Alfonso Cuaron Desierto Gravity Jonás Cuarón

Desierto เวิ้งว้างกลางทะเลทรายของ โฆนัส กัวร็อง และต้นกำเนิด Gravity (2013, อัลฟ็องโซ กัวร็อง)

Home / bioscope / Desierto เวิ้งว้างกลางทะเลทรายของ โฆนัส กัวร็อง และต้นกำเนิด Gravity (2013, อัลฟ็องโซ กัวร็อง)

เวิ้งว้างในอวกาศชวนขนลุกขนชันจาก Gravity (2013, อัลฟ็องโซ กัวร็อง) นั้นมีจุดกำเนิดมาจากเวิ้งทะเลทรายกว้างของ โฆนัส กัวร็อง ลูกชายแท้ๆ ของเขาที่ดำริไอเดียนี้ขึ้นมาภายหลังเห็นเค้าลางความขัดแย้งระหว่างเม็กซิโกกับสหรัฐฯ ในบ่ายวันหนึ่งเมื่อเขาออกเดินทางไปยังแอริโซน่า ก่อนจะกลับมาร่างบทหนังคร่าวๆ ในชื่อ Desierto ซึ่งในแปลว่า ‘ทะเลทราย’ ในภาษาสเปน บอกเล่าเรื่องของชายคนหนึ่งที่ดิ้นรนมีชีวิตรอดในทะเลทรายที่ขวางกลางระหว่างเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา ก่อนที่พล็อตนี้จะไปเข้าตาอัลฟ็องโซผู้เป็นพ่อ และสองพ่อลูกก็ได้ร่วมกันพัฒนาบทหนังจนออกมาเป็น Gravity ออกฉายในปี 2013 และคว้ารางวัลออสการ์กลับมาบ้านเจ็ดสาขา รวมถึงส่งให้อัลฟ็องโซ กัวร็องชิงชัยรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมมาได้เป็นครั้งแรก

แล้วจากนั้น Desierto จึงถูกสร้างขึ้นมาและออกฉายในปี 2015 บอกเล่าเรื่องของ มอยเซส (กาเอล การ์เซีย เบอร์นัล -เพื่อนรักของกัวร็องและร่วมโปรดิวซ์หนังเรื่องนี้ด้วย) ผู้อพยพจากเม็กซิโกที่พยายามหาทางเข้าสหรัฐฯ ด้วยการเดินฝ่าเวิ้งทะเลทราย ขณะที่ แซม (เจฟฟรีย์ ดีน มอร์แกน) นายทหารชาวอเมริกันมีหน้าที่เฝ้ามองอีกฝ่ายจากระยะไกลและซุ่มยิงด้วยปืนไรเฟิลเพื่อไม่ให้ข้ามประเทศมาได้ และสมกับที่มันเป็นร่างแรกของ Gravity เพราะหนังขับเน้นความเวิ้งว้างมหาศาลใกล้เคียงกันกับในจักรวาลไร้น้ำหนัก หากแต่สิ่งที่มอยเซสต้องเผชิญคือทะเลทรายที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตา กับกระสุนปืนไรเฟิลและหมาล่าเนื้อที่ถูกส่งออกมาตามล่าเขากับชาวเม็กซิกันที่หนีตายอยู่กลางผืนทรายไร้ที่สิ้นสุด

โฆนัสสนใจความสัมพันธ์ระหว่างเม็กซิโกซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขากับสหรัฐฯ และถ่ายทอดมันออกมาในหนังเรื่องแรกอย่าง Año uña หรือ Year of the Nail (2007) ถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างสาวน้อยชาวเม็กซิกันกับหญิงชราชาวอเมริกันซึ่งพบกันในฤดูร้อนหนึ่ง “ตัวผมเองย้ายมาอยู่ในสหรัฐฯ หลายสิบปีแล้ว ผมจึงใช้ชีวิตเกือบทั้งหมดอยู่ระหว่างสองประเทศ และวัฒนธรรมของทั้งสองล้วนสำคัญกับผมมากจริงๆ

“สักสิบปีก่อนได้ ผมไปเที่ยวแอริโซน่ากับน้องชาย ตอนนั้นกฎหมายต่อต้านผู้อพยพเริ่มออกมาแล้ว และมีการใช้คำถากถางผู้อพยพให้ได้ยิน ผมเลยสนใจที่จะบอกเล่าเรื่องพวกนี้ผ่านหนทางที่แปลกใหม่ ไม่ได้อยากให้มันเป็นเหมือนหนังคลิเช่เรื่องอื่นๆ เลยเริ่มคุยเรื่องว่าถ้าจะให้มันเป็นหนังเฮอร์เรอร์หรือแอ็กชั่นไปเลยจะดีไหม ไม่ใช่แค่เพราะมันใหม่สำหรับที่จะพูดประเด็นนี้ แต่ผมอยากสื่อสารกับคนดูผ่านงานภาพด้วย”

แม้โฆนัสจะเติบโตมาใต้ชายคาของพ่อผู้เป็นนักทำหนัง ถูกพาไปกองถ่ายอยู่บ่อยๆ แถมอัลฟ็องโซยังชอบจับลูกชายนั่งดูหนังเรื่องโปรดของเขาด้วยกันในยามว่าง หากเมื่อเติบโตขึ้น โฆนัสกลับเลือกเรียนมหาวิทยาลัยสาขาวรรณกรรมภาษาอังกฤษ แต่กลับหนีภาพยนตร์ไม่พ้นเพราะหญิงสาวที่เขาชอบพออยู่ดันเป็นคนรักหนัง แถมหนังที่เจ้าหล่อนรักนักหนาก็ดันเป็นเรื่องเดียวกันกับที่พ่อเคยจับให้เขานั่งดูด้วยกันเมื่อสมัยยังเด็กด้วย! “คือพอแฟนเราพยายามโชว์ให้เราดูว่าเธอสนใจอะไรอยู่ มันก็ต่างไปจากตอนที่พ่อพยายามโชว์คุณอยู่แล้วอะนะ” โฆนัสเล่าอย่างอารมณ์ดี “ตอนนั้นแหละครับที่ผมเริ่มดูหนังพวกนั้นทั้งหมด และตระหนักขึ้นมาได้ว่าผมเองก็มีเรื่องที่อยากเล่า และภาพยนตร์คือภาษาหนึ่งที่น่าสนใจจะเข้าไปสำรวจ”

โฆนัสเขียน Desierto ขึ้นมาก่อน และใช้เวลาหมกมุ่นกับมันนานถึงแปดปีเต็ม แล้วจึงเอามันไปนำเสนอให้อัลฟ็องโซอ่านดูเพื่อเอามาขัดเกลาอีกที แต่แทนที่พ่อจะให้คำวิจารณ์กลับมา สิ่งที่อัลฟ็องโซทำคือหันมาบอกโฆนัสว่า “พ่ออยากทำอะไรแบบนี้อยู่เหมือนกัน” นั่นคือหนังที่ขับเคลื่อนไปด้วยเรื่องราวอันยิ่งใหญ่โดยใช้ไดอะล็อกนิดเดียวในเรื่อง “นั่นแหละครับที่พวกเราสองคนเริ่มพัฒนาคอนเซ็ปต์หนังที่ว่าด้วยอวกาศขึ้นมา และ Gravity ถือกำเนิดขึ้นตรงนั้น หนังทั้งสองเรื่องมันเกิดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกัน ต่างกันแค่บริบทกับเนื้อเรื่องเท่านั้นเองครับ”

และภายหลังจากที่ Gravity ส่งอัลฟ็องโซคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม โฆนัสก็ตัดสินใจว่าถึงคราวที่หนังทะเลทรายของเขามันต้องได้รับการสร้างอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนกัน ดังนั้น เขาจึงส่งบททั้งหมดให้คนทำหนังเพื่อนรักของพ่ออย่าง อเลฆันโดร กอนซาเลซ อีนาร์ริตู อ่านเพื่อขอรับคำวิจารณ์ “สิ่งที่เขาตอบกลับมานั้นสั้นมากครับ คือ ‘นายต้องระมัดระวังเรื่องของพื้นที่ให้มากๆ เลยนะ’ ตอนแรกผมยังไม่ค่อยเข้าใจว่าเขาหมายความว่ายังไง จนกระทั่งลงมือถ่ายทำจริงนี่แหละ…”

ความยากของ Desierto คือการที่หนังทั้งเรื่องถ่ายทำในที่โล่งแจ้งตลอดทั้งเรื่อง โฆนัสออกตระเวนตามหาทะเลทรายทั่วสหรัฐฯ ที่จะมาใช้เป็นโลเคชั่นในหนัง ไปกระทั่งออกเดินทางไปยังสเปนเพื่อดูโลเคชั่นที่ เซร์เคียว เลโอเน ใช้ถ่ายทำหนังคาวบอยขึ้นหิ้ง และลงเอยด้วยการถ่ายทำหนังทั้งเรื่องที่รัฐบาฮากาลิฟอร์เนีย รัฐเหนือสุดของเม็กซิโก “มันมีทุกอย่างที่ผม -ซึ่งอยากได้พื้นที่เล็กๆ ไว้ถ่ายทำ- ต้องการ ก็เลยตกลงเลือกถ่ายทำที่นี่

“ปัญหาคือ ผมไม่เคยลงมือถ่ายทำหนังในเวิ้งแบบนี้มาก่อน และไม่รู้เรื่องการขนส่งอะไรทั้งสิ้น ตอนที่พาโปรดิวเซอร์ไปกองถ่ายเนี่ยพวกเขาแทบจะฆ่าผมให้ได้เพราะมันไกลจากโรงแรมเกือบสองชั่วโมง แถมต้องเดินทางบนถนนที่มีแต่ฝุ่น สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มี รถรานี่ลืมไปได้เลย แล้วหนังเรื่องนี้มันมีแต่ฉากที่ต้องเคลื่อนตัวอยู่ในทะเลทรายตั้ง 80-90 นาทีแน่ะ มันจึงเรียกร้องพื้นที่เวิ้งว้างน่ะ

“จริงอยู่ว่าพล็อตหนังเรื่องนี้มันถูกเขียนขึ้นมาตั้งแต่สิบปีก่อน ตอนนั้นผมจินตนาการไม่ออกเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง” โฆนัสกล่าว แน่นอนว่าหมายความถึงนโยบายการสร้างกำแพงและแบ่งแยกของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ “แต่ตอนนี้ประเด็นการคุกคามและการทำให้เหล่าผู้อพยพ ‘เป็นอื่น’ กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน น่าเศร้าที่เมื่อสิบปีก่อน เรื่องนี้มันขับเคลื่อนให้ผมอยากทำหนัง แต่เวลานี้มันกลับกลายเป็นความสมจริงที่่ชัดเจนยิ่งกว่าที่เคยอีก”