App War แอปชนแอป BNK48 BNK48: Girls Don’t Cry Homestay Where We Belong คงเดช จาตุรันต์รัศมี นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ ยรรยง คุรุอังกูร อร พัศชนันท์ เจียจิรโชติ เฌอปราง อารีย์กุล

BNK48 : ‘วาระเสี่ยงทาย’ ระหว่างแบรนด์ดังกับหนังไทย 2018

Home / bioscope / BNK48 : ‘วาระเสี่ยงทาย’ ระหว่างแบรนด์ดังกับหนังไทย 2018

โดย คุณากร วิสาลสกล

 

กระแสความโด่งดังของวง BNK48 ไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปในสถานะน้องสาวของวงต้นสังกัดจากญี่ปุ่นอย่าง AKB48 ได้ขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังความสำเร็จของเพลง ‘Koisuru Fortune Cookie คุกกี้เสี่ยงทาย’ ความสดใสน่ารักของสมาชิกแต่ละคน ได้สร้างฐานแฟนคลับที่ทวีจำนวนอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่งอย่างที่เราไม่ได้เห็นในวงการเพลงไทยมานานหลายปี ทำให้จากวงที่มีผู้ให้ความสนใจแบบเฉพาะกลุ่มเมื่อปี 2560 ได้กลายเป็นขวัญใจของมหาชนในปีถัดมา ซึ่งควรค่าแก่การบันทึกไว้ว่า BNK48 คือหนึ่งในปรากฏารณ์ทางวัฒนธรรมป๊อปอันสำคัญของไทยในปี 2561
เพราะนอกจากหน้าที่หลักในอุตสาหกรรมเพลงและการเป็นไอดอลอย่างการออกคอนเสิร์ต/พบปะแฟนคลับแล้ว BNK48 ได้ขยับขยายที่ทางในแวดวงอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา ฟุตบอล รถแข่ง และภาพยนตร์ไทย ซึ่งในการเข้ามาของพวกเธอนั้น ก็ได้นำเอาชื่อเสียง ฐานแฟน และสถานะของความเป็นไอดอลที่อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยสำหรับสังคมไทยพ่วงมาด้วย
ในโอกาสนี้ เราจึงได้ชวนผู้กำกับ 4 ท่านที่ได้ร่วมงานกับ BNK48 โดยตรงตลอดปี 2561 -ทั้งที่ได้ออกฉายแล้วและกำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำ- มาพูดคุยถึงปรากฏการณ์ดังกล่าว ในฐานะคนทำหนังไทยที่เปรียบเสมือนทัพหน้าโอบรับวัตถุดิบอันแปลกใหม่นี้ให้เข้ามามีส่วนร่วมในผลงาน อันประกอบด้วย นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับ BNK48: Girls Don’t Cry, ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ ผู้กำกับ ‘โฮมสเตย์, ยรรยง คุรุอังกูร ผู้กำกับภาพยนตร์ ‘App War แอปชนแอป’ และ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับ Where We Belong

นวพล (ซ้าย)
มองบรรยากาศของปรากฏการณ์นี้ว่าอย่างไรบ้าง

นวพล : เราคิดว่ารูปแบบประมาณนี้มันมีอยู่ทุกปี เพียงแต่ว่า BNK48 เขามาใหญ่กว่าเพื่อน ด้วยหลายๆ ปัจจัย ที่สำคัญก็คือเขาใหม่มาก แล้วใหม่โดยที่ไม่ได้มีการปรับตัวเองเข้ากับสังคมไทยมากเท่าไหร่ด้วย คือเขามีคอสตูมแบบนี้ เต้นแบบนี้ ไม่ได้มีการแบบว่า มา…ซิงเกิ้ลหน้าเรามาร้องเพลงไทยที่แต่งใหม่กัน แต่เขาก็ใช้เพลงญี่ปุ่น แล้วเอามาใส่เนื้อไทยเฉยๆ แต่ก็ด้วยเพลงนี่แหละที่มันทำงาน เราว่าเรื่องของความเป็นกรุ๊ป ในช่วงเวลาก่อน ‘คุกกี้เสี่ยงทาย’ ก็จะได้อยู่บางคน ตอนนั้นดูเหมือนจะเฉพาะกลุ่ม สุดท้ายก็กลายเป็นตลาดกว้างได้ แต่ถามว่าเขาสามารถพลิกอะไรได้ขนาดนั้นมั้ย เราว่ายังครับ ปรากฏการณ์คือต้องพลิกทั้งแผ่น พลิกแบบทุกคนหันมาทำตามกันหมดเลย คือมันแมสส์ในออนไลน์ไม่ได้แปลว่ามันจะแมสส์ในทุกพื้นที่ อาจจะได้แค่ในระดับคนเมือง แบบที่เราเห็น BNK48 อยู่ทุกที่ใน กทม. แต่ข้างนอกก็อาจจะยัง บางจังหวัดก็อาจจะต้องไปต่อ ซึ่งเราว่าตัวคนที่ทำงานอยู่กับวง เขาก็รู้จุดนี้ดีอยู่แล้ว แล้วเขาก็พยายามทำให้มันกว้างขึ้นกว่าเดิมอยู่นะ

ภาคภูมิ : ผมว่าปีที่แล้ว (2561) บรรดาค่ายเพลงหรือใครที่ปลุกปั้นศิลปินอยู่ น่าจะต้องอิจฉา BNK48 มากๆ ครับ เพราะนอกจากจะได้กระแสที่ดีแล้ว วิธีการของเขามันยังสามารถนำไปต่อยอดได้อีกเยอะ ซึ่งสร้างมูลค่าได้มหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมในธุรกิจบันเทิงหลากหลายรูปแบบ ทั้งหนัง เพลง โฆษณา ผมว่านอกจากระบบที่เขาคิดมาเป็นอย่างดีแล้ว ตัวสมาชิก BNK48 เอง ในรูปแบบของคนไทยเขาก็มีภาพลักษณ์ที่ดี มีศักยภาพที่จะนำไปต่อยอดได้อย่างเกิดผลจริงๆ ผมว่าปีนี้ (2562) ต่างหากที่จะเป็นการพิสูจน์แล้วว่าความแข็งแกร่งของเขา จะไปต่อในวงการบันเทิงได้จริงๆ รึเปล่า หรือจะเข้าไปมีส่วมร่วมในรูปแบบไหนอีกบ้าง แล้วการเติบโตของสมาชิกแต่ละคนจะเป็นยังไงต่อไป ส่วนตัวก็คิดว่าเขาไปต่อได้อยู่แล้ว น่าจะอีกสักระยะเลยครับ เพียงแต่กราฟมันจะขึ้นหรือลงเท่านั้นเอง ก็ต้องดูกันต่อไปครับ

ภาคภูมิ (ขวา)

ยรรยง : ผมมองว่าวง BNK48 มันเป็นรูปแบบใหม่ๆ ที่เราเพิ่งเห็นในแวดวงธุรกิจเพลง เขาก็เริ่มจากการทำศิลปินของเขาให้มีความสามารถก่อนแล้วตั้งเป็นกรุ๊ป มีกลุ่มแฟนคลับ คล้ายๆ กับว่าเป็นการสร้างโปรดักต์หนึ่งขึ้นมา แล้วเขาก็ต้องต่อยอดว่าจะไปต่อในเอ็นเตอร์เทนเมนต์ทางไหนบ้าง ผมมองว่ารูปแบบนี้ มันน่าสนใจ แต่ในอีกมุม ผมก็มองว่ามันก็อาจจะไม่ต่างกับที่ผ่านๆ มา อย่างสมัย อาร์เอสฟิล์ม ที่นำศิลปินในค่ายมาเล่นหนัง มันก็เป็นอีกหนึ่งช่องทาง ที่ให้เขาได้โปรโมตผลงานของศิลปินเขา เผอิญว่ากลิ่นๆ เหล่านี้ มันหายไปนาน ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้ว่าวง BNK48 เขามีกระแสที่แรงจริง ทำให้ผมมองย้อนกลับไปตอนเด็ก ที่เคยมีศิลปินนักร้องเข้ามาอยู่ในภาพยนตร์มากขึ้น ผมว่ามันก็เป็นเรื่องที่คึกคักดีนะ เรื่องของเพลงก็คือขายเพลงไป เพลงอัลบั้มนี้หมดก็ทำใหม่ ออกคอนเสิร์ต แต่ทีนี้ BNK48 มันมีกิจกรรมหลากหลายมาก แล้วมันน่าสนใจ ตรงที่การจะเข้าถึงตัวศิลปินต้องมีเงื่อนไขมากมาย มันทำให้แฟนคลับไม่เบื่อ แล้วก็ทำให้แบรนด์มันทรงคุณค่า ทีนี้พอต่อไปในอนาคต ถ้ามีหนังหรือซีรีส์ คนทุกคนก็รู้จักเขาหมดแล้ว มันก็จะต่อยอดไปได้ง่าย ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศเอง

คงเดช : เรื่องของ BNK48 เป็นเรื่องปกติในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบันเทิง ที่เวลาอะไรฮิตขึ้นมา ก็จะมีการใช้บริการกัน เพราะถือว่าจะทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้น มีกลุ่มแฟนคลับที่เป็นฐานอยู่แล้ว ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ สิ่งนี้ปรากฏอยู่ในแวดวงบันเทิงไทยตลอดมาครับ จริงๆ มีอีกกระแสที่น่าสนใจมาก ก็คือเรื่องของหนังที่มีความท้องถิ่นสูง อย่างพวกไทบ้าน ที่ก็กลายเป็นกระแสเช่นกันครับ

BNK48: Girls Don’t Cry
เมื่อ BNK48 เข้ามามีส่วนในวงการหนังไทย มันส่งผลต่อทิศทางของคนทำหนังบ้างหรือไม่ หรือคนทำหนังตอบรับกับกระแสนี้อย่างไร

นวพล : มันอยู่ที่คนทำหนังว่าจะทรีตเขาเป็นยังไง หมายถึงว่า สำหรับเรา เรามองเขาเป็นนักแสดงคนนึงอยู่แล้ว สมมติว่าถ้าเราจะใช้งานเขา หรือเรียกเขามาแคสต์ ก็ต้องดูว่าคนนี้เล่นได้รึเปล่า หรือคนนี้เหมาะกับบทรึเปล่า แต่เราจะไม่ได้คิดว่า เราควรจะหนีบ BNK48 เอาไว้สักคนนึง เพื่อจะชูหนังเราหรืออะไร แต่ว่าเอาจริงๆ ปีที่ผ่านมา มันก็เห็นแล้วว่า ตัวนักแสดงเองก็มีผลต่อหนังใน ‘ประมาณนึง’ แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดก็ยังคงเป็นตัวหนังอยู่ดี หมายถึงว่า การเลือกตัวแสดงส่วนนึง แต่ภาพรวมก็อีกส่วนนึงและเป็นส่วนที่ใหญ่กว่า นักแสดงหนึ่งคน ถ้าเขาเหมาะที่จะเล่น ก็ให้เขาเล่น ถ้าเขายังไม่เหมาะก็ยังไม่ต้องเล่น เหมือนเรามองว่า จริงๆ แล้ว ตัวเด็กๆ ก็อยากให้เรามองเขาแบบนั้นเหมือนกันด้วย ไม่ได้ว่าเอาเขามาแปะไว้เฉยๆ
ภาคภูมิ : ผมมองว่าเขาคล้ายๆ ช่วงที่เรามีเวทีอย่าง Academy Fantasia ที่เหมือนเป็นระบบปั้นศิลปิน ให้ขึ้นมาอยู่ในสป็อตไลต์ ผมว่าในไทยมีเด็กเก่งๆ อีกเยอะ กรณีนี้มันก็เป็นเหมือนเวทีที่ทำให้เด็กไทยได้นำเสนอตัวเองว่า เออ ฉันมีบุคลิกแบบนี้ พูด ร้อง เต้นแบบนี้ ทำให้คนทำหนังได้เห็นสิ่งที่เขาทำได้ชัดๆ ไปเลย ถ้าหากเราเห็นเขาแสดงความสามารถแล้วรู้สึกว่า เนี่ย มันคล้ายกับตัวละครที่เราอยากได้ ก็จะรู้ได้เลย ไม่สำคัญว่าจะเคยเล่นหนังมาก่อนรึเปล่า เพราะหนังบางครั้งก็ต้องการความสดใหม่ของนักแสดง อยากได้คนใหม่ๆ BNK48 ก็เหมือนเป็นสนาม เป็นพื้นที่ในการให้เราไปเลือก บางทีอาจดีกว่าให้แคสติ้งไปหา แล้วไม่รู้ว่าเขาทำอะไรได้บ้าง

ยรรยง (ขวา)

ยรรยง : ผมว่าดาราไม่ว่าจะมีชื่อเสียงหรือไม่ พอมาอยู่ในหนังเรา เขาก็ต้องมาเป็นตัวละครของเราให้ได้ อย่างน้อง อร (พัศชนันท์ เจียจิรโชติ) เนี่ย เหมือนกับว่าเราพูดคุยกันเล่นๆ ในทีมงานว่า BNK48 ใครจะเป็นน้อง มาย (ตัวละครใน App War) ให้เราได้บ้าง คุณ วิสูตร พูลวรลักษณ์ (ผู้บริหารค่ายหนัง T Moment) ก็เสนอว่าน้องอรน่าสนใจ ก็เรียกมาแคสต์ ซึ่งก็ไม่คิดว่าเขาจะมาได้นะ เรารู้สึกว่าวงนี้เหมือนมีงานเยอะตลอดเวลา มีอีเว้นต์ตลอด แต่น้องอรก็มา แล้วก็ดูอยากเล่นมากๆ ซึ่งพอแคสต์ เขาก็ใกล้เคียงกับตัวละครของเราจริงๆ กลายเป็นว่า เหมือนเราได้โชคอีกชั้นนึง ได้วงที่อยู่ในกระแสอยู่แล้วด้วย แล้วก็เหมือนได้เรื่องการพีอาร์ขึ้นมา แล้วในฝั่งเราก็ได้ตัวละครที่ตรงใจเราด้วยในเวลาเดียวกัน
ทั้งหมดทั้งมวล ผมไม่รู้สึกว่า ใครจะเข้ามามีอิทธิพลในหนังของเรานะ แต่ในอุตสาหกรรมหนังไทย ผมมองว่ามันคือช่วงเวลานึง อย่างที่บอก มันเกิดขึ้นเหมือนอาร์เอสฟิล์ม ผมรู้สึกแบบนั้น คือนักร้องทุกคนต้องเล่นหนังได้ ซึ่งเขาก็ทำได้ดีกันด้วย เหมือนกับว่า ศิลปินเมื่อก่อนเขาจะมีความสามารถหลากหลาย BNK48 ก็เป็นแบบนั้น เขาผ่านการฝึกมา เขาจะมี EQ ที่ดีมาก มีทัศนคติที่ดี มีวินัยในการทำงานที่เราปรุงแต่งเขานิดๆ หน่อยๆ ก็สามารถใช้งานได้แล้ว คือมันง่ายเรา ว่างั้นเถอะ หรือง่ายๆ ผมมองว่า มันเหมือนที่ GDH เขามีนาดาวครับ เหมือนเป็นการทำงานส่วนนี้ขึ้นมาก่อน

คงเดช : ไม่ได้กระทบทิศทางอะไรครับ ค่ายหนังส่วนใหญ่ยังคงทำหนังตามกระแสที่คิดว่าจะฮิต เห็นอะไรฮิตก็ทำตามกัน และยังเชื่อเรื่องที่ว่ามันจะมีอยู่ไม่กี่แนวที่ทำเงินได้ เพียงแต่ BNK48 เข้ามาเป็นตัวเลือกในเชิงนักแสดงเป็นหลักมากกว่า คือบรรยากาศโดยรวมของวงการ ก็ยังไม่ได้ดีขึ้นมากมายด้วยครับ ค่ายหลักก็ยังคงมีอยู่ค่ายเดียวที่ทำอย่างต่อเนื่องและแข็งแรง แต่จำนวนมันไม่ได้มากพอที่จะทำให้พูดได้เต็มปากว่า วงการกำลังแข็งแรงขึ้น ส่วนของหนังอิสระ คนที่ทำอยู่ก็ยังทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความหลากหลายและทางเลือกให้กับคนดู ต่อให้คนดูน้อยยังไงมันก็จำเป็นต้องมี

App War แอปชนแอป
ความเป็นไอดอลมีเงื่อนไขหรือข้อจำกัดต่อการทำงานแค่ไหน

นวพล : เรื่องการกำกับจริงๆ น้องกำกับเรามากกว่า เขาจะพูดอะไรออกมาหรือไม่ เราต้องปล่อยเขาเลย ในเรื่องของข้อจำกัด จริงๆ คือเขาปล่อยเราเข้าไปเลยนะ เลยไม่รู้สึกมีเงื่อนไขอะไรมากมาย แต่เราว่าข้อจำกัดเรามันคงเป็นเรื่องความสัมพันธ์​มากกว่า หมายความว่า ในเชิงของการทำสารคดี เหมือนเราไม่ได้เข้าไปเห็นเขาตั้งแต่วันที่หนึ่งมันก็จะกลายเป็นว่า ต้องค่อยๆ ทำความรู้จักในระยะเวลาที่จำกัด เราไม่ได้มีเวลาสองหรือสามปีในการทำ จริงๆ ก็ไม่ใช่ข้อจำกัดนะ อาจจะเรียกว่า เป็นสิ่งที่ต้องก้าวข้ามไปให้ได้มากกว่า ในพาร์ตการทำงานของเรา …อย่างผู้กำกับเรื่องอื่นเขาอาจจะใช้น้องแค่คนเดียว ตรงนั้นก็อาจจะได้มีการใช้เวลาในการทำความรู้จักกันมากกว่า หรือเวิร์คช็อปกัน แต่ของเรามันคือสมาชิกทุกคนเลย แล้วทิ้งใครไม่ได้ด้วย ก็ต้องรู้จักให้ครบทุกคน เพื่อทำให้สารคดีมันครบทุกด้าน

ภาคภูมิ : ในเคสผม มันก็จะมีแค่ช่วงแรกๆ ที่ทุกคนคงต้องเจอ แล้วตอนแรกก็ไม่รู้จักเขามากด้วย คือเราต้องจับนักแสดงมาถ่ายรูปคู่กันเพื่อดูส่วนสูงอะไรต่างๆ เจมส์ (ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ) ไปยืนข้าง เฌอปราง (เฌอปราง อารีย์กุล) น้องก็บอกว่ารูปนี้ลงไม่ได้ เราก็งงครับ ไม่เข้าใจว่าทำไม ซึ่งเอาจริงๆ นะ ตัวน้องเองซึ่งตอนนั้นเพิ่งอยู่ในวงได้ไม่นานก็ยังงงๆ กฎอะไรอยู่เหมือนกัน คือน้องรู้กฎแหละครับ แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าขอบเขตไหนได้ไม่ได้ยังไง  ตอนหลังก็มาเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันว่า เออ แบบนี้คือการทำงาน คือลงได้นะ แต่จริงๆ ตอนนั้นผมก็ไม่เข้าใจกฎเหมือนกัน พอเริ่มรู้จัก เริ่มเห็นระบบธุรกิจของเขา เราถึงเริ่มเข้าใจแล้วว่า เออ ระบบธุรกิจเขามันเซ็ตอัพมาแบบนี้ จุดขายต่างๆ ที่เขาทำขึ้นมา บางครั้งกฎก็เพื่อให้การทำงานของเรา หรือของน้องไม่ไปกระทบต่อธุรกิจเขา คือเขาไม่ได้ตั้งมาพร่ำเพรื่อนะ เขามีเหตุผลที่ยอมรับได้มากๆ เลยคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนน่าจะเจอ แต่ในเรื่องของการทำงานระหว่างบริษัท เขาก็ไม่ได้มีเงื่อนไขที่ทำให้รู้สึกว่า ’เยอะ’ หรือ ‘เรื่องมาก’ แม้แต่น้อย คือถ้าให้พูดตามตรงว่าเคยเจอแบบที่เยอะกว่านี้เยอะเลยครับ
ในส่วนของตัวเฌอปรางเองก็เป็นเหมือนเด็กใหม่ที่เพิ่งมาทำงานเลย ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีข้อเรียกร้อง แล้วก็ เขามีใจที่อยากทำงานมากๆ แล้วทางค่ายเขาก็ค่อนข้างให้อิสระในการตัดสินใจเต็มที่ ซึ่งทำให้เราทำงานอย่างราบรื่น ไม่ต้องกังวลอะไร เรื่องการแสดง ผมก็มองว่ามันอยู่ที่ศักยภาพของผมกับน้อง ว่าผมจะเข้าไปทำให้นักแสดงใหม่คนนี้เล่นได้แค่ไหน ส่วนตัวของเขาก็มีความตั้งใจ คือเขาไม่ได้แบบ ฉันมีเวลาแค่นี้นะ เดี๋ยวต้องไปเต้น หรือสัปดาห์นึงฉันมีเวลาให้วันเดียวนะ ไม่เคยมีแบบนั้น เวลาผมเรียกเวิร์คช็อป เขาก็รู้ตัวอยู่เสมอว่าเขาใหม่ เขาก็จะพยายามหาทางมา ทั้งที่บางครั้ง เราก็เห็นว่าเขาติดนั่น ติดนี่ แต่ก็พยายามมา ดึกดื่นก็มา แต่หลังๆ พอเขาดังมากก็ไม่สามารถกลับแบบนั้นได้แล้ว เขาไม่เคยทำให้ตัวเองพิเศษกว่าคนอื่น เป็นเด็กดีคนนึงที่ผมก็ด่า ก็ว่า เขาก็จะรับฟังตลอด

Homestay

ยรรยง : เงื่อนไขเราก็ทำตามเขาไปนะ เช่น ทีมงานจะถ่ายรูปกับน้องอร ก็ได้เหมือนกันครับ แต่น้องอรก็จะขอร้องว่า จะต้องทำตามขั้นตอนบางอย่างของเขาไป ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ เช่น อย่าถูกเนื้อต้องตัว แต่พอเข้าฉาก กอดคอ จับมือ ก็ไม่มีปัญหา เพราะมันคือบทบาท คืองานของเขา หรืออย่างเวลาต้องพาน้องอรไปถ่ายข้างนอก เราก็ต้องให้คนคอยกันๆ ให้น้องอยู่เหมือนกัน จริงๆ มันก็เป็นการ protect หนังเราด้วยแหละ แต่ไม่ค่อยกระทบอะไรมากนะครับ ซึ่งน้องเอง บางทีเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรพวกนี้เหมือนกัน เขาก็มาแบบน่ารักๆ เลย ขยันแล้วก็ตั้งใจทำงาน บางทีเขาก็ลืมไปด้วยซ้ำ ว่าเขาเป็นคนดังอยู่ แล้วก็เป็นคนเฟรนด์ลี่มาก บรรยากาศในกองเลยไม่มีปัญหา เหมือนเขาเป็นน้องเล็กคนนึงของพี่ๆ

เรื่องการแสดง อรเขาเป็นคนที่แสดงแล้วมีเสน่ห์ ด้วยลุคของเขาอยู่แล้วด้วยครับ แล้วเขาก็เป็นคนที่ใช้ลูกเล่นเก่ง เลยไม่ค่อยมีปัญหาเวลาเราเสริม เวลาเราบอก เฮ้ย แซววงตัวเองหน่อย ก็เล่นกัน ออกมาตลกๆ เป็นคนค่อนข้างเปิดรับ อะไรมากไป น้อยไป เราสามารถปรับวาล์วเขาได้เลย อย่างเช่น เอาแบบฟูมฟายเลย หรือพี่ว่าฟูมฟายไม่เวิร์คว่ะ เอาลงมาหน่อยดีมั้ย เขาก็ทำความเข้าใจของเขาได้เร็ว ซึ่งอรก็ถูกส่งไปเวิร์คช็อปอยู่แล้ว ทำให้เขาค่อนข้างมีความสนิทสนมกัน เวลาทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของเขามันก็ง่าย คือเขามีพื้นฐานครับ จริงๆ กับอร จะไม่ค่อยมีปัญหาอะไรเท่าไหร่ ซึ่งมันทำให้ผมมองว่า BNK48 เป็นอีกหนึ่งทางเลือก นอกจาก น้องๆ หรือนักแสดงที่เก่งๆ ทั่วไป ก็เหมือนเรามี BNK48 นี่แหละ ที่เป็นวัตถุดิบที่ดี เพียงแต่ว่าเราอาจจะต้องไม่โฟกัสว่าเขาเป็นไอดอลในการใช้ประโยชน์จากเขา ผมเองก็รู้สึกว่าฟลุ๊คเหมือนกันที่ได้น้องอรมา แต่ก็ไม่ได้มองน้องอรว่าคือ อรอุ๋ง BNK 48 ผมก็มองว่า อรคือตัวละครมายของผมให้ได้

คงเดช : วิธีการโดยรวมไม่แตกต่างจากที่เคยทำครับ เราทรีตน้องๆ เป็นนักแสดง ไม่ใช่ไอดอล น้องๆ มีบทบาทที่ได้รับ เป็นบทบาทที่มีความเป็นมนุษย์สูง  และเราจะต้องรีดเค้นเอาสิ่งที่ดีที่สุดของน้องในเชิงการแสดงออกมา ที่จะมีพิเศษจะเป็นส่วนของการจัดการมากกว่า ที่จะต้องดูแลน้อง ภายใต้กฎต่างๆ ทั้งคนที่มาดูกองถ่าย การถ่ายรูป การให้ความเป็นส่วนตัว การรักษาความลับต่างๆ ที่จะต้องรัดกุมยิ่งขึ้น แล้วเราก็ทำงานกับเขาเหมือนกับนักแสดงหลักทุกคนที่เราเคยทำงานด้วยครับ สำหรับบางคนที่รู้สึกใหม่มากๆ ก็ให้ความสบายใจและให้เขาใช้ธรรมชาติของตัวเองออกมามากที่สุด ที่พิเศษก็คือเราพบว่าน้องๆ ที่เราเลือกมามีพรสวรรค์ มีเสน่ห์และมีธรรมชาติที่ดีมากกว่าที่คาดไว้ ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับเรา

คงเดช
กลุ่มแฟนคลับหรือ ‘โอตะ’ เข้ามามีบทบาทต่อวิธีคิดหรือการทำงานมากน้อยแค่ไหน อย่างไร

นวพล : ไม่มีเลยครับ เราว่าพอมันเป็นสารคดีที่โอเคแล้ว เมื่อมันผ่านยุคสมัยของมันไป สิบปีข้างหน้า คนที่อยู่ในปีนั้นๆ กลับมาดู น่าจะต้องดูสนุก แล้วก็ดูรู้เรื่องได้ด้วย เราเลยรู้สึกว่า เราแคร์กลุ่มผู้ชมซึ่งหมายถึงจะเป็นแฟนคลับหรือไม่เป็นแฟนคลับก็ได้ ตอนเราทำก็อยากให้มันเป็นหนังที่ดี แบบเป็นหนังดี ไม่ใช่หนังแฟนคลับที่ดีะครับ ซึ่งมันอาจจะคนละแบบกัน ถ้าเราอยากทำหนังแฟนคลับที่ดี อาจจะต้องไปอีกทิศทางนึง แต่ทางที่เราเลือก เราว่ามันก็มีความเป็นหนังมากกว่า แต่ก็ต้องยอมรับแน่ๆ ว่า มันจะต้องมีคนไม่ชอบ ซึ่งเราก็โอเค เพราะว่ามันเป็นทางที่เราเลือกไปแล้ว
เออ จริงๆ เราก็ไม่แน่ใจนะว่า ถ้าเกิดจะทำหนังที่มันครอบคลุมได้ทุกมุมเลยจริงๆ มันยังจะเป็นหนังที่ดีรึเปล่า ไม่มีใครรู้ด้วยเรื่องแบบนี้ รู้แต่ว่าเราไม่ได้มีโอกาสที่สองแบบ ขอทำใหม่ ฉายใหม่ เราเลยต้องเลือกทางที่จะทำเอาไว้ตั้งแต่แรก ซึ่งพอมาดูที่ตัวหนังแล้ว จนถึงตอนนี้ สำหรับเรา เรารู้สึกว่าคิดถูกแล้วนะ ที่มาทางนี้ เพราะว่ามันก็ยังได้เดินทางไปฉายที่นู่นที่นี่อยู่เลย ดีแล้วแหละที่ทำแบบนี้ อย่างน้อย มันก็สื่อสารกับผู้คนได้ globally กว่า เรารู้สึกว่า มันเป็นไดเร็กชั่นเรา มันอาจจะไม่ใช่ไดเร็กชั่นที่ดีที่สุด แต่ว่าเป็นไดเร็กชั่นที่เราเลือก

Homestay

ภาคภูมิ : ทีแรกก็มีคนของ GDH ถามทาง พี่ ต้อม – ฐิรัฐ บวรวัฒนะ ผู้บริหาร BNK48 ครับว่า เนี่ย หนังที่จะฉายเป็นแบบนี้ จะมีฉากประมาณนี้นะ จะส่งผลอะไรกับทางวงหรือกับตัวน้องรึเปล่า พี่ต้อมตอบกลับมาว่า “เอาจริงๆ ป่ะ ผมก็ไม่รู้” ในมุมผมเลยมองว่ามันต้องปรับตัวกันหมดเลยครับ ทั้งคนดูทั่วไป แฟนคลับ คนดูที่เป็นแฟนคลับ คือมันต้องมีการปรับตัวระหว่างกันทั้งหมด

อย่างตอนฉายรอบ BNK48 คนดูจะมีพลังในการโฟกัสลงไปในหนังสูงมาก แล้วก็มีปฏิกิริยากับหนังสูงเกินกว่าคนดูทั่วไป เช่น มุกตลกก็จะตลกกว่า ตื่นเต้นก็จะตื่นเต้นกว่า ทุกอย่างเหมือนเขาเอาใจลงไปในการดูหนังอย่างเต็มที่ มันไม่ได้แค่ว่า เออ ไปดูหนังกันสักเรื่อง แต่เขามาดูเพราะว่ามันเป็นหนังของคนที่เขาชอบ แต่รอบทั่วไปก็จะปกติ เงียบๆ ซึ่งคนรอบปกติบางคนก็อาจจะรู้สึกว่าแปลกๆ เวลาเห็นแฟนคลับ บางคนอาจรู้สึกว่านี่ไม่ใช่พาร์ตของเขา มันก็เกิดเป็นความเข้าใจได้หลายแบบ เช่น มาดูเพราะเฌอปรางเล่น กับไม่มาดูเพราะเฌอปรางเล่น แล้วยังแตกเป็นกลุ่มความคิดที่มีต่อหนังย่อยๆ ลงไปอีกหลายแบบมาก ซึ่งมันทำให้เราไม่รู้ว่า จริงๆ แล้ว หนังมันได้รับหรือไม่ได้รับความสนใจจากอะไรกันแน่ แต่เราก็ไม่ได้มองว่ากลุ่มไหนคิดถูกหรือผิด มันเป็นเรื่องที่เราเองก็ต้องปรับตัว ค่ายหนังเองก็ต้องปรับตัว ว่าถ้าจะมีตัวแสดงจากค่ายนี้มาเล่น เราจะดีลกับเขาและกับวิธีการตัวเองยังไง เพราะเขาเป็นคนมีชื่อเสียงมาก มีคนสนใจมาก เหมือนพอเป็น BNK48 ปุ๊บ ก็รู้ได้เลยว่าเขามีกองทัพคอยหนุนอยู่ คอยให้ความสนใจอย่างสูงอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ว่าจะดีลยังไงต่อไปครับ

ผมหวังว่า ทางที่เราเลือกทำ มันจะเป็นการทดลอง ซึ่งเราก็ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ ไม่ว่ามาในรูปแบบไหนมันก็ดีหมดนั่นแหละ แล้ววันนึงข้างหน้าคนก็อาจจะคุ้นกันมากกว่านี้ สมาชิก BNK48 ก็อาจจะอยู่ในหนังอย่างกลมกลืนมากกว่านี้ คนอาจเข้าใจได้ว่า มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไร กลุ่มที่ไม่ดูเพราะ BNK48 ผมเชื่อว่าจะน้อยลง แล้วมองน้องๆ เหล่านี้ว่า เขาก็มีฐานะเป็นนักร้อง นักแสดงคนนึง เรามันเป็นรายแรกๆ ที่ทดลอง เรารู้อยู่แล้วว่ามันจะต้องเกิดอะไรขึ้น แต่มันเกิดขึ้นก็เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อไป เพราะเราเองเป็นคนทำหนังก็อยากได้ทรัพยากรใหม่ๆ ความสามารถใหม่ๆ ตัวน้องเองเขาก็อยากมีเส้นทางในการเติบโตตามเส้นทางความฝันของเขา ผมรู้สึกว่ามันเหมือนช่วยกันมากกว่าครับ การมี BNK48 อยู่กับอุตสาหกรรมบันเทิงบ้านเรามันดีกว่าไม่มีอยู่แล้วครับ

ยรรยง : ส่วนตัวผมไม่รู้สึกนะครับ แต่ผมว่ากับทางทีมโปรโมตอาจจะมีเล็กน้อย ว่าอาจต้องคอยระวังอะไร พอเปิดไลน์อัพนักแสดงขึ้นมา น้องอรจะกระแสแรงมาก เพราะเป็นสมาชิกคนแรกที่จะมีผลงานหนัง มันก็เป็นกระแสตื่นตัวกันมาก จนต้องคอยระวังกันว่า เออ อย่าให้มันเป็นหนังของน้องอรมากไป เพราะว่าทั้งหมดทั้งมวลมันคือ App War มันเป็นหนังของเรา แต่เราก็ห้ามไม่ได้หรอกครับ ที่จะไม่ให้ทางค่าย โปรโมตตัวน้องไปเลย ซึ่งจริงๆ ผมก็มองเป็นข้อดีด้วยซ้ำไป เพียงแต่ว่า สิ่งที่เราทำได้ก็คือการควบคุม ถ้าสังเกตดีๆ ทางเราจะโปรโมตเป็นแพ็คนักแสดง เพราะว่าหนังผม ตั้งใจให้เป็นกลุ่มวัยรุ่น แก๊งสเตอร์ทำธุรกิจอยู่แล้ว เวลาไปขึ้นปก หรือโปรโมตมันก็จะไปกันทั้งเจ็ดคนบ้าง สามคน สี่คนบ้าง แม้ว่าเราห้ามไม่ได้ที่ทุกคนจะพุ่งความสนใจไปที่น้องอร แต่อย่างที่บอกมันเป็นข้อดีนะ เราแค่ต้องคอยควบคุม ก็ต้องยอมรับว่านักแสดงเราใหม่หมด ดังนั้น ก็ไม่รู้จะเอาประเด็นไหนมาเล่นกันดี เราเลือกที่จะเสี่ยงเป็น start up ในเรื่องนี้แต่แรกอยู่แล้ว
พอหนังฉายตอนรอบสื่อ พอมีซีนน้องอร แล้วคนกรี๊ด ก็รู้สึกเหมือนเป็นงานคอนเสิร์ตดีครับ มันก็แค่นั้น แต่รอบอื่นเขาก็ดูกันปกติ เป็นสีสันที่สนุก ซึ่งเอาจริงๆ ผมมองกลุ่มโอตะว่าน่ารักนะ อย่างบางคนก็เข้ามารู้จักผมเลยครับ เข้ามาพูดคุยกัน เขาดูรักตัวเมมเบอร์มากๆ ส่วนเรื่องคอมเมนต์เกี่ยวกับหนัง ผมก็จะไปดูในส่วนของผมที่ผมจะต้องปรับปรุงมากกว่า ส่วนตัวผมมองอรเป็นอรเลยครับ มันเหมือนเราได้น้องมาอีกคน ที่ในอนาคตข้างหน้า ถ้าเรามีอะไรเหมาะกับน้องก็อาจจะได้มาร่วมงานกันอีก

คงเดช : ของผมไม่มีผลอะไรเป็นพิเศษครับ แต่ก็แอบคิดอยู่ตลอดว่า น่าจะมีอะไรที่เหล่าโอตะคาดไม่ถึงว่าจะได้เห็นน้องๆ ในบทบาทแบบนี้อยู่มากทีเดียวสำหรับหนังเรื่องนี้ และคิดว่าน่าจะภูมิใจมากๆ ที่ได้พบว่าน้องๆ เป็นนักแสดงชั้นเยี่ยมมากกว่าครับ