Alfonso Cuaron

(BIOSCOPE ก้าวแรก) อัลฟ็องโซ กัวร็อง อดีตเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์สู่คนทำหนังออสการ์

Home / bioscope / (BIOSCOPE ก้าวแรก) อัลฟ็องโซ กัวร็อง อดีตเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์สู่คนทำหนังออสการ์

ในงานออสการ์ครั้งที่ 91 ที่ผ่านมา อัลฟ็องโซ กัวร็อง ผู้กำกับสัญชาติเม็กซิกันคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมได้เป็นครั้งที่สองจาก Roma (2018) หลังเว้นวรรคจาก Gravity (2013) ที่ส่งเขาคว้ารางวัลนี้มาครองได้เป็นครั้งแรก

ทั้งรางวัลที่การันตี ทั้งเนื้องานแสนละเมียด เราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า กัวร็องคือคนทำหนังแถวหน้าของยุคสมัยนี้ เคียงบ่าเคียงไหล่กับเพื่อนรักจากแดนจังโก้อย่าง กีเยร์โม เดล โตโร และ อเลฆันโดร กอนซาเลซ อีนาร์ริตู จนกลายมาเป็นสามพระกาฬแห่งเม็กซิโกในฉายา Three Amigos

แล้วใครจะเชื่อว่า เจ้าหนุ่มซื่อๆ กับหนังแสนทะเยอทะยานของเขาหลายต่อหลายเรื่อง จะเคยเป็นเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ แถมยังเคยต้องทำหน้าที่เดินสายเคเบิลให้รายการโทรทัศน์แค่เพราะรู้สึกว่าได้เข้าใกล้โลกของหนังเท่านั้นเอง!

ก่อนหน้าจะสร้างแรงกระเพื่อมและปรากฏการณ์ในฮอลลีวูด กัวร็องเป็นเด็กชายเนิร์ดๆ จากครอบครัวของนักฟิสิกส์นิวเคลียร์ เขาหลงใหลในดาราศาสตร์และฝันอยากจะเป็นนักอวกาศดูบ้าง หากแต่เมื่อได้ดู Bicycle Thieves (1948, วิตตอริโอ เดอ ซีกา) เป็นครั้งแรกเมื่ออายุได้แปดขวบ ความสนใจทั้งหมดทั้งมวลของเขาก็พุ่งตรงมายังศาสตร์ภาพยนตร์ “มันเป็นประตูบานแรกเลยที่ทำให้ผมรู้ว่ามันมีหนทางอีกมากมายที่จะทำหนัง และพร้อมๆ กันนั้น ผมก็ได้ดูสารคดีว่าด้วยการทำหนัง Butch Cassidy and the Sundance Kid (1969, จอร์จ รอย ฮิลล์) มันหาดูได้ยากมากนะครับโดยเฉพาะพวกฉากเบื้องหลังต่างๆ ผมทึ่งไปเลยกับเทคโนโลยีที่ใช้ในการถ่ายทำหนังสักเรื่อง และคุณคงจะเห็นว่าศูนย์กลางของทั้งหมดทั้งมวลมันอยู่ที่จอร์จ รอย ฮิลล์ทั้งนั้นเลย!”

กัวร็องตะลุยดูหนังโลกมากมาย โดยเฉพาะหนังขึ้นหิ้งที่แทบจะเป็นตำราทำหนังของเขาในวัยเด็กอย่าง Citizen Kane (1941, ออร์สัน เวลล์ส), The Godfather (1972, ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา), Jaws (1975, สตีเวน สปีลเบิร์ก) “ผมพยายามจะทำหนังตั้งแต่ผมจำความได้ ยังจำสมัยตัวเองเป็นเด็กได้อยู่เลย” เขาเล่า “ตอนที่เล่นเกมสงคราม สวมบทเป็นทหาร หรือเล่นสวมบทบาทเป็นโน่นนี่กับพี่น้องหรือญาติๆ ผมก็เห็นภาพเป็นฉากในหนังมาตลอด แล้วบทพูดในเกมเหล่านั้นก็มาจากหนังทั้งนั้น นั่นแหละครับ ผมก็รู้แล้วว่าอยากทำอะไรแน่ แม้ว่าคอนเซ็ปต์ในหัวจะไม่ชัดเอาเสียเลย แต่ผมรู้แหละว่าอยากทำอะไร”

นั่นทำให้กัวร็องดิ้นรนจะเข้าเรียนในสถาบันสอนการทำภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง C.C.C. (Centro de Capacitación Cinematográfica) ให้ได้ แต่อนิจจา ในเวลานั้น สถาบันมีกฎว่าจะไม่รับนักศึกษาที่อายุต่ำกว่า 24 ปี แถมแม่ก็ยังคัดค้านเพราะคิดว่าอาชีพคนทำหนังคงไม่พอยาไส้เลี้ยงชีพลูกชายได้เป็นแน่แท้ กัวร็องจึงลงเรียนปรัชญาควบคู่ไปกับการเรียนภาพยนตร์ในมหาวิทยาลัย C.U.E.C. ที่ซึ่งเขาได้เจอผู้กำกับภาพคู่บุญที่กอดคอทำหนังด้วยกันมาจนทุกวันนี้อย่าง เอ็มมานูเอล ลูเบซกี

แต่ถ้าถามกัวร็องในวันนี้ เขาจะบอกว่า การเรียนฟิล์มมันไม่จำเป็นเสมอไปสำหรับคนอยากทำหนัง “ผมว่าโรงเรียนสอนภาพยนตร์มันเยี่ยมไปเลย ผมชอบที่นั่นนะเพราะคุณจะได้เจอกับผู้คนมากมาย อย่างผมที่เริ่มทำงานกับเอ็มมานูเอล ลูเบซกีก็ที่โรงเรียนภาพยนตร์เหมือนกันนี่แหละ แล้วเขาก็โดนไล่ออกด้วยนะ

“แต่ผมว่าคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนฟิล์มอีกต่อไปแล้ว เมื่อก่อนสถาบันสอนภาพยนตร์เป็นสิ่งฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น เข้าถึงไม่ได้และแพงด้วย คุณอาจต้องมีคนรู้จักมากมายเพื่อให้ได้เข้าเรียนที่นั่น แต่ตอนนี้ ทุกคนถ่ายหนังได้ด้วยไอโฟนแล้ว พวกเขาเห็นเบื้องหลังการถ่ายทำหรือกระบวนการในกองถ่ายทุกสิ่งทุกอย่าง” เขากล่าว “แต่นั่นแหละ ผมยังคิดว่าโรงเรียนสอนฟิล์มยังน่ามหัศจรรย์อยู่ดีเพราะมันนำมาซึ่งเพื่อนฝูง คุณจะได้ทำงานกับคนที่หลงใหลในเรื่องเดียวกันกับคุณ ออกเดินทางพร้อมกันกับคุณ และนั่นแหละคือสิ่งที่ผมได้มาจากการเข้าเรียนที่โรงเรียนฟิล์ม แล้วดูสิ ทุกวันนี้ผมยังร่วมงานกับลูเบซกีอยู่เลย”

แต่หลังเรียนจบมา แทนที่จะได้ทำหนัง กัวร็องกลับต้องเผชิญสถานการณ์ปากกัดตีนถีบ บวกรวมกับการมีลูกชายคนแรกในวัยเพียง 20 ปีทำให้เขาต้องหางานอื่นที่ได้เงินมากกว่าการทำหนังเลี้ยงชีพไปพลาง ด้วยการเป็นเจ้าหน้าที่ในพิพิธภัณฑ์ และนั่นคืออาชีพแรกของเขาก่อนจะถูกชักชวนให้มาทำหน้าที่เบื้องหลังรายการโทรทัศน์ และหนึ่งในภารกิจของกัวร็องคือการเดินสายเคเบิลให้รายการ

“ผมเป็นพนักงานออฟฟิศทั่วไปในอุตสาหกรรมนี้ ทำงานเบื้องหลังของพวกหนังสารคดี โฆษณาต่างๆ ทำงานเป็นผู้ช่วยฝ่ายผลิต เป็นช่างเสียงประจำกองถ่าย เป็นผู้ช่วยช่างภาพด้วย ทำเสียงให้หนังสั้นและหนังฉายทางโทรทัศน์ ตัดต่อสารคดี” กัวร็องย้อนความถึงหน้าที่การงานของเขาในวัยหนุ่ม “และอย่างช้าๆ ผมค่อยๆ สร้างตัวตนในฐานะผู้ช่วยผู้กำกับขึ้นมา ถึงตอนนั้นก็เริ่มมีชื่อบ้างและมีโอกาสได้เจอนักแสดง ได้เจอโปรดิวเซอร์หลายคนจากการทำงาน หนึ่งในนั้นคือ เปโดร อาร์เมนดาริซ แนะนำผมให้ไปเจอน้องสาวของเขาอย่าง คาร์เมน ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ซีรีส์หลายตอนออกฉายทีวีชื่อ La Hora Marcada

“และนั่นแหละครับ ผมเริ่มจากตรงนั้น เขียนบท กำกับ ตัดต่อและกำกับภาพให้บางตอน แล้วมันเป็นซีรีส์ที่เจ้ากีเยร์โม เดล โตโร เริ่มงานเหมือนกันด้วย”

Love in the Time of Hysteria (1991)

Love in the Time of Hysteria (1991) คือหนังยาวเรื่องแรกของกัวร็องและแจ้งเกิดเขาแก่อุตสาหกรรมหนังเม็กซิโก ซึ่งกัวร็องไม่รอช้าที่จะสานต่อความสำเร็จอย่างทะเยอทะยานด้วยการเดินหน้าเข้าสู่สตูดิโออเมริกัน… เพื่อจะพบว่าโลกแห่งความจริงมันแสนโหดร้าย เพราะเขาต้องทำหนังที่เขาไม่ได้เขียนบทเองอย่าง A Little Princess (1995) และ Great Expectations (1998) ที่แป้กสนั่นจนมันได้กลายมาเป็นบทเรียนสำคัญให้กัวร็อง

อาจจะเพราะอยากรักษาแผล หรือไม่ก็เพราะอยากทำหนังที่ตัวเองปรารถนาจริงๆ กัวร็องเดินทางกลับบ้านเกิด เขียนบทร่วมกับ คาร์ลอส ผู้เป็นน้องชายและระเบิดพลังหนังที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการหนังเม็กซิกันครั้งใหญ่อย่าง Y tu mamá también (2001) หนังโร้ดมูวี่ที่ว่าด้วยการเดินทางของไอ้หนุ่มแสบสองคนกับสาวสวยที่สะท้อนการเมืองและสังคมเม็กซิโกอย่างเดือดระอุ ทั้งยังส่งสองพี่น้องกัวร็องชิงออสการ์สาขาเขียนบทยอดเยี่ยมด้วย และมันได้กลายมาเป็นประตูบานสำคัญที่เปิดโอกาสให้เขากลับมาทำหนังสตูดิโอต่างประเทศอีกครั้งใน Harry Potter and the Prisoner of Azkaban (2004) ตามมาด้วย Children of Men (2006) หนังซึ่งเขาหวนกลับมาเขียนบทและเข้าชิงออสการ์ถึงสามสาขา

Children of Men มีความทะเยอทะยานหลายอย่างซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์ในหนังของกัวร็อง นั่นคือการชำแหละความเปราะบางของคนชายขอบที่หาตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองไม่เจอ บรรยากาศหนักหน่วงของชีวิต ตลอดจนเทคนิคการถ่ายทำแบบลองเทคอันแสนบ้าพลังของผู้กำกับภาพคู่บุญอย่างลูเบซกี แล้วจึงตามมาด้วย Gravity และ Roma ซึ่งหนังทั้งสองส่งเขาคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากออสการ์มาครอง

และนี่คือบทเรียนการทำหนังที่กัวร็องฝากไว้

 

1.หาทางทำเงินให้ได้!

Love in the Time of Hysteria หนังยาวเรื่องแรกของเขา แม้จะได้รับคำวิจารณ์แง่บวกแต่ก็ไม่ได้ทำเงินมากมายนักทั้งที่กัวร็องทุ่มเททุกอย่างเพื่อทำหนังอย่างเต็มที่ และมันได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญของเขา ว่าหากอยากมีเงินมาเลี้ยงชีพ ก็จงทำงานที่แม้ไม่ได้รักแต่ได้ค่าจ้างอย่างงามซะ! “มันประหลาดแท้ ในฮอลลีวูดเนี่ยคุณสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องทำหนังเลย คิดโปรเจ็กต์ที่อาจไม่มีวันได้สร้าง แต่ก็ยังมีเงินเลี้ยงชีพอยู่ได้เรื่อยๆ (แต่ในเม็กซิโก) ผมต้องสร้างวังวนขึ้นมา นั่นคือลงมือทำโปรเจ็กต์ที่ไม่ได้พิศวาสอะไรมันนัก แต่มันจะเป็นโปรเจ็กต์ที่ช่วยเลี้ยงปากเลี้ยงท้องผมได้”

 

2.เรียนรู้จากความผิดพลาด

แม้แต่เจ้าของรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมของออสการ์สองครั้งก็เคยพลาด แถมยังพลาดครั้งใหญ่ด้วยเมื่อ Great Expectations หนังสตูดิโอสหรัฐฯ พูดภาษาอังกฤษที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมของ ชาร์ลส์ ดิคเกนส์ ล้มเหลวไม่เป็นท่าด้วยการทำเงินไปทั้งสิ้น 55 ล้านเหรียญฯ เท่านั้น ทั้งที่ได้นักแสดงเบอร์ใหญ่ของฮอลลีวูดอย่าง อีธาน ฮอว์ค, กวินเน็ธ พัลโทรว์ และ โรเบิร์ต เดอ นีโร นำแสดง

กัวร็องไม่ได้เขียนบทหนังเอง และยืนกรานจะไม่เขียนเนื่องจาก “ก็สตูดิโอจ้างผมมาแค่ ‘กำกับ’ นี่หว่า ตอนนั้นผมลืมตัว ลืมไปเลยว่าเราก็เป็นคนเขียนบท ลืมทุกอย่าง” แต่ทันทีที่ได้ลองอ่านบทหนังทั้งหมดเขาก็พบว่าเขาไม่ชอบใจเลยนักนิด “ตอนนั้นผมห้าวมาก เลยบอกทุกคนไปว่า ‘เอาล่ะ ผมไม่ชอบสคริปต์นี่เลย เราจะเน้นงานภาพวิช่วลแทนก็แล้วกัน’ และแน่นอนว่ามันไม่เวิร์คเพราะแก่นแท้และจิตวิญญาณของหนังมันไม่มี และถ้ามันไม่มี คุณก็เอาอะไรมาแทนไม่ได้หรอก นี่แหละครับสิ่งสำคัญที่สุด มันไม่ใช่ความผิดของใครเลยนอกจากผม ไม่ใช่ความผิดของสตูดิโอหรือโปรดิวเซอร์ ไม่ใช่ความผิดของนักแสดงด้วย มันของผมคนเดียว ผมทำหนังผิดเรื่อง และไม่ควรทำเรื่องนี้เลย”

 

3.ใส่เรื่องราวลงไปในทุกเฟรม

สังคมหม่นเศร้าในโลกปี 2027 เมื่อมนุษย์ไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ มอเตอร์ไซค์สามล้อแล่นอยู่กลางถนน พ่นควันขโมงใส่กล้องที่เลื้อยไล่ตามชายหนุ่มในชุดโค้ตสีเข้มอึมครึม ไกลออกไปเป็นกองขยะหมักหมมโสมม โลกอนาคตที่ดูไร้อนาคตถูกถ่ายทอดไว้อย่างหมดจดใน Children of Men เช่นเดียวกันกับรถฟอร์ดกาแล็กซี่คันยักษ์ที่เบียดเสียดโรงรถในบ้านหลังใหญ่ ชั้นวางของที่ประดับประดาไปด้วยหนังสือ ลูกโลกและโคมไฟลายวิจิตร ทั้งหมดล้วนทำให้เรามองเห็นและเข้าใจสภาพแวดล้อมของบ้านและวิถีชีวิตตัวละครใน Roma ของกัวร็อง

“โดยทั่วไปแล้ว ผมมักจับจ้องไปยังเรื่องราวที่สามารถเล่าผ่านภาพหรืองานวิช่วลได้” กัวร็องเล่า “ไดอะล็อกนั้นมีไว้เพื่อสนับสนุนประสบการณ์การดูหนังผ่านการใช้เสียง ทีนี้ลองใส่ใจความสำคัญที่อยากเล่าลงไปในหนัง -ไม่ใช่การชี้แจงมันนะครับ- แต่ใส่สิ่งที่เล่าเรื่องได้ลงไปในแต่ละเฟรมให้ได้มากที่สุด”

 

4.”หนังก็เหมือนซีเรียล!” อย่ากลัวที่จะฝันใหญ่

“ตอนเราเด็กๆ เราจะกินซีเรียลจนหมดทั้งกล่องเพราะเชื่อว่าก้นกล่องมันมีของเล่นรออยู่ เหมือนกันกับการทำหนัง Gravity คือกล่องซีเรียลที่ผมเชื่อว่าหากทำหนังเรื่องนี้เสร็จจะมีของเล่นรออยู่ที่ปลายทาง และนั่นแหละที่เปิดโอกาสมากมายให้ผมได้ทำหนังที่ทุนสร้างสูงกว่าที่เคย เพราะผมตระหนักได้ว่า ‘ว้าว เราก็เอาอยู่นี่หว่า’ และเดินทางกลับประเทศ ทำหนังในแบบที่ตัวเองอยากทำ”

“สิ่งสำคัญจริงๆ คือ อย่าไปเลียนแบบใคร อย่าพยายามเป็นใครทั้งสิ้น ที่พูดอย่างนี้เพราะเมื่อก่อนผมก็เคยสร้างความผิดพลาดขึ้นในงานของตัวเองเหมือนกัน ด้วยการพยายามทำหนังให้เหมือนผู้กำกับคนนั้น ลองกำกับหนังให้เหมือนโฆษณาตัวนี้

“สิ่งสำคัญจริงๆ คือเสียงของคุณนั่นแหละ”