Alfonso Cuaron ROMA ชาวเชียงใหม่ต้องการดูหนังเรื่องนี้ วิสต้า กาดสวนแก้ว

(Special Report) หมายเหตุหนังไทย 2561 : จุด(บรร)จบโรงหนัง – สตรีมมิ่ง – กลุ่มฉายหนังอิสระ

Home / bioscope / (Special Report) หมายเหตุหนังไทย 2561 : จุด(บรร)จบโรงหนัง – สตรีมมิ่ง – กลุ่มฉายหนังอิสระ

วงการหนังโลกกำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน นั่นคือการพยายามหาทางปรับตัวให้อยู่รอดไปด้วยกันทั้งกระบวน ในชั่วโมงที่ ระบบสตรีมมิ่ง (Streaming Service) กำลังครองอิทธิพลการดูหนังจนเริ่มคืบคลานเข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตผู้คนขึ้นทุกที แต่จะอยู่รอดร่วมกันได้อย่างไรในขณะที่สตรีมมิ่งกำลังทำให้โรงหนังไม่ใช่ความจำเป็นอีกต่อไป…

ในเมืองไทย มันเพิ่งมาบรรจบกันเมื่อ Roma (2018, อัลฟองโซ กัวร็อง) หนังเน็ตฟลิกซ์เรื่องแรกที่ได้รับการจัดจำหน่ายในโรงหนัง แต่ด้วยความเป็นเน็ตฟลิกซ์นั้นเองทำให้มันมีข้อจำกัดหยุมหยิมตามมาจนไม่สามารถกระจายวงกว้างได้ตามกระแสที่มาแรงของมัน เพราะข้อแม้ในการเข้าโรงฉายครั้งนี้คือมันต้องออกไปพร้อมกับหนังทั้งเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้ทันทีผ่านโทรศัพท์มือถือของตน และด้วยเหตุนี้มันจึงเป็นการกระตุ้นการทำงานของกลุ่มคนดูหนังตามจังหวัดต่างๆ ที่มีโอกาสน้อยนักในการเข้าถึงหนังทางเลือก

ลำพังการนำหนังเน็ตฟลิกซ์เข้าโรงในโปรแกรมก็ว่ายากแล้ว แต่การเช่าหนังไปเหมาโรงฉายกันเองในโรงเพื่อการเข้าถึงประสบการณ์ในโรงของ Roma ที่เชียงใหม่อาจสาหัสกว่า และ ต่อไปนี้คือสิ่งที่ เพจ ‘ชาวเชียงใหม่ต้องการดูหนังเรื่องนี้’ ถ่ายทอดประสบการณ์ “ในสิ่งที่พอจะเล่าได้”

มันได้สะท้อนสถานการณ์ทั้งหมดในภาวะฝุ่นตลบของสตรีมมิ่ง อีกทั้งชะตากรรมของโรงหนังท้องถิ่นแหล่งสุดท้ายผู้เป็นที่มั่นให้ Roma ในเชียงใหม่อย่าง วิสต้า กาดสวนแก้ว ด้วย

Roma
ภารกิจพา Roma มาฉายโรงที่เชียงใหม่

โดยเพจ ‘ชาวเชียงใหม่ต้องการดูหนังเรื่องนี้’

นอกเหนือจากกรุงเทพฯ แล้ว เชียงใหม่ถือเป็นจังหวัดที่หนังนอกกระแสมักได้เข้ามาฉายอยู่บ่อยๆ เนื่องจากมีผู้ชมเยอะในระดับที่เข้าฉายแล้วมักไม่ขาดทุน ซึ่งกลุ่มผู้ชมดังกล่าวได้แก่ นักเรียนนักศึกษา (เนื่องจากเชียงใหม่มีมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาหลายแห่ง), ชาวต่างชาติ (ทั้งนักท่องเที่ยวและคนที่มาอยู่ถาวร) รวมถึงบุคคลทั่วไปที่ชอบดูหนังแนวนี้

นอกจากนั้น ในตัวเมืองเชียงใหม่ยังมีโรงหนังถึง 5 แห่ง ได้แก่ SFX เมญ่า, SFC พรอมเมนาดา, เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ เซ็นทรัลเฟสติวัล, เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ เซ็นทรัลแอร์พอร์ต, วิสต้า กาดสวนแก้ว รวมแล้ว 42 จอ ทำให้โอกาสที่หนังนอกกระแสได้เข้าฉายจึงมากกว่าจังหวัดอื่นที่มีโรงหนังไม่กี่แห่ง

แต่ก็ใช่ว่าหนังทุกเรื่องจะเข้าฉายเชียงใหม่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องลุ้นไม่ต่างจากการแทงหวย เพราะหนังบางเรื่องที่คิดว่าเข้าแน่ๆ กลับไม่เข้า ส่วนหนังบางเรื่องที่คิดว่าอดดูแน่ๆ กลับเข้าฉาย – แต่เอาเข้าจริงถึงเข้าฉายก็ใช่ว่าจะได้ดู เพราะมีหลายครั้งที่หนังได้รอบฉายแบบโคตรลับแล เช่น ฉาย 4 ทุ่มครึ่งรอบเดียว แถมมาไวไปไวจนบางทีเพิ่งรู้ว่าหนังเข้าฉายก็ในวันที่มันโดนถอดไปแล้ว จะหวังพึ่งพาข้อมูลจากสื่อหรือแฟนเพจโรงหนัง/ค่ายหนังก็พบว่าไม่เวิร์ค เพราะสื่อพวกนี้มักจะเน้นโปรโมตหนังฟอร์มยักษ์หรือหนังซูเปอร์ฮีโร่ในรูปแบบ 3D, 4D มากกว่าหนังที่มีคนดูเฉพาะกลุ่ม

นั่นจึงเป็นที่มาของเพจ ‘ชาวเชียงใหม่ต้องการดูหนังเรื่องนี้’ (ซึ่งเป็นชื่อที่ให้ความรู้สึกเรียกร้องและประท้วงหน่อยๆ) เพื่อแจ้งข่าวสารเกี่ยวกับหนังนอกกระแสในเชียงใหม่ว่ามีหนังเรื่องไหนบ้างที่เข้าฉายอยู่หรือกำลังจะเข้าฉาย นอกจากนั้น ยังทำหน้าที่เรียกร้อง (บางทีก็เปิด petition) ให้ค่ายหนัง/โรงหนังนำหนังเรื่องนี้มาฉาย เพจนี้เกิดขึ้นในปี 2015 โดยเริ่มต้นจากการเรียกร้องให้หนังเรื่อง Paper Towns (2015, เจค ชเรียร์) และ The Lobster (2015, ยอร์กอส ลันธิมอส) เข้าฉายที่เชียงใหม่ ซึ่งได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี จนมีการทำต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ (ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ได้มีเพจรูปแบบใกล้เคียงกันนี้เกิดขึ้นหลายเพจ เช่น หาดใหญ่, ขอนแก่น, บางแสน ฯลฯ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ชมในภูมิภาคต่างๆ ต้องการที่จะดูหนังนอกกระแสมากขึ้น)

แต่ก็มีหนังบางเรื่องที่ไม่สามารถเรียกร้องให้นำมาฉายเชียงใหม่ได้ เช่น หนังที่ฉายเฉพาะ House, หนังของผู้จัดจำหน่ายอย่าง Doc Club และ HAL บางเรื่องที่ไม่เข้าฉายในโรงเครือใหญ่ ฯลฯ ซึ่งทางกลุ่มจำเป็นต้องจัดฉายเอง ก็เลยถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่เพิ่มเข้ามา ซึ่งเรามักเลือกสถานที่ที่ไม่ใช่โรงหนังเครือใหญ่ เช่น โรงละครในหอศิลป์, ห้องเล็กเชอร์หรือดาดฟ้าตึกในมหาวิทยาลัย, แกลเลอรี่,  ร้านหนังสือ, โรงแรม ฯลฯ เนื่องจากค่าใช้จ่ายถูกกว่า (เพราะถ้าฉายในโรงจำเป็นต้องเช่าแบบเหมา ซึ่งเสี่ยงขาดทุน) บวกกับอุดมการณ์ส่วนตัว (เรียกเสียเท่เชียว) ที่อยากเห็นหนังถูกฉายในพื้นที่อื่นๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าการจัดฉายหนังหรือดูหนังไม่จำเป็นต้องทำในโรงหนังเสมอไป

แต่ก็มีหนังบางเรื่องที่จำเป็นต้องฉายในโรง เนื่องจากเป็นเงื่อนไขจากเจ้าของลิขสิทธิ์ หรือไม่ก็เป็นเพราะหนังเรื่องนั้นควรถูกฉายในโรงที่มีระบบภาพและเสียงดีๆ ซึ่งหนังเรื่อง Roma ก็เข้าข่ายทั้งสองข้อนี้

และนั่นก็เป็นที่มาของภารกิจพา Roma มาฉายที่เชียงใหม่ซึ่งนำมาทั้งความสุขสรรค์ และความปวดหัวให้กับผู้จัด

ขั้นที่ 1 : ขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์

Roma เป็นหนังที่ผมอยากดูอย่างมากตั้งแต่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ด้วยความที่ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของผู้กำกับ อัลฟองโซ กัวร็อง และชื่นชอบ Children of Men กับ Y Tu Mamá También ของเขามาก ยิ่งได้อ่านบทวิจารณ์ซึ่งแทบทั้งหมดเป็นไปในทางชื่นชมก็ยิ่งทำให้อยากดูมากขึ้น

ต่อมาผมก็ได้ทราบข่าวดีว่าหนังมีโปรแกรมเข้าฉายในโรงที่ไทยในวันที่ 14 ธันวาคม 2018 (ผ่านการจัดจำหน่ายของมงคลเมเจอร์) ซึ่งก็ต้องลุ้นว่าจะได้ฉายที่เชียงใหม่หรือเปล่า ผมมองโลกในแง่ดีว่ายังไงก็ต้องได้ฉาย หนังโปรไฟล์ดีขนาดนี้ – ซึ่งสุดท้ายปรากฏว่า…ไม่ได้ฉาย (แป่ว!) โดยในไทยหนังเข้าฉายแค่ 4 แห่ง คือ Scala, House, MVP บุรีรัมย์, MVP กาฬสินธุ์ (เห็นรายชื่อโรงแล้วรู้สึกนับถือในความเปิดกว้างของ MVP เป็นอย่างมาก)

ซึ่งนั่นทำให้หนทางเดียวที่ Roma จะได้ฉายในโรงที่เชียงใหม่ก็คือ ขอฉายเป็นกรณีพิเศษแบบรอบเดียวเหมาทั้งโรง ผมลองสอบถามกับพี่ที่มงคลเมเจอร์ซึ่งเคยร่วมงานกันตอนฉาย Shoplifters (2018, ฮิโรคาสุ โคเระเอดะ) แบบรอบเดียวมาแล้ว (ซึ่งได้รับเสียงตอบรับดีมาก ตั๋วขายหมดทุกที่นั่ง) พบว่าทำได้ สามารถทำเรื่องขออนุญาตมาได้เลย แต่ก็มีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ผมลังเลอยู่ นั่นคือ

หนึ่ง – มันเป็นหนัง Netflix ซึ่งสามารถรับชมแบบสตรีมมิ่งได้ในวันเดียวกับที่หนังฉายโรง ทำให้มีหลายคนเลือกที่จะดูที่บ้านซึ่งสะดวกกว่ามาดูที่โรง

สอง – ตัวหนังที่มีลักษณะ ‘ไม่แมสส์’ นั่นคือ มันเป็นหนังเม็กซิกันขาวดำ ยาวเกือบ 2 ชั่วโมงครึ่ง ไม่มีนักแสดงชื่อดัง การดำเนินเรื่องที่เชื่องช้าเรียบนิ่ง

สาม – ด้วยเงื่อนไขบางประการ (ซึ่งผมขอไม่อธิบายในบทความนี้) ทำให้ผมไม่สามารถฉายหนังเรื่องนี้ในโรงเครือใหญ่ได้แม้จะเป็นการเช่าโรงก็ตาม ทำให้ตัวเลือกของผมจึงเหลือเพียงวิสต้า กาดสวนแก้ว ซึ่งปัจจุบันเน้นฉายแต่หนังพากย์ไทย และแทบไม่มีหนังนอกกระแสเข้าฉายเลย กลุ่มเป้าหมายของโรงกับของหนังที่เราจะฉายจึงแตกต่างกันคนละขั้ว

หลังจากคิดใคร่ครวญอยู่ 1-2 วัน คำตอบของผมก็คือ ฉายเถอะ! เพราะเชื่อในพลังของคอหนังนอกกระแสในเชียงใหม่ว่ามีมากพอ แถมยังสามารถเก็บเป็น record ของกลุ่มและเก็บเป็นความทรงจำดีๆ ได้ด้วยว่า ครั้งหนึ่งเราเคยมีส่วนร่วมในการฉาย Roma ที่เชียงใหม่

 

ขั้นที่ 2 : เจรจากับโรงหนัง …และทบทวนความทรงจำที่มีต่อ วิสต้า กาดสวนแก้ว

ผมขอให้น้องที่รู้จักซึ่งมักจะจัดงานละครเวทีที่กาดเธียเตอร์ (โรงละครที่อยู่ติดกับโรงหนัง) อยู่บ่อยๆ ช่วยติดต่อกับผู้จัดการโรงให้หน่อย จนนำไปสู่การนัดคุยกัน ซึ่งทางผู้จัดการโรงก็ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี โดยบอกให้เรากำหนดวันเวลาฉายมาได้เลย แล้วทางโรงจะช่วยดูแลเกี่ยวกับ DCP และการฉายหนังให้

ด้วยความที่ไม่แน่ใจว่าผู้ชมจะมาเยอะไหม ผมจึงเลือกเช่าโรง 7 ซึ่งเป็นโรงเล็กที่สุด 93 ที่นั่ง และเลือกวันฉายเป็นวันพฤหัสที่ 20 ธันวาคม ซึ่งถือเป็นไฟต์บังคับ เพราะมันเป็นวันที่มีอีเว้นต์อื่นๆ มาชนน้อยที่สุดแล้วในช่วงนั้น (ช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายของปี มีอีเว้นต์ชนกัน 2-3 งานทุกวัน รวมถึงงานใหญ่อย่างเทศกาลหนังยุโรปด้วย)

ขั้นตอนการติดต่อโรงหนังไม่ได้มีรายละเอียดซับซ้อน ซึ่งสิ่งที่ผมต้องการจะเขียนถึงในบทความส่วนนี้ก็คือความทรงจำที่มี่ต่อโรงหนังแห่งนี้มากกว่า

หลังจากเจรจากับผู้จัดการเสร็จ ผมก็เดินสำรวจด้านหน้าโรงและซื้อตั๋วเข้าไปดูหนังในโรง (ซึ่งคุณภาพโรงยังคงดีเยี่ยมและไม่เก่าอย่างที่คิดไว้ตอนแรก) พร้อมคิดทบทวนว่าผมดูหนังที่นี่ครั้งสุดท้ายเมื่อไร คำตอบก็คือ The Handmaiden (2016, ปักชานวุก) เมื่อเกือบ 3 ปีที่แล้ว ซึ่งถือว่าน่าตกใจเมื่อคิดว่ามันเป็นโรงหนังที่อยู่ใกล้บ้านผมที่สุด และเคยเป็นที่ดูหนังประจำของผมเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน แถมโรงยังมีข้อดีเหนือกว่าเครือใหญ่หลายอย่างที่ผมชอบ เช่น ราคาที่เป็นมิตรกับกระเป๋า (ราคาตั๋วในปัจจุบันคือ วันธรรมดา 90 บาท สุดสัปดาห์ 110 บาท), เวลาฉายคงที่ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเป็นรายวัน, หนังยืนโรงนานอย่างน้อย 2 สัปดาห์ไม่ถูกถอดง่ายๆ – แต่กลับกลายเป็นว่าผมแทบไม่ได้ดูหนังที่นี่เลย

หลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อโรงหนังวิสต้าแม้แต่คนที่ไม่ได้อยู่เชียงใหม่ ด้วยอายุมากกว่า 25 ปีทำให้มันเป็นโรงหนังซึ่งยังเปิดกิจการอยู่ที่เก่าแก่ที่สุดของเชียงใหม่ วิสต้าตั้งอยู่ชั้น 4 ของเซ็นทรัลกาดสวนแก้ว มีทั้งหมด 7 โรง เจ้าของคือ ธวัทชัย โรจนะโชติกุล (เสี่ยทอมมี่) วิสต้าเคยเป็นโรงหนังยอดนิยมของเชียงใหม่และมีสาขามากมาย (กาดสวนแก้ว, 12 ห้วยแก้ว, ทิพย์เนตร, เจริญเมือง) โดยมิตรสหายของผมบอกว่าเคยดู Jurassic Park (1993, สตีเวน สปีลเบิร์ก) กับ Titanic (1997, เจมส์ แคเมอรอน) ที่โรงนี้ซึ่งคนแน่นจนต้องนั่งเก้าอี้เสริม และในช่วงปี 2000 เขาเคยเข้าร่วมชมรมคนรักหนัง (วิสต้าคลับ) ซึ่งนำหนังดีที่หาดูยากมาฉายให้ดูฟรีๆ โดยมีผู้เข้าร่วมคับคั่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เชียงใหม่มีห้างและโรงหนังใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทำให้ผู้คนเปลี่ยนไปดูหนังที่โรงอื่น ส่วนวิสต้าก็เริ่มปิดตัวทีละสาขาจนเหลือแค่กาดสวนแก้ว ซึ่งตอนนี้มีคนดูน้อยลงอย่างน่าใจหาย

มีหลายคนเชียร์ให้วิสต้าเปลี่ยนไปฉายหนังทางเลือก ซึ่งที่จริงวิสต้าเคยทำมาแล้ว เช่น ในช่วงปี 2010 มีการร่วมมือกับ House เพื่อเอาหนังทางเลือกมาฉาย (ทำให้ผมได้ดู Norwegian Wood, Mary and Max, ไตรภาค The Girl with the Dragon Tattoo ฉบับสวีเดนที่นี่) และในช่วงปี 2016 มีการนำหนังนอกกระแสของ M Pictures มาฉาย (ทำให้ผมได้ดู Café Society, The Handmaiden) เป็นต้น ซึ่งผลตอบรับจากผู้ชมไม่ค่อยดีเท่าไร (แต่ละรอบที่ผมดูมีคนในโรงไม่เคยเกิน 5 คน) ทำให้ผมเริ่มทำใจว่าโอกาสที่จะได้ดูหนังแบบนี้น่าจะเหลืออีกไม่นาน

ซึ่งก็เป็นไปตามคาดนั่นคือหนังทางเลือกค่อยๆ หายไปจากวิสต้า แล้วถูกแทนที่ด้วยหนังไทยหรือหนังต่างชาติพากย์ไทย ข้อดีก็คือ โรงหนังมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้นนั่นคือ ผู้ชมที่ชอบดูหนังพากย์ไทย – ซึ่งเป็นการสร้างความแตกต่างจากโรงอื่นๆ ที่มักจะฉายแบบซาวด์แทร็ค (จากการคุยกับเสี่ยทอมมี่ ทำให้ได้ทราบว่าลูกค้าหลักอีกกลุ่มในตอนนี้ก็คือ คนไทใหญ่ ที่ชอบดูหนังแนวนี้) แต่ก็ทำให้คนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายอย่างผมค่อยๆ ห่างหายไป

การฉาย Roma โรงวิสต้าในครั้งนี้จึงถือเป็นเรื่องเหมาะสมเพราะหนังมีลักษณะของการพูดถึงความทรงจำในอดีต (แถมซีนสำคัญในหนังยังเกิดขึ้นในโรงหนังเก่าอีกด้วย) ซึ่งจากการคุยกับผู้ชมในวันฉาย ทำให้ผมพบว่า มีอดีตแฟนวิสต้าที่ไม่ได้ดูหนังที่นี่มา 3-4 ปีเช่นเดียวกับผม และมีเด็กวัยรุ่นบางคนบอกว่าไม่เคยดูหนังที่นี่มาก่อนเลย ซึ่งผมรู้สึกยินดีที่งานฉายหนังครั้งนี้เป็นการดึงคนรักหนังให้กลับมาสู่โรงหนังเก่าแก่แห่งนี้อีกครั้ง

ขั้นที่ 3 : การดำเนินงานที่ต้องแข่งกับเวลา

หลังเสร็จสิ้นการเจรจากับโรงหนังและเจ้าของลิขสิทธิ์หนัง ผมก็คิดในแง่ดีว่าขั้นตอนหลังจากนั้นน่าจะสบายขึ้นแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าเหนื่อยและลุ้นระทึกไม่แพ้กัน

หนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญคือการขายตั๋วซึ่งเราไม่สามารถฝากให้โรงหนังขายในระบบได้ โดยเราได้ติดต่อให้ร้านขนมปัง Flour Flour ช่วยขายตั๋วให้ ซึ่งเจ้าของร้านที่เป็นคนรักหนังเช่นกัน โดยเราเลือกทำตั๋วให้เป็นเหมือนที่คั่นหนังสือเพื่อให้มันเป็นของที่ระลึกซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ อีกทั้งภาพของตั๋วที่ออกมายังดูดีซึ่งน่าจะทำให้มีผู้ชมถ่ายรูป/โพสต์/แชร์ในโซเชียลเน็ตเวิร์คหลายคน ถือเป็นการช่วยโปรโมตอย่างดี

อีกขั้นตอนที่สำคัญก็คือการโปรโมต ซึ่งต้องพึ่งพาโซเชียลเน็ทเวิร์คเป็นหลักเพราะเราไม่มีงบจ้างสื่อหรือซื้อโฆษณา ซึ่งโมเดลที่เราใช้เป็นแม่แบบก็คือ Documentary Club ที่เน้นการโปรโมตผ่านการโพสต์รูปและบทความที่เน้นข้อมูล ซึ่งเรามองว่าเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดี นอกจากนั้น ยังมีการโพสต์สองภาษาเป็นไทย-อังกฤษเพราะเราต้องการเจาะกลุ่มเป้าหมายชาวต่างชาติ – ซึ่งก็มากันเยอะตามที่คาดไว้ (เอาเข้าจริงสิ่งที่เราเตรียมไว้ก็ไม่ค่อยได้โพสต์เพราะตั๋วเต็มเสียก่อน)

ขั้นตอนต่อมาคือการกำหนดวันฉาย ซึ่งตอนแรกเรามีเป้าหมายว่า ‘พยายามฉายให้เร็วที่สุด’ โดยวางวันฉายไว้เป็น 20 ธันวาคม 2018 เพราะกลัวว่าถ้าฉายช้าเดี๋ยวคนจะแห่กันไปดูใน Netflix กันหมด ทำให้เราทำงานแข่งกับเวลาอย่างมาก แต่สุดท้ายเราก็กลับมาคิดใหม่ว่ารูปแบบการฉายรอบเดียวของเราไม่เหมาะกับอะไรที่มันเร่งๆ แบบนี้ เพราะเราควรมีเวลาให้กับการประชาสัมพันธ์, การกระจายข่าว, การขายตั๋ว และการดำเนินงานอื่นๆ ด้วย เปรียบเหมือนปืนของเรามีกระสุนแค่นัดเดียว ต้องใช้เวลาเล็งนานๆ ไม่ใช่รีบยิงรีบไป

เราจึงวางแผนใหม่ว่าในเมื่อเน้นเร็วไม่ได้ เราก็เลื่อนให้ช้าสุดๆ แทนไปเลย (ซึ่งลงเอยที่ 4 มกราคม 2019) แล้วเปลี่ยนแผนโปรโมตเป็น ‘นี่คือประสบการณ์พิเศษที่ต้องรับชมในโรงภาพยนตร์เท่านั้น’ เพื่อดึงดูดผู้ชมที่ดูหนังจาก Netflix แล้วให้มาดูที่โรงด้วย ซึ่งนี่ทำให้สิ่งที่ผมเคยมองว่าเป็นจุดเสียเปรียบอย่างการฉายช้ากลับกลายเป็นได้เปรียบขึ้นมา เพราะยิ่งเวลาผ่านไป กระแสและเสียงชื่นชมแบบปากต่อปากก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเกือบทุกเสียงล้วนบอกว่ามันเป็นหนังที่ต้องดูในโรงเท่านั้น – ซึ่งกระแสนี้ยังไม่เกิดขึ้นหากเราฉายหนังเรื่องนี้หลัง Netflix ไม่กี่วัน

คิดไปคิดมาก็ตลกดี เพราะ Netflix เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อ disrupt รูปแบบการดูหนังแบบเดิมๆ แต่สุดท้ายเราก็โปรโมตงานฉายหนังเรื่องนี้ด้วยการบอกว่า ‘มันเป็นประสบการณ์ที่ต้องดูในโรงเท่านั้น’ ตามรูปแบบการดูหนังแบบเก่าๆ เสียอย่างนั้น

ผลตอบรับ

ผลลัพธ์ที่ออกมาถือว่าน่าพอใจเพราะบัตรขายเต็มทุกที่นั่ง (จนมานึกเสียดายว่าน่าจะเช่าโรงใหญ่กว่านี้) มีผู้ชมบางคนบอกว่าเขาขับรถมาเกือบ 100 กิโลเมตรเพื่อมาดูหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ บางคนเดินมาให้กำลังใจแล้วบอกว่าขอให้จัดงานแบบนี้บ่อยๆ ซึ่งทำให้ผมอดคิดถึงประโยคคลาสสิกในหนังอย่าง Field of Dreams (1989, ฟิล อัลเดน โรบินสัน) ที่ว่า “If you build it, they will come” ไม่ได้

ซึ่งพอได้ดู Roma ในโรงแล้วก็พบว่าให้ความรู้สึกแตกต่างจากตอนดูที่บ้านอย่างมาก ด้วยความที่ภาพในหนังนั้นเป็นภาพแบบลองช็อตที่เต็มไปด้วยรายละเอียดซึ่งแสดงพลังให้เห็นเต็มที่ได้บนจอใหญ่ บวกกับเสียงบรรยากาศที่มีการเล่นกับลำโพงซ้ายขวาหน้าหลัง ทำให้คำกล่าวที่ว่าหนังเรื่องนี้ต้องดูในโรงเท่านั้นไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริง

หลังหนังจบมีผู้ชมต่างชาติมาบ่นกับผมว่า “หนังดีๆ แบบนี้ ทำไมถึงได้จัดฉายแค่รอบเดียวในโรงขนาดเล็ก แทนที่จะได้ฉายเป็นโปรแกรมประจำแบบในโรงที่กทม.หรือในประเทศอื่นๆ” และมีผู้ชมบางคนถามว่า “ทำไมผู้ชมธรรมดาๆ ถึงต้องทำหน้าที่จัดฉายหนังแทนที่จะเป็นเจ้าของโรง เจ้าของหนัง หรือหน่วยงานใหญ่ๆ” ซึ่งผมก็ได้แต่ร้องเพลง “The answer, my friend, is blowin’ in the wind” ตอบกลับไป แต่ผมก็เชื่อว่าหากเราแสดงพลังของกลุ่มคนชอบดูหนังแบบนี้เยอะมากพอ ในอนาคตเราอาจจะเห็นโรงหนังทางเลือกที่มีคนดูคับคั่งอย่าง Broadway Cinematheque (แบบที่ฮ่องกง) หรือ Spot Film House (แบบที่ไต้หวัน) เกิดขึ้นในไทยก็ได้

 

หมายเหตุ : ภายหลังทางกลุ่ม ‘ชาวเชียงใหม่ต้องการดูหนังเรื่องนี้’ ได้ทำการฉาย Roma อีกรอบ ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2019 (หลังประกาศผลออสการ์ 1 วัน) ซึ่งได้ผลตอบรับเป็นอย่างดีเช่นกัน