2001: A Space Odyssey Schindler's List The Godfather The Last Emperor

หรือ ‘อดีต’ จะคือ ‘อนาคต’ ของโรงหนัง

Home / bioscope / หรือ ‘อดีต’ จะคือ ‘อนาคต’ ของโรงหนัง

โดย นคร โพธิ์ไพโรจน์ บรรณาธิการฝ่ายหนังไทย BIOSCOPE

 

การทำเงิน 0.51 ล้านบาท ของ The Last Emperor หนังปี 1987 ของ แบร์นาโด แบร์โตลุชชี เฉพาะในกรุงเทพฯ จากการฉายเพียงวันละ 1 รอบ ระยะเวลา 7 วัน และขายตั๋วหมดทุกที่นั่งเกือบทุกวัน นั่นหมายความว่าภายในกรอบระยะเวลาการฉายนั้น หนังทำเงินสูงที่สุดเท่าที่มันจะทำได้แล้ว และย้อนกลับไปเพียงสองสัปดาห์ก่อนหน้านั้น Schindler’s List หนังปี 1993 ของ สตีเวน สปีลเบิร์ก เข้าฉายวันละ 3 รอบ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ก็ทำเงินไปถึง 0.52 ล้านบาท ปรากฏการณ์ของหนังเก่าทั้งสองเรื่องในโรงหนังเปิดศักราช 2019 กำลังส่งสัญญาณบางอย่างที่น่าทบทวนสถานะของโรงหนังในปัจจุบันอย่างยิ่ง

ก่อนนี้คนในธุรกิจโรงหนังจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าระบบดูหนังแบบสตรีมมิ่งอย่าง Netflix ไม่สะเทือนพฤติกรรมการดูหนังเท่าไหร่นัก เพราะความสมบูรณ์แบบทั้งระบบภาพและเสียง อีกทั้งบรรยากาศการดูหนังร่วมกัน มันเติมเต็มอรรถรสการดูหนังขั้นสุดแล้ว ซึ่งก็ถูกของเขา แต่ท่ามกลางปัจจัยแวดล้อมมากมายโดยเฉพาะราคาตั๋ว ป๊อปคอร์น และค่าใช้จ่ายจิปาถะที่จะเกิดขึ้นเมื่อตัดสินใจเข้าโรงหนังครั้งหนึ่งนั้น มันได้ช่วยผู้คนตัดสินใจได้ง่ายมากว่าควรใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปกับการเข้าโรงหนังบ่อยแค่ไหน?

Schindler’s List

สิ่งหนึ่งที่ช่วยยืนยันได้อย่างดีคือ ตลอดสองเดือนแรกของ 2019 นั้น หนังทำเงินสูงสุดเป็นของ Aquaman ซึ่งเข้าฉายตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค. 2018 และติด 1 ใน 5 อันดับหนังทำเงินลากยาวข้ามปี ก่อนจะปิดที่รายได้ทะลุ 200 ล้านบาท กับอีกกลุ่มคือหนังที่ทำเงินราว 100 ล้านบาท คือ Bumblebee, How to Train Your Dragon: The Hidden World, Friend Zone ‘ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน’ และ Alita: Battle Angel ถัดมาเป็นกลุ่มหนัง 50 ล้านบาท คือ ‘ขุนบันลือ’, Spider-Man: Into the Spider-Verse และ ‘พี่นาค’ ส่วนที่เหลือทั้งหมดคือหนังที่ทำเงินไปไม่เกิน 25 ล้านบาท นั่นหมายความว่ากลไกของมันกำหนดให้รายได้หนังที่ยึดกรุงเทพฯ เป็นสรณะ เกาะกลุ่มกันอย่างชัดเจน และส่วนใหญ่ของหนังเข้าโรงคือกลุ่มที่ทำรายได้น้อยกว่า 10 ล้านบาทแทบทั้งสิ้น

สถิติเหล่านี้กำลังบอกเราว่า คนดูหนังส่วนใหญ่ได้เลือกแล้วว่าจะมีหนังเพียงไม่กี่ประเภทเท่านั้นที่จะมีกำลังมากพอให้ตัดสินใจซื้อตั๋วเข้าไปชม และหวยมันจึงออกที่หนังทุนสูงโปรดักชั่นอลังการแต่เพียงเท่านั้น ที่พอจะทำให้รู้สึก ‘คุ้มค่า’ กับการสละเงินทุนในกระเป๋าและเวลาอันรีบเร่งไปกับโรงหนัง ส่วนหนังที่ไม่ได้เรียกร้องคุณภาพการฉายและบรรยากาศการดูหนังร่วมกันเท่าไหร่นัก ระบบสตรีมมิ่งก็คือทางเลือกสำคัญของผู้ชมไปแล้วเรียบร้อย ซึ่งมันคือความเป็นจริงที่โลกกำลังปรับตัวเช่นกัน

นี่คือโจทย์ที่น่าขบคิดต่อไปว่า แล้ววัฒนธรรมการดูหนังในโรงจะเป็นอย่างไรต่อไป เหล่านี้อาจพอช่วยนำทางได้บ้าง…

หนังที่เรียกร้องคุณภาพการฉายของโรงหนัง

ไม่ใช่เพียงหนังฮอลลีวูดบล็อคบัสเตอร์เท่านั้นที่ต้องการความสมบูรณ์แบบของโรงหนัง หนังเล็กบางเรื่องยังพิถีพิถันจนการได้ชมมันในโรงคือประสบการณ์แสนวิเศษด้วย อย่าง Roma ที่แม้จะเป็นหนัง Netflix แต่คุณงามความดีด้านงานสร้างสุดละเมียดของมัน ได้รับการกล่าวถึงว่าควรจะไปซึมซับในโรงเท่านั้น แต่อาจเพราะความเป็นหนังสตรีมมิ่งโดยกำเนิดทำให้มันไม่มีโอกาสฉายในเครือใหญ่อย่าง เมเจอร์ฯ และ เอสเอฟฯ ได้ Roma จึงไปมีชีวิตอยู่ในโรงหนังอิสระทั้งสกาล่าและเฮาส์ อาร์ซีเอ ซึ่งผลคือมันได้รับการตอบรับอย่างดีทั้งสองจุดที่เข้าฉาย จนสามารถยืนระยะโรงไว้ได้จนมาถึงเทศกาลหนังออสการ์เลยทีเดียว ไม่เว้นแม้กระทั่งกลุ่มฉายหนังอิสระที่เชียงใหม่ ที่เช่า Roma ไปฉายในโรง วิสต้า กาดสวนแก้ว เพียงรอบเดียว ก็สามารถขายตั๋วหมดเกลี้ยงทุกที่นั่งในเวลาอันรวดเร็ว

หรือ Bohemian Rhapsody ที่เป็นหนังชีวประวัติ เฟร็ดดี เมอคิวรี แห่งวง Queen นั้น ได้รับการพูดถึงอย่างมากในซีเควนซ์สุดท้ายบนคอนเสิร์ต Live Aid ที่ประสบการณ์การดูฉากนี้จะเติมเต็มได้เมื่อรับชมในโรงเท่านั้น ทำให้แม้มันจะเปิดตัวได้ไม่ดีนัก แต่กลับสามารถยืนระยะการฉายข้ามปีมาจนถึงเทศกาลรางวัลได้เช่นกัน ไปๆ มาๆ มันก็ทำเงินไปกว่า 25 ล้านบาทแล้ว

หนังในวาระพิเศษ

Coldplay: A Head Full of Dreams สารคดีวง Coldplay ที่ฉาย 14 พ.ย. 2018 วันเดียวพร้อมกันทั้งโลก และเพียงวันเดียวในไม่กี่โรงฉายนั้นมันก็ทำเงินไปกว่า 1.02 ล้านบาทในไทย และขึ้นแท่นเป็นหนังทำเงินสูงสุดของ Documentary Club ประจำปี 2018 ขณะที่ BTS: Burn the Stage สารคดีของวงเกาหลี BTS ซึ่งเข้าฉายในสัปดาห์เดียวกัน ก็ใช้กลวิธีไม่ต่างกันคือฉายเพียงไม่กี่รอบทว่ากระจายวงกว้างกว่ากับค่าตั๋วแพงที่กว่า ก็สามารถปิดรายได้ไป 4.83 ล้านบาทเลยทีเดียว

หนังทั้งสองเรื่องเข้าฉายด้วยสารที่สื่อออกไปว่าการตีตั๋วตามวันและเวลาที่กำหนด คือ ‘โอกาสเดียว’ ที่จะได้พิสูจน์มัน ไม่มีโอกาสต่อไปให้ผู้ชมชั่งใจกับธุระอื่นในชีวิต ซึ่งมันเป็นปัญหาของหนังทางเลือกหลายเรื่องเมื่อมันเข้าฉายแบบจำกัดรอบ จำกัดโรง ผู้ชมจึงพอจะมีเวลาไปทำอย่างอื่นก่อนซึ่งอาจจำเป็นสำหรับชีวิตมากกว่า รู้ตัวอีกทีหนังก็ออกจากโรงไปแล้วเรียบร้อย …แต่ใช่ว่าหนังทุกเรื่องจะสามารถใช้วิธีนี้ได้ทั้งหมด อย่างน้อยมันต้องพิเศษมากพอสำหรับคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

กิจกรรม ‘ทึ่ง! หนังโลก’ ที่จัดโดย หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) คือตัวอย่างที่ดีที่สุด จุดแข็งคือการฉายหนังเก่าในโรงหนังสแตนด์อโลนอายุกว่า 50 ปี อย่าง สกาล่า ซึ่งโดยส่วนมากหนังเก่านั้นได้รับการออกแบบมาเพื่อการฉายในโรงหนังเป็นหลักอยู่แล้ว เนื่องจากหากย้อนไปไม่ต่ำกว่า 30 ปีก่อนนั้น ช่องทางการดูหนังที่สมบูรณ์แทบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากโรง ดังนั้นโรงหนังในอดีตจึงมีความยิ่งใหญ่เพื่อรองรับหนังที่ออกแบบงานสร้างมาอย่างยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน กิจกรรม ‘ทึ่ง! หนังโลก’ จึงเป็นการพาหนังกับโรงที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลาที่เกื้อหนุนกันและกันมาบรรจบอีกครั้ง เพราะฉะนั้นมันเลยเป็นการซื้อประสบการณ์การดูหนังแสนพิเศษที่ส่งผลให้แทบทุกโปรแกรมของกิจกรรมมีผู้ชมซื้อตั๋วเกือบจะเต็มทุกที่นั่ง อาทิ 2001: A Space Odyssey ของ สแตนลีย์ คูบริค, The Godfather Part 1-2 ของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา และ ‘แผลเก่า’ ของ เชิด ทรงศรี เป็นต้น

The Last Emperor

ดังนั้น ปรากฏการณ์ของ Schindler’s List และ The Last Emperor อาจสามารถอธิบายด้วยเหตุผลทั้งหมดข้างต้น นั่นคือมันจัดฉายในวาระพิเศษ เป็นหนังที่ออกแบบมาเพื่อการชมในโรงจึงจะได้อรรถรสที่สมบูรณ์ ในที่สุดมันก็เกิดเป็นภารกิจให้ผู้ชมขวนขวายซื้อตั๋วเพื่อจะพาตัวเองเข้าไปอยู่ในกระแส

นับจากลมหายใจแรกของยุคดิจิตอลจนเดินทางมาสู่ระบบสตรีมมิ่ง การดูหนังในโรงกลายเป็นปริศนาที่คนในอุตสาหกรรมหนังทั่วโลกพยายามไขให้ได้ว่าจะสามารถหาที่ทางอันสอดคล้องกับพฤติกรรมการดูหนังที่เปลี่ยนไปของผู้ชมได้อย่างไร? บางทีการประเมินความสำเร็จจากการฉายตามโปรแกรมปกติอาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องอีกต่อไป

เดือนแรกของปี 2019 พอชี้ให้เห็นหนทางไม่มากก็น้อยว่าโรงหนังอันเปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของวงการหนังอาจเอื้อให้เกิดรูปแบบการจัดฉายที่รื่นไหลไม่จำกัด การพาตัวเองเข้าไปในโรงหนังคงไม่ใช่เพียงเพื่อพิสูจน์หนังอะไรก็ได้อีกต่อไป แต่มันคือการซื้อประสบการณ์ที่คุ้มค่าที่สุดเท่าที่โรงหนังจะมอบให้ผู้ชมได้  ไม่ใช่เพียงงานสร้างสมราคาความเป็นภาพยนตร์เท่านั้น อาจรวมถึงวาระอันถูกที่ถูกเวลา ปลดล็อคให้หนังสักเรื่องไร้ซึ่งอายุขัย ตราบใดที่มันยังทรงคุณค่าต่อการรับชม