Alejandro Gonz?lez I??rritu Alfonso Cuaron Amores perros Biutiful Guillermo del Toro Harry Potter and the Prisoner of Azkaban Pan's Labyrinth ROMA The Revenant

อัลฟ็องโซ กัวร็อง, กีเยร์โม เดล โตโรและอเลฆันโดร กอนซาเลซ อีนาร์ริตู Three Amigos สามทหารเสือจากเม็กซิโกผู้บุกฮอลลีวูด!

Home / bioscope / อัลฟ็องโซ กัวร็อง, กีเยร์โม เดล โตโรและอเลฆันโดร กอนซาเลซ อีนาร์ริตู Three Amigos สามทหารเสือจากเม็กซิโกผู้บุกฮอลลีวูด!

“โอ้โห ผมสะกดชื่อนี้ไม่ถูกเลย (หัวเราะ) อัลฟ็องโซ กัวร็อง!”

สิ้นเสียงประกาศรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมของ กีเยร์โม เดล โตโร เสียงปรบมือกราวใหญ่ก็ดังขึ้นสนั่นโรงละครดอลบี เจ้าของชื่อลุกขึ้นยืนก่อนเดินขึ้นไปรับรางวัลบนเวทีจากมือของเดล โตโร คนทำหนังเพื่อนรักจากเม็กซิโกซึ่งปีก่อนเพิ่งจะคว้ารางวัลเดียวกันนี้ไปครอง และหากเราย้อนกลับไปอีกสองปีก่อนหน้า เพื่อนสนิทของเขาทั้งสองอย่าง อเลฆันโดร กอนซาเลซ อีนาร์ริตู คว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมสองปีซ้อน… และหากไล่ย้อนไปก่อนนั้นอีกปี กัวร็องก็ชิงชัยรางวัลนี้ได้เป็นครั้งแรกจาก Gravity (2013)

นั่นเท่ากับว่า ในระยะเวลาเกือบทศวรรษนี้ รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากออสการ์นั้นตกเป็นของคนทำหนังชาวเม็กซิกันทั้งสาม ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันสร้างแรงกระเพื่อมและปรากฏการณ์น่าจับตาในโลกภาพยนตร์ ขยับขยายอาณาเขตจากดินแดนบ้านเกิดของพวกเขาสู่สายตาชาวโลก จนได้กลายเป็นรายชื่อคนทำหนังสามทหารเสือเพื่อนรักในนาม The Three Amigos ที่กอดคอกันถล่มฮอลลีวูดอยู่ในนาทีนี้

ทั้งกัวร็อง, อีนาร์ริตูและเดล โตโร ล้วนเคยเป็นคนทำหนังหนุ่มน้อยหน้าใสที่กระโจนลงสังเวียนอุตสาหกรรมภาพยนตร์เม็กซิโก และเป็นฟังเฟืองสำคัญยิ่งในการบุกเบิก Nuevo Cine Mexicano หรือยุคหนังเม็กซิกันคลื่นลูกใหม่หลังซบเซามาตั้งแต่ยุค 70 จนรัฐบาลเม็กซิกันออกนโยบายสนับสนุนการสร้างหนังในประเทศขึ้นมาช่วงต้นยุค 90 และนั่นเองที่อัลฟ็องโซ ลูกชายของนักฟิสิกส์นิวเคลียร์เข้ามาเริ่มทำหนังเรื่องแรกของเขาอย่าง Love in the Time of Hysteria (1991), เดล โตโร เด็กชายจอมเนิร์ดหนังสัตว์ประหลาดที่ระเบิดฟอร์มร้อนแรงใน Cronos (1993) และตามมาด้วยอดีตเด็กเรียนฟิล์มที่แตกหักกับอาจารย์จนเบนสายไปเป็นดีเจจนเริ่มกำกับหนังได้ช้ากว่าเพื่อนอย่างอีนาร์ริตู ก่อนจะแจ้งเกิดจาก Amores perros (2000)

เช่นเดียวกับเด็กหลายๆ คนจากทั่วโลก สามทหารเสือชาวเม็กซิกันต่างเติบโตมาด้วยการดูหนังภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะกัวร็องที่วัยเด็กของเขาถูกหล่อหลอมด้วย Citizen Kane (1941, ออร์สัน เวลล์ส), The Godfather (1972, ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา), Jaws (1975, สตีเวน สปีลเบิร์ก) ไปจนถึงหนังสัญชาติฝรั่งเศสและญี่ปุ่นอย่าง Breathless (1960, ฌ็อง-ลุก โกดาร์ด) และ Rashomon (1950, อากิระ คุโรซาวะ) ท่ามกลางสายตาไม่เห็นด้วยของแม่ที่คิดว่าอนาคตของลูกชายที่เรียนฟิล์มคงริบหรี่ กัวร็องก็อุตส่าห์ตามใจแม่กึ่งหนึ่งด้วยการลงเรียนปรัชญาควบคู่ไปกับการเรียนภาพยนตร์ในมหาวิทยาลัย C.U.E.C. หากแต่ชีวิตก็ไม่ง่าย ความที่ลูกชายคนแรกเพิ่งคลอดทำให้เขาผันตัวไปทำงานในพิพิธภัณฑ์แทนเพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว ก่อนจะถูกชักชวนให้มาเป็นช่างเทคนิคดูแลสายเคเบิลให้รายการโทรทัศน์ ซึ่งถือว่าชุบชูเจ้าหนุ่มกัวร็องพอสมควรเพราะอย่างน้อย เขาก็ได้ขยับเข้าใกล้การได้ถ่ายทำอะไรต่อมิอะไรอย่างที่เขาชอบ …และนั่นคือปฐมบทของการได้มากำกับ Love in the Time of Hysteria ที่กลายเป็นแรงระเบิดลูกย่อมๆ ต่อวงการหนังเม็กซิกัน

สองปีถัดมา เจ้าหนูจากรัฐฮาลิสโก ผู้หลงใหลในภาพยนตร์มาตั้งแต่ 8 ขวบแต่ดันจับพลัดจับผลูไปเรียนด้านแต่งหน้าและเอฟเฟ็กต์ในหนังจาก ดิค สมิธ (ช่างแต่งหน้ารางวัลออสการ์) นามเดล โตโร ก็ลงมือทำหนังของตัวเองบ้างหลังจากที่ถ่ายหนังสั้นประปรายมาตั้งแต่ยังเด็กด้วยกล้อง Super 8 แถมออกแววว่าจะทำหนังเฮี้ยนตั้งแต่อายุยังไม่เต็ม 10 ขวบดีด้วยการทำหนังเล่าถึงฆาตกรต่อเนื่องที่ เอ่อ… เป็นมันฝรั่ง แถมเหยื่อของฆาตกรรายนี้ยังเป็นแม่เขาเองอีกต่างหาก (!!) ก่อนที่โลกจะเหวี่ยงให้เขาได้มากำกับ The Marked Hour ซีรีส์โคตรคัลต์ออกฉายทางโทรทัศน์ที่แบ่งเป็นตอนย่อยๆ หลายสิบตอน โดยหนึ่งในผู้กำกับที่เขาโคจรมาเจอในซีรีส์เรื่องนี้คือเจ้าหนุ่มหน้าละอ่อนนามกัวร็อง และสานสัมพันธ์กันแน่นแฟ้นมาตั้งแต่นั้น จนภายหลัง กัวร็องเล่าอย่างอารมณ์ดีว่า สมัยที่เขากำกับ Harry Potter and the Prisoner of Azkaban (2004) นั้น เดล โตโรคือคนที่แนะนำให้เขาไปหาฉบับวรรณกรรมมาอ่านก่อนกำกับ เพราะฝ่ายหลังตั้งท่าจะลุยทุกอย่างโดยไม่แยแสต้นเรื่อง “เขาดูหัวเสียกับผมมาก เรียกผมว่าฟลาโกซึ่งแปลว่าไอ้แห้ง” กัวร็องหัวเราะ “บอกว่า ‘นี่นะเจ้าแห้ง นายมันเป็นไอ้เบื๊อกห่วยแตก ไปร้านหนังสือแล้วหาหนังสือมาอ่านแม่งซะ เอ้อ! อ่านจบแล้วบอกด้วย!’ แล้วผมเลยต้องไปร้านหนังสือเพราะไอ้หมอนี่สั่งจนได้”

แล้วนั่นจึงเป็นการมาร่วมทัพของทหารเสือคนสุดท้ายของกลุ่มอย่างอีนาร์ริตู เด็กชายที่หลงรักหนังตั้งแต่วัย 8 ขวบหลังจากได้ดู Baxter! (1973) ของนักแสดงและผู้กำกับชาวอังกฤษ ไลโอเนล เจฟฟรีส์ จนเขาดิ้นรนขวนขวายทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เรียนฟิล์มตามที่วาดฝันไว้ พร้อมแรงสนับสนุนจากครอบครัวที่แม้จะประสบปัญหาด้านการเงินจากสภาพเศรษฐกิจล้มละลาย ก็ยังผลักดันให้ลูกชายเข้าเรียนศาสตร์ของภาพยนตร์จนได้

หากแต่ไม่มีอะไรเป็นไปอย่างใจเจ้าหนุ่มอีนาร์ริตู เมื่อสถาบันการเรียนการสอนภาพยนตร์ไม่ได้มอบความรู้อย่างที่เขาคาดหวัง และลงเอยด้วยการทะเลาะเบาะแว้งกับอาจารย์ในภาควิชาเละเทะอยู่ร่ำไป แถมยังลงเอยด้วยการพยายามเรียนกฎหมายเพื่อเลี้ยงชีพ แต่ก็… “แค่เข้าไปเรียนวันแรกผมก็ถามตัวเองแล้วว่า ‘นี่กูกำลังทำบ้าอะไรอยู่วะเนี่ย’ และกลายเป็นพวกต่อต้านนักกฎหมายไปเลย” เขาเล่าหน้าตาเฉยและเบนเข็มไปประกอบอาชีพเป็นดีเจเนื่องจากชอบฟังเพลง ซึ่งภายหลังได้กลายมาเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เขาสร้างหนังได้ “ดนตรีช่วยผมในการหาจังหวะจะโคนให้หนังเสมอ จังหวะคือพระเจ้า ปราศจากจังหวะคุณก็ไม่อาจสร้างสรรค์งานศิลป์อะไรได้” และหลังจากทำงานอยู่หลายปี ในหนึ่งวันอันแสนธรรมดาของอีนาร์ริตูก็สิ้นสุดลงเมื่อเขาตัดสินใจได้ว่า จะอย่างไรก็อยากทำหนัง และลงมือเขียนบท Amores Perros ด้วยกันกับ กีเยร์โม อาร์เรียกา ซึ่งต่อมาเป็นนักเขียนบทคู่บุญของเขา และมันได้สร้างชื่อให้เขาดังคับประเทศเม็กซิโกในทันทีที่หนังออกฉาย …นั่นเองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการตบเท้าเข้ามาร่วมก๊วนกับสองคนทำหนังมหากาฬก่อนหน้าอย่างกัวร็องและเดล โตโร

พวกเขาทั้งสามคนผูกพันและสนิทสนมกันมานับแต่นั้น ทั้งยังมีส่วนช่วยในการผลักดันหนังของกันและกันให้ประสบความสำเร็จ นับตั้งแต่การที่เดล โตโรไล่ให้กัวร็องไปอ่านหนังสือก่อนมาทำหนัง ตลอดจนการก้าวเข้ามาเป็นโปรดิวเซอร์ Biutiful (2010, อีนาร์ริตู) หนังชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมที่เดล โตโรเป็นโปรดิวเซอร์ให้ เช่นเดียวกันกับ Pan’s Labyrinth (2006, เดล โตโร) ที่กัวร็องก็นั่งแท่นควบคุมการผลิตด้วยเช่นกัน และนี่จึงได้กลายมาเป็นคนทำหนังสามประสานที่ต่างมีแนวโน้มและทิศทางการทำหนังอันเด่นชัดของตัวเอง ทั้งเดล โตโรที่เติบโตในฐานะคนทำหนังสัตว์ประหลาดสุดเฮี้ยนแถมเนิร์ดระเบิดระเบ้อใน Hellboy (2004), Pacific Rim (2013) ตลอดจน The Shape of Water (2017) เช่นเดียวกันกับอีนาร์ริตูที่หนังของเขามักพูดถึงปรัชญาชีวิตและความตายตามที่เขาเคยกล่าวไว้ “ทฤษฎีของผมคือ ชีวิตนั้นคือการทนรับความสูญเสีย นับตั้งแต่เราเกิดตราบจนตาย” ซึ่งสะท้อนผ่าน 21 Grams (2003), Babel (2006) และ The Revenant (2015) ขณะที่กัวร็องนั้นหมกมุ่นกับการทำหนังที่ว่าด้วยรายละเอียดชีวิตอันแสนเปราะบางของคนชายขอบผ่าน Y tu mamá también (2001), Children of Men (2006) และล่าสุดกับ Roma (2018)

หนังของทั้งสามคนทลายกำแพงจากเม็กซิโกมายังฮอลลีวูดและขยับขยายความนิยมไปทั่วโลก ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากว่าหนังของพวกเขาไม่ได้เล่าถึงความเป็นเม็กซิกันและละตินอันเข้มข้น ทว่าก็มีประเด็นที่แสนจะเป็นสากล ทั้ง Pan’s Labyrinth ของเดล โตโรที่ผสานเรื่องเล่าของชาวละติน กลายเป็นเรื่องราวที่สะท้อนโลกใต้บงการของเผด็จการอันเป็นระบอบการปกครองที่หลายประเทศเคยต้องข้ามผ่านหรือแม้แต่ยังต้องเผชิญหน้าอยู่, Biutiful ชายพูดภาษาสเปนที่โรคมะเร็งพาเขาเดินทางใกล้เข้าสู่เขตแดนแห่งความตาย ในโลกที่เต็มไปด้วยแรงงานชาวจีนลาโลกไปวันต่อวันโดยไม่มีใครใยดี เรื่อยมาจน Roma ของกัวร็อง ที่แม้จะเล่าถึงหญิงชนพื้นเมืองในเม็กซิโก แต่กลับสัมผัสห้วงของหลายๆ คนที่เคยมีแม่บ้านเป็น ‘คนอื่น’ ในครอบครัวตัวเองที่เราแสนจะผูกพันด้วย

และเช่นนี้ บวกรวมกับความทะเยอทะยาน ความมุ่งมั่นในการทำหนังอย่างสม่ำเสมอของทั้งสามคน จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา สามทหารเสือจากแดนเม็กซิโกจึงติดโผเข้าชิงสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอ และมันได้ตอกหมุดหมายใหม่ -ไม่เพียงแต่วงการหนังเม็กซิกัน- หากแต่หมายรวมถึงฮอลลีวูด ในการเปิดบานประตูรับคนทำหนังจากแดนอื่น ทั้งยังเป็นสัญญะสำคัญของการโอบรับความหลากหลายทางเชื้อชาติในรอบปีที่ผ่านๆ มา

“คล็อด ชาโบรล (คนทำหนังชาวฝรั่งเศส) กล่าวว่า มันไม่มีหรอกคลื่นลมน่ะ มันมีแต่เพียงมหาสมุทรเท่านั้น และผมว่า ผู้เข้าชิงทุกคนในค่ำคืนนี้ล้วนพิสูจน์แล้วว่าเราต่างแหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทรเดียวกันครับ” กัวร็องกล่าวไว้เช่นนั้น พร้อมพรายยิ้มกว้างกระจายอยู่บนใบหน้านั้น