Alexandre Desplat Argo The Grand Budapest Hotel The King's Speech The Monuments Men The Shape Of Water

อเล็กซองดร์ เดส์ปลาต์ พ่อมดแสนมหัศจรรย์แห่งงานสกอร์ประกอบหนัง

Home / bioscope / อเล็กซองดร์ เดส์ปลาต์ พ่อมดแสนมหัศจรรย์แห่งงานสกอร์ประกอบหนัง

โดย ศรัณยู ตรีสุคนธ์

 

ด้วยวัยเพียงแค่ 5 ปีเท่านั้น หนุ่มน้อยชาวฝรั่งเศสนาม อเล็กซองดร์ เดส์ปลาต์ หัดเล่นเปียโนเป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรก และหลังจากนั้น เขาก็เริ่มหัดเล่นเครื่องเป่าอย่างทรัมเป็ตและฟลุต จนกระทั่งเด็กหนุ่มตัวน้อยนัยตาคมคนนี้เริ่มหลงมนต์เสน่ห์ของเสียงดนตรีอย่างถอนตัวไม่ขึ้น เขาจึงไปร่ำเรียนดนตรีกับ คล็อด บาลลิฟ นักประพันธ์ดนตรีที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นอาจารย์ดนตรีคนแรกๆ ของเขา นอกจากนี้ เดส์ปลาต์ยังเคยเดินทางไปเรียนดนตรีอย่างจริงจังในสหรัฐอเมริกากับ แจ็ค เฮย์ส ที่ซึ่งตัวเขาเองนอกจากจะพยายามเป็นนักดนตรีที่ดีแล้ว ตัวเองก็ได้เริ่มต้นที่จะแต่งทำนองเพลงด้วยตัวเองอีกด้วย

ความสนใจในดนตรีของเดส์ปลาต์นั้นทั้งลึกและกว้างมาก เขาไม่ได้หยุดความสนใจอยู่แต่กับเพียงแค่ดนตรีแนวใดแนวหนึ่งเท่านั้น ในช่วงแรกๆ เขามักจะฟังดนตรีคลาสสิกที่เป็นผลงานของคอมโพเซอร์ชาวฝรั่งเศสอย่าง มอร์ริส เรเวล และ คล็อด เดอบุสซี จากช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และมีความถนัดทั้งในการเล่นดนตรีแจ๊ซซ์และเวิลด์มิวสิก ซึ่งเป็นดนตรี 2 ตระกูลที่แตกต่างกันอย่างมากทั้งในเรื่องของโครงสร้างของเพลงและรายละเอียด นอกจากนี้ เขาก็ยังสนใจในดนตรีร่วมสมัย ไปจนถึงการได้รับอิทธิพลมาจากดนตรีอเมริกาใต้ โดยมี คาร์ลินฮอส บราวน์ และ เรย์ ลีมา เป็นศิลปินในดวงใจ ซึ่งความชื่นชอบในดนตรีอเมริกาใต้ที่ให้ความสำคัญกับ ‘จังหวะ’ (Rhythm) เป็นพิเศษนี่เองที่ทำให้งานสกอร์ประกอบภาพยนตร์แทบทุกเรื่องของเดส์ปลาต์ทรงพลังอย่างยิ่งในเรื่องของจังหวะ ที่ไม่ได้หมายความเพียงแค่การใช้ ‘เพอร์คัสชั่น’ อย่างเดียว แต่หมายรวมถึงจังหวะจะโคนในการสร้างสรรค์บรรยากาศให้เข้ากับฉากตอนของเรื่องราวในหนังได้อย่างน่ามหัศจรรย์อีกด้วย

นอกจากดนตรีแล้ว เดส์ปลาต์ก็ยังเป็นคอหนัง เขามีความฝันในการเป็นคอมโพเซอร์ทำดนตรีประกอบภาพยนตร์มาตั้งแต่อายุยังน้อย “สมัยยังเด็ก ผมชอบเพลงประกอบหนังการ์ตูนเรื่อง 101 Dalmatians และ The Jungle Book แต่สกอร์ที่ผมฟังแล้วติดอยู่ในหัวมาตลอดนับตั้งแต่ได้ยินมันเป็นครั้งแรก ก็คือสกอร์ของ อเล็กซ์ นอร์ธ ที่ทำให้กับหนังเรื่อง Spartacus (1960) ของ สแตนลีย์ คูบริค ผมจำได้แม่นว่าสมัยยังเป็นเด็ก ผมมักจะฮัมเพลงจากหนังเรื่องนี้เสมอ หลังจากนั้น ผมเลยหันมาสนใจงานเพลงของ บิลล์ อีแวนส์ เพื่อที่จะหัดเล่นเปียโนแบบแจ๊ซซ์ด้วย แต่หลักๆ แล้ว ผมก็รักงานดนตรีทุกประเภทนั่นแหละ”

 

Argo

ก่อนที่จะได้มาทำดนตรีประกอบหนังในฮอลลีวูด เดส์ปลาต์ทำงานสกอร์ประกอบหนังฝรั่งเศส (ผลงานชิ้นแรกของเขาคือหนังฝรั่งเศสปี 1986 เรื่อง Le Souffleur ของ ฟร็องค์ เลอ วิตตา) และหนังยุโรปเป็นจำนวนหลายเรื่อง โดยหนึ่งในผลงานที่ได้รับคำชมมากที่สุดก็คือเรื่อง Read My Lips (2001) ของผู้กำกับชาวฝรั่งเศส ฌากส์ โอดิอาด์ ส่วนผลงานการทำสกอร์ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ชื่อของเขาเป็นที่รู้จักในฮอลลีวูดก็คืองานสกอร์ประกอบหนังเรื่อง Girl with a Pearl Earring (ปีเตอร์ เว็บเบอร์) ในปี 2003 รวมถึงหนังแนวธริลเลอร์อิงการเมืองเรื่องเยี่ยมอย่าง Syriana (2005) ของผู้กำกับ สตีเฟน เกแกน ที่งานสกอร์ในสไตล์มินิมอลค่อยๆ ซึมลึกนั้น ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความรู้สึกของผู้ชม โดยแทบจะไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำว่าหนังเรื่องนี้มีดนตรีประกอบอยู่ด้วย เพราะว่าทั้งบรรยากาศของเรื่องเล่า, สภาวะภายในจิตใจของตัวละคร และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังนั้น กลืนกลายไปกับเสียงดนตรีได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ความสามารถที่ถือเป็นพรสวรรค์ของเดส์ปลาต์อย่างแท้จริง ก็คือการมีเซ้นส์ในเรื่องของการคิดค้นเมโลดี้และจังหวะ ไปจนถึงการเลือกใช้ดนตรีในแต่ละชนิดเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังได้อย่างแนบเนียน ลื่นไหล และเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใดก็ตามที่เขาเลือกที่จะโซโล่เปียโนเป็นหลัก “เปียโนเป็นเครื่องดนตรีที่สร้างความทรงจำให้กับผู้ชมได้ดีที่สุด คุณมักจะจดจำเสียงเปียโนที่บรรเลงในฉากที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกได้ดีที่สุด ชนิดที่เรียกได้ว่าสามารถเห็นเป็นภาพเลยล่ะ” เดส์ปลาต์กล่าว ซึ่งนอกจาก Syriana แล้ว งานสกอร์ในหนังเรื่อง Argo (2012, เบน แอฟเฟล็ค) ก็มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือมันเป็นงานสกอร์ที่ผสมผสานเพอร์คัสชั่นหรือเครื่องเคาะมากมายเพื่อที่จะรุกเร้าอารมณ์ด้วยสำเนียงจังหวะที่หลากหลายโดยนำทำนองดนตรีแบบพื้นเมืองของตะวันออกกลางมาประยุกต์ใช้ด้วย แต่ขณะเดียวกัน สิ่งที่แตกต่างไปก็คือ Argo มีเสียงร้องของผู้หญิงซึ่งมาจาก ‘ทักษะการใช้เสียงผ่านทางช่องปาก’ อันเป็นเอกลักษณ์ที่ฟังดูคล้ายกับบทสวด เนื่องจากอิหร่านในยุคก่อนนั้น ห้ามไม่ให้ผู้หญิงร้องเพลง งานสกอร์ของ Argo จึงมีลักษณะที่ขบถและต่อต้านวัฒนธรรมการเมืองที่ปิดกั้นอิสระและเสรีภาพไปด้วยในตัว ซึ่งสอดรับเข้ากับธีมหนังได้เป็นอย่างดี

The Grand Budapest Hotel

เดส์ปลาต์ได้รับรางวัลออสการ์ตัวแรกในชีวิตจากงานสกอร์ที่เขาทำให้กับหนังเรื่อง The Grand Budapest Hotel (2014) โดยสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากดนตรีประกอบของหนังเรื่องนี้ก็คือ เดส์ปลาต์มีหัวใจที่อ่อนเยาว์และอ่อนโยน ซึ่งส่งผ่านมายังลักษณะการคอมโพสดนตรีที่สว่างสดใสและเต็มไปด้วยความหวัง เขาร่วมงานกับผู้กำกับ เวส แอนเดอร์สัน เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ถือว่ารู้ใจกันดี “เมโลดี้ในหนังเรื่องนี้คล้ายๆ กับความสมมาตรที่มีอยู่ในงานกำกับภาพของแอนเดอร์สัน กล่าวคือมันดูลงตัวและมีความไพเราะในลักษณะที่เท่าๆ กัน มันเป็นงานที่ผมชอบ และคิดว่าไพเราะกว่าที่เคยทำไว้กับหนังเรื่อง Moonrise Kingdom (2012) เสียอีก” โดยเดส์ปลาต์ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การสร้างทำนองเพลงที่กระทบความรู้สึกหรือสั่นสะเทือนใจได้นั้น เราจะต้องเข้าใจ ‘ภาพรวม’ ของหนังอย่างถ่องแท้เสียก่อน “มันเป็นไอเดียที่ดีมากที่เวสบอกว่า หนังเรื่องนี้ไม่ควรมีการใช้ดนตรีเครื่องสาย ซึ่งก็ทำให้ซาวด์ดนตรีแปรเปลี่ยนไปเป็นอีกมิติหนึ่ง มันสร้างมู้ดหรือว่าอารมณ์และบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุข สดชื่น และมอบความหวังให้กับผู้ชมได้ในเวลาเดียวกัน”

The Monuments Men

ถ้าหากว่า สตีเวน สปีลเบิร์ก เป็นเจ้าของฉายา ‘พ่อมดแห่งวงการภาพยนตร์’ อเล็กซองดร์ เดส์ปลาต์ก็น่าจะได้รับฉายาว่าเป็น ‘พ่อมดแห่งวงการสกอร์ประกอบภาพยนตร์’ เช่นกัน ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนมองว่า งานสกอร์ประกอบหนังอีกเรื่องหนึ่งของเขาอย่าง The Monuments Men (2014, จอร์จ คลูนีย์) มีลักษณะคล้ายกับหนังของสปีลเบิร์ก-ที่ส่วนมาก จอห์น วิลเลียมส์ เป็นผู้รับผิดชอบ-อยู่ไม่น้อย มันเป็นงานสกอร์ที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นด้วยเสียงเครื่องเป่าทองเหลืองและเสียงวงเครื่องสายชุดใหญ่ที่สอดผสานกับวงเครื่องเป่าในลักษณะ old fashion แท้ๆ เนื่องจากทำนองเพลงโดยรวมไม่ต่างไปจากดนตรีประกอบหนังตามสไตล์ยุคทองของฮอลลีวูดเลย (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานสกอร์โดย เบอร์นาร์ด เฮอร์มานน์) โดยบางช่วงตอนก็มีดนตรีประกอบในทำนอง music box ชวนฝัน ก่อนที่จะกลับกลายเป็นสกอร์ที่อึกทึกครึกโครมภายในชั่วอึดใจ มันเป็นงานสกอร์ที่ให้ความรู้สึกเดียวกับดนตรีประกอบหนังสงครามในอดีตอย่าง 1941 (1979, สปีลเบิร์ก), The Great Escape (1963, จอห์น สเตอร์เจส) และ Bridge Over the River Kwai (1957, เดวิด ลีน) ซึ่งเป็นไปได้สูงว่า เดส์ปลาต์ตั้งใจทำออกมาเพื่อเป็นการทริบิวต์หนังสงครามคลาสสิกเหล่านี้

The Shape of Water

สิ่งสำคัญอันดับแรกในการแต่งดนตรีสำหรับผมก็คือ คุณไม่สามารถเขียนดนตรีประกอบหนังได้เลยถ้าหากคุณไม่รู้ว่าจะทำงานให้ได้เร็วและคุณภาพงานก็ต้องดีด้วยได้อย่างไร แต่ผมใช้เวลาเพียงราวๆ 3 สัปดาห์เท่านั้นในการแต่งทำนองสกอร์ให้กับหนังเรื่อง The Queen (2006, สตีเฟน เฟรียร์ส) และ The Imitation Game (2014, มอร์เทน ทิลดัม) อาชีพคอมโพเซอร์ก็ไม่ต่างไปจากงานของผู้กำกับ กล่าวคือมันเป็นงานที่ค่อนข้างยืดหยุ่นไม่ตายตัว และในบางครั้งก็ฝืนธรรมชาติเอามากๆ ในบางครั้ง ผมต้องเข้าทำดนตรีประกอบต่อจากคอมโพเซอร์คนเก่าที่ชิงลาออกไปก่อน บางครั้งโปรดิวเซอร์ก็ตัดสินใจที่จะใช้วงออร์เคสตร้าเข้ามามีส่วนร่วมกับงานสกอร์ช้ามากๆ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม งานของคุณจะต้องดีและรักษามาตรฐานของตัวเองเอาไว้ให้ได้ ที่สำคัญที่สุด คุณต้องส่งงานตามที่โปรดิวเซอร์และผู้กำกับกำหนดให้ได้ด้วย

“ผมเรียนรู้การทำดนตรีประกอบภาพยนตร์จากศิลปินหลายคน อย่างเช่น แม็กซ์ สไตเนอร์, ฟรานซ์ แว็กซ์แมน ไปจนถึง มอร์ริส ฌาร์ และผมไม่ยอมที่จะทำงานเฉพาะแต่กับหนังฟอร์มยักษ์ในฮอลลีวูดเท่านั้น แต่ผมเลือกที่จะทำงานสกอร์ให้กับหนังอิสระหรือหนังยุโรปที่ผมชื่นชอบผู้กำกับท่านนั้นๆ เป็นการส่วนตัวด้วย” จากความหลากหลายในการรับงานทำให้เดส์ปลาต์ได้มีโอกาสประพันธ์สกอร์หนังหลายแนวเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็น Lust, Caution (2007, หลี่อัน); Coco Before Chanel (2009, แอนน์ ฟอนเทน); A Prophet (2009, โอดิอาด์); Venus in Fur (2013, โรมัน โปลันสกี); Zero Dark Thirty (2012, แคธรีน บิเกโลว์); Godzilla (2014, แกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์); Unbroken (2014, แองเจลินา โจลี) หรือ The Shape of Water (2017, กีเยร์โม เดล โตโร) ที่เดสปลาต์คว้ารางวัลออสการ์ตัวที่สองได้จากเรื่องนี้ โดยสิ่งที่น่าทึ่งอย่างยิ่งก็คือ ตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นปีที่เดส์ปลาต์เริ่มต้นอาชีพคอมโพเซอร์ในฮอลลีวูด เขามีผลงานการประพันธ์ดนตรีประกอบหนังออกมาทุกปีมาจนถึงปัจจุบัน และในบางปีก็มีผลงานหลายเรื่องด้วย (เฉพาะปี 2011 ปีเดียวมีผลงานออกมาถึง  7 เรื่อง!!!)

The King’s Speech

จริงๆ แล้ว เดส์ปลาต์มีวิสัยทัศน์ในการทำงานสกอร์ที่ลงลึกในทุกรายละเอียด เขาอ่านบทหนังอย่างละเอียดยิบเพื่อที่จะเข้าใจในตัวละคร พูดคุยกับผู้ออกแบบงานสร้าง, ผู้กำกับภาพ และฝ่ายโลเคชั่นเพื่อที่จะหาท่วงทำนองที่เหมาะสมที่สุดสำหรับหนังเรื่องนั้นๆ แต่ด้วยเนื้อที่อันจำกัด ผู้เขียนขอยกหนังออสการ์เรื่อง The King’s Speech (2010, ทอม ฮูเปอร์) ที่เคยทำให้เดส์ปลาต์ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งที่ 4 มาเป็นตัวอย่าง “หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดความสัมพันธ์ฉันมิตรสหายระหว่าง พระเจ้าจอร์จที่ 6 (โคลิน เฟิร์ธ) และ ไลโอเนล (เจฟฟรีย์ รัช) และความเป็นไปได้ที่กษัตริย์จะสามารถแสดงออกทางความรู้สึกผ่านการพูดที่ยากลำบากให้ได้ ผมต้องการทำงานสกอร์ให้ผู้ชมรู้สึกไปในทิศทางนั้น ผมชอบที่จะเขียนงานสกอร์ที่จะพรีเซนต์ให้ผู้ชมได้รู้จักกับบุคลิกของตัวละครแต่ละตัวตั้งแต่ต้นเรื่อง และท่วงทำนองของสกอร์ก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามคาแร็กเตอร์ที่เติบโตหรือเปลี่ยนแปลงไปด้วย และสำหรับหนังเรื่องนี้ผมก็ใช้ท่วงทำนองเฉพาะตัวที่ประพันธ์ขึ้นมาเพื่อใช้แทน ‘คำพูด’ ของพระเจ้าจอร์จที่ 6 ด้วย”

ล่าสุด เดส์ปลาต์เพิ่งจะได้เข้าชิงรางวัลออสการ์อีกครั้งจากงานสกอร์ประกอบหนังเรื่อง Isles of Dog แต่ก็พ่ายให้แก่ Black Panther (2018, ไรอัน คูเกลอร์) ที่ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างเข้าทางออสการ์มากกว่า แต่เชื่อเถอะว่าด้วยความสามารถในการแต่งแต้มดนตรีได้อย่างลื่นไหล หลากหลาย และไพเราะน่าอัศจรรย์ใจ ชื่อของเดส์ปลาต์จะต้องได้รับการกล่าวขานถึงในฐานะคอมโพเซอร์ทำดนตรีประกอบหนังที่ยิ่งใหญ่และเก่งฉกาจมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ไม่ต่างไปจากจอห์น วิลเลียมส์, ฮานส์ ซิมเมอร์, ไมเคิล เจียคีโน (คอมโพเซอร์คู่บุญแห่งค่ายพิกซาร์), โฮเวิร์ด ชอร์ และอีกหลายต่อหลายคนในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน