Daniel Radcliffe dolores umbridge Emma Watson Harry Potter and the Order of the Phoenix Rupert Grint แฮร์รี่ พอตเตอร์กับภาคีนกฟีนิกซ์

มองการเมืองและเรื่องเชื้อชาติใน Harry Potter ผ่านโดโลเรส อัมบริดจ์ ตัวละครร้ายกาจที่เราหวาดกลัว

Home / bioscope / มองการเมืองและเรื่องเชื้อชาติใน Harry Potter ผ่านโดโลเรส อัมบริดจ์ ตัวละครร้ายกาจที่เราหวาดกลัว

ในจักรวาล Harry Potter แฟรนไชส์ชื่อดังที่สร้างจากวรรณกรรมชื่อเดียวกันของ เจ เค โรว์ลิง นั้น หากไม่นับจอมมาร ลอร์ดโวลเดอร์มอร์ และเหล่ากองทัพผู้เสพความตายแล้ว หนึ่งในตัวละครที่กอบโกยเอาความเกลียดชังจากเหล่านักอ่านไปมากที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้น โดโลเรส อัมบริดจ์ เจ้าหน้าที่อาวุโสในกระทรวงเวทมนตร์ที่ปรากฏตัวในหนังสือลำดับที่ 5 Harry Potter and the Order of the Phoenix โรว์ลิงบรรยายว่าเธอ “ดูเหมือนคางคกซีดๆ ตัวใหญ่” และ “พูดด้วยเสียงแหลมสูงและรัวเร็วแบบเด็กสาวๆ” (สุมาลี แปล, สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์) ทั้งยังเป็นคนเดียวนอกเหนือจากโวลเดอร์มอร์ที่สร้างแผลเป็นให้แฮร์รี พอตเตอร์ด้วยคำว่า “ฉันต้องไม่โกหก” ซึ่งเธอบังคับให้แฮร์รีเขียนคัดลายมือลงกระดาษ หากแต่มันกลับฝังลึกลงบนหลังมือข้างขวาของเขา

แรงบันดาลใจในการรังสรรค์ตัวละครอัมบริดจ์ของโรว์ลิงนั้นมาจาก “คนที่ฉันไม่ชอบเอามากๆ เลยค่ะ นานมาแล้ว หล่อนเคยเป็นคุณครูสอนฉัน” โรว์ลิงกล่าว และหลีกเลี่ยงที่จะระบุตัวตนชัดเจนของบุคคลที่อ้างถึง “เราฟาดฟันกันเองในแทบจะทันทีและเต็มที่ ทั้งยังปราศจากเหตุผลด้วย” รวมทั้งบุคลิกภายนอกอย่างการที่คุณครูของโรว์ลิงสวมโบว์พลาสติกสีเปลือกมะนาว ซึ่งโรรว์ลิงรู้สึกว่า “มันเป็นเครื่องแต่งกายของเด็กหญิงสามขวบชัดๆ”

เช่นเดียวกับภาคอื่นๆ ก่อนหน้า The Order of the Phoenix อัดแน่นไปด้วยสารทางการเมืองบางอย่างจากทัศนคติของโรว์ลิง ในภาคนี้ว่าด้วยความอ่อนแอของรัฐบาลและกระทรวงเวทมนตร์ภายใต้การดูแลของ คอร์นีเลียส ฟัดจ์ ซึ่งหวั่นกลัวว่า อัลบัส ดัมเบิลดอร์ ผู้อำนวยการของโรงเรียนที่ได้รับการนับหน้าถือตาอย่างกว้างขวางจากพ่อมดแม่มดด้วยกัน จะเข้ามาเลื่อยขาเก้าอี้ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์ที่ฟัดจ์หวงแหนเป็นหนักหนา ประจวบเหมาะกับที่โรงเรียนฮอกวอตส์ขาดแคลนคนสอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืด (อีกแล้ว) หลังพบว่าเมื่อปีก่อนนักโทษอุกฉกรรจ์แฝงตัวมาเป็นศาสตราจารย์ในนาม อลาสเตอร์ มูดี จนต้องเปลี่ยนตัวผู้สอนกันจ้าละหวั่น ฟัดจ์หรือรัฐบาลจึงใช้อำนาจใจมือ ‘แต่งตั้ง’ โดโลเรส อัมบริดจ์เป็นเจ้าพนักงานสอบสวนใหญ่ในโรงเรียน มิหนำซ้ำยังควบตำแหน่งสอนการป้องกันตัวจากศาสตร์มืด ซึ่งในเวลาต่อมา แฮร์รี พอตเตอร์และผองเพื่อนเล็งเห็นว่าการเรียนแต่ตำรากับอัมบริดจ์นั้นไม่นำพามาสู่อะไร จึงก่อตั้งการเรียนการสอนวิชาป้องกันตัวอย่างลับๆ อันหมายถึงการลุกขึ้นขบถภายใต้จมูกของอัมบริดจ์นั่นเอง

ในเว็บไซต์ pottermore ซึ่งเป็นเว็บหลักของหนังสือแฟรนไชส์ตระกูล Harry Potter ระบุไว้ว่าอัมบริดจ์นั้นเป็นเลือดผสมระหว่างพ่อผู้เป็นพ่อมดและแม่ผู้เป็นมักเกิล ในวัยเด็ก อัมบริดจ์รู้สึกดูแคลนพ่อของตัวเองเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากเธอคิดว่าเขาขาดความทะเยอทะยานเสียจนไม่เคยได้รับการเลื่อนตำแหน่งใดๆ ทั้งที่ทำงานในกระทรวงเวทมนตร์) กระทั่งเมื่อเติบโตขึ้นและพ่อแม่ของเธอแยกทางกัน อัมบริดจ์จึงแสร้งเสมือนว่าเธอสืบสายเลือดผู้วิเศษบริสุทธิ์ตลอดมา

อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่าอัมบริดจ์นั้นมีลักษณะเกลียดกลัวเลือดผสมและสิ่งมีชีวิตลูกครึ่งหรือไม่ใช่มนุษย์ ดังที่เธอเหยียดหยาม รูเบอัส แฮกริด ผู้เป็นลูกครึ่งยักษ์ว่าโง่เง่าอันเนื่องมาจากความเชื่อฝังหัวว่ายักษ์นั้นไร้สติปัญญา และหวาดหวั่นสิ่งมีชีวิตวิเศษอย่างเซนธอร์ ครึ่งคนครึ่งม้าเนื่องจากเธอวางตัวเองในฐานะผู้วิเศษไว้สูงส่งกว่าผู้อื่น

ด้วยคาแร็กเตอร์เช่นนี้ หลายคนจึงจัดให้อัมบริดจ์มีลักษณะแบบนิยมนโยบายขวาจัดที่ยอมรับความหลากหลายไม่ได้ เมื่อโลกผู้วิเศษนั้นขับเคลื่อนไปด้วยความหลากหลายดังที่ รอน วีสลีย์ ผู้เติบโตในครอบครัวเลือดบริสุทธิ์เคยกล่าวไว้ว่าหากผู้วิเศษไม่ครองรักและสืบสายพันธุ์กับมักเกิล พ่อมดแม่มดอาจสูญพันธุ์ไปแล้วก็เป็นได้ ดังนั้น ฮอกวอตส์และโลกเวทมนตร์ของโรว์ลิงจึงเป็นพื้นที่ของความหลากหลาย ทั้งชาวเลือดบริสุทธิ์, เลือดผสม (แฮร์รี พอตเตอร์) ตลอดจนผู้ที่เกิดจากครอบครัวมักเกิล (เฮอร์ไมโอนี เกรนเจอร์) จึงอยู่ร่วมกัน ผสมปนเปไปกับเหล่าสิ่งมีชีวิตวิเศษมากมายทั้งเซนธอร์, ก็อบลินที่ทำงานในธนาคาร หรือแม้แต่เอลฟ์ประจำบ้าน

แน่นอนว่าเมื่อเวลาผ่านพ้น นับตั้งแต่หนังสือ Harry Potter and the Order of the Phoenix ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2003 ในอีก 16 ปีต่อมา เมื่อโลกเดินหน้าเข้าสู่ความหลากหลายจนประเด็นผู้อพยพและผู้ลี้ภัยกลายเป็นหัวข้อสำคัญในหนังหรือแม้แต่ในการพูดคุยหลายๆ ครั้ง อัมบริดจ์จึงถูกวางเทียบเคียงกันกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนล่าสุดของสหรัฐฯ ที่มีนโยบายขวาจัด ทั้งยังมีดำริจะสร้างกำแพงขวางกลางระหว่างเม็กซิโกขึ้นมา ขณะที่วิกฤติผู้อพยพก็กลายเป็นเรื่องน่ากังวลของหลายๆ ประเทศในยุโรป (หนึ่งในเหตุผลที่สหราชอาณาจักรตัดสินใจออกจากสหภาพยุโรปคือปัญหาการเปิดรับผู้อพยพนั่นเอง)

และนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญว่าเหตุใด แฟรนไชส์ Harry Potter จึงยังอยู่ในความทรงจำของคนอ่านหนังสือและคนดูหนัง ทั้งยังร่วมสมัยมาจนถึงปัจจุบัน เพราะการเมืองในเรื่องราวเหล่านี้มันช่างสอดคล้องกันกับสถานการณ์ในปัจจุบันเสียจริงๆ