หลังจากนั้น แม้จะไปถึงโรงพยาบาลแล้ว ริเวอร์ก็ไม่ได้ฟื้นขึ้นมาอีกเลย

ข่าวแพร่สะพัด หนำซ้ำคลิปเสียงที่เขาโทรศัพท์เรียกตำรวจยังถูกสื่อเอาไปเผยแพร่ ความตั้งใจที่จะหวนคืนงานแสดงของเด็กหนุ่มดับหายลงไปอีก เขาเก็บตัวจากสื่อ ทั้งหลีกหนีการถูกจับตาและเพื่อรักษาความรู้สึกหลังสูญเสียพี่ชาย “หลังจากการตายของริเวอร์ ผมรู้สึกเหมือนทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ต้องใช้เวลาอีกปีกว่าผมจะกลับมาใช้ชีวิตได้อีก”

เขาหวนกลับมารับงานแสดงอีกครั้งใน To Die For (1995, แซงต์) ของผู้กำกับที่เคยทำงานร่วมกันกับพี่ชาย และคราวนี้กลับมาในชื่อฮัวคิน ซึ่งเป็นชื่อแรกเกิดของเขา และมันได้กลายเป็นหนังแจ้งเกิดเด็กหนุ่มผมดำอย่างเต็มตัวในฐานะนักแสดง ตามมาด้วย Gladiator (2000, ริดลีย์ สก็อตต์) ที่ส่งฟีนิกซ์ชิงสมทบชายเวทีออสการ์เป็นครั้งแรกจากบท ก็อมมอดุส บุตรชายตาขาวของจักรพรรดิซีซาร์ (ริชาร์ด แฮร์ริส) ที่ทำให้คนดูทั้งประเทศทั้งเกลียดและกลัวชายผู้แสวงหาอำนาจนี้อย่างสุดใจ

“ผมไม่ค่อยคิดอะไรนักเวลาเลือกบท ไม่ได้เป็นพวกมีคนมาเสนอหนังสัก 400 เรื่องให้เล่นนี่นา มากสุดก็สักสี่เรื่องได้แล้วผมก็แสดงหมดทุกเรื่อง ด้วยความสัตย์นะ ถ้าผมสูงสักหกฟุตสอง ผมบลอนด์ ล่ำบึ้ก พวกเขาคงมาเคาะประตูเสนอบทให้ผมทั้งวัน นักแสดงคนไหนบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริงแม่งผิดละ แล้วจากนั้น ผมก็พยายามหาที่ทางให้ตัวเอง หาบทบาทที่เหมาะสมกับเรา

“แต่ความย้อนแย้งคือมักมีคนมาเสนอบทแบบที่ต้องใช้นักแสดงสูงหกฟุตสองกับอกกว้างๆ มาให้ผมเสมอ ผมถามพวกนั้นตลอดแหละว่ามึงบ้าปะเนี่ย กูกำลังจะได้แสดงบทหนังจริงๆ จังๆ แล้วมึงดันอยากให้กูไปอยู่ในหนังที่ต้องวิ่งถือปืนไล่กวดคนทั้งเรื่องเนี่ยนะ เอาจริงๆ ผมไม่เข้าใจพวกนักแสดงที่ทำงานหนักแทบล้มประดาตายตั้งเป็นปีๆ เข้าชิงออสการ์ครั้งแรกตอนอายุ 45 และคว้ามาได้ แล้วจากนั้นก็แสดงหนังกากสตึๆ 10 เรื่องรวด”

ความเฮี้ยนของฟีนิกซ์ยังไม่หยุดแค่นั้น เขาไปโผล่ในหนังเซอร์แตกสุดขีดที่กำกับโดยเพื่อนรักของเขาเองอย่าง เคซีย์ แอฟเฟล็ค I’m Still Here (2010) หนังสารคดีเทียมเสียดสีอุตสาหกรรมฮอลลีวูดอย่างแสบไส้ เล่าถึงชีวิตของนักแสดงดังระดับโลกนาม ฮัวคิน ฟีนิกซ์ เกิดเบื่อหน่ายการแสดงและชื่อเสียงขึ้นมา จึงผันตัวไปเป็นแร็ปเปอร์ แล้วไปออกรายการ Late Show with David Letterman สับขาหลอกจน เดวิด เล็ตเตอร์แมน พิธีกรรายการถึงกับเชื่อจริงๆ ว่าเจ้านักแสดงหนุ่มเคราดกกำลังจะออกจากวงการจริงๆ จนต้องออกมาขอโทษเล็ตเตอร์แมนภายหลังจากนั้นอีกสองปี “ผมก็คิดว่าคุณสัมภาษณ์คนมาตั้งมากตั้งมาย คงแยกความแตกต่างระหว่างตัวละครกับคนจริงๆ ได้อยู่แหละมั้ง แต่ก็นะ…” เขาว่า “ผมขอโทษจริงๆ ครับ หวังว่าจะไม่ทำให้คุณรู้สึกแย่นะ”

ควบคู่ไปกับการเป็นนักแสดงน่าจับตาของฮอลลีวูด ฟีนิกซ์ก็ยังสบายอกสบายใจที่จะไม่ปฏิบัติตัวเป็นซูเปอร์สตาร์ เขาไปออกรายการให้สัมภาษณ์เมื่อจำเป็น -นั่นคือเมื่อหนังที่เขาแสดงกำลังจะเข้าฉาย- ติดดิน เขาสูบบุหรี่ออกสื่ออย่างเปิดเผย ขับรถ SUV มอมแมมไปด้วยฝุ่นและกางเกงคาร์โก ออกเดินทางไปยังบราซิลเพื่อทำความรู้จักกับชนกลุ่มน้อยกับรายการเรียลิตี้ออกฉายทางโทรทัศน์ 4Real ในเวลาเดียวกันก็ซื้อบ้านราคา 4.8 ล้านเหรียญฯ ใจกลางฮอลลีวูด และล่าสุดเพิ่งออกตัวเคลื่อนไหวเพื่อจะแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการใช้งานสัตว์ -โดยเฉพาะจากคณะละครสัตว์- ที่มีแนวโน้มจะกักขังสัตว์ป่าไว้เพื่อแสดงโชว์แทนที่จะปล่อยให้มันอยู่ตามธรรมชาติอย่างที่ควรเป็น

“ทำงานกับฮัวคินเหมือนทำงานกับสัตว์ป่าที่สวยงามมากๆ” การ์ธ เดวิส ผู้กำกับ Mary Magdalene (2018) ที่ฟีนิกซ์แสดงนำกล่าว “คุณต้องให้พื้นที่เขาได้มีอิสระ แล้วการแสดงของเขาจะเลื้อยไล้ไปอย่างเสรี ดิบ ปราศจากการควบคุมและแสนเป็นธรรมชาติ”

ส่วนแอนเดอร์สันที่เคยร่วมงานกับฟีนิกซ์มาแล้วทั้งสองเรื่องอย่าง The Master (2012) และ Inherent Vice (2014) เล่าถึงนักแสดงของเขาอย่างอารมณ์ดี “หมอนั่นเหมือนหมาที่จะคาบบอลมาให้คุณซ้ำๆ ต่อให้คุณปาบอลร่วงลงเหว ปาใส่กองหิมะ ใส่มหาสมุทร เขาก็จะวิ่งไปคาบบอลแล้วเอากลับมาให้คุณจนได้ แล้วจะวิ่งมาม้วนตัวบนตักคุณ สร้างความอบอุ่นให้ เขาเป็นหมาที่เจ๋งที่สุดที่ผมเคยเจอเลยว่ะ!”