Enemy of the State Will Smith พรบ.ไซเบอร์

‘ไม่ได้ทำผิดแล้วจะกลัวอะไร’ ขอรัฐดูเรื่องส่วนตัวหน่อยได้ไหม…? ใน Enemy of the State

Home / bioscope / ‘ไม่ได้ทำผิดแล้วจะกลัวอะไร’ ขอรัฐดูเรื่องส่วนตัวหน่อยได้ไหม…? ใน Enemy of the State

ภาวะ “รัฐจับตาประชาชน” นี้ ไม่ใช่เพิ่งเป็นพล็อตที่มีเมื่ออินเตอร์เน็ตก่อกำเนิดขึ้นบนโลก หากแต่มันมีตัวตนอยู่ในไอเดียของงานศิลปะหลายแขนง โดยเฉพาะในวรรณกรรมหรือภาพยนตร์ดิสโทเปีย ที่ต่อต้านอำนาจรัฐที่ถูกใช้อย่างไม่โปร่งใส

และประเด็นนี้มันยังถูกขับเน้นเมื่อสังคมเคลื่อนเข้าสู่ยุคปัจเจก เมื่อความเป็นส่วนตัวถูกให้มูลค่าสูงกว่าในอดีต จนการแทรกแซงจากรัฐเพื่อสืบเสาะข้อมูลกลายเป็นเรื่องให้อภัยไม่ได้ หนำซ้ำมันยังสร้างความรู้สึกไม่มั่นคงให้กับประชาชนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แม้บางคนอาจจะตั้งคำถามว่า หากประชาชนไม่มีความผิด ก็ไม่มีความจำเป็นต้องตื่นกลัวกับการสอดส่องของรัฐ (ในนามของการคุ้มครองเพื่อความปลอดภัย) หากแต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ประตูที่เปิดให้รัฐเข้ามาสอดส่องนั้น จะไม่นำพาความโกลาหลมาสู่ชีวิต และสอง -เราไว้ใจรัฐได้ขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อรัฐสามารถใช้อำนาจได้โดยไร้การตรวจสอบเช่นนี้

ประเด็นเหล่านี้ถูกสำรวจและตีแผ่อย่างหนักหน่วงผ่าน Enemy of the State (1998, โทนี สก็อตต์) จากคนเขียนบทมือฉมัง เดวิด มาร์โคนี หนังเล่าเรื่องของการพยายามผ่านกฎหมายที่อนุญาตให้รัฐดักฟังประชาชน แต่ถูกคัดค้านโดย ส.ส. รายหนึ่งจนเขาถูก เรย์โนลด์ส (จอน วอยต์) เจ้าหน้าที่จากสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (NSA) ฆ่าทิ้งเพื่อไม่ให้มาขวางกระบวนการผ่านกฎหมาย แต่อนิจจา มีคนถ่ายเหตุการณ์ที่เขาพยายามอำพรางศพ ส.ส. ไว้ ซึ่งตัวเทปบันทึกภาพตกไปอยู่ในมือของ ดีน (วิลล์ สมิธ) ทนายดวงตกพอดี เขาไม่เพียงแต่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐบุกบ้าน หนำซ้ำยังฝังเครื่องติดตามไว้ในของใช้ส่วนตัว และจับตาดีนทุกฝีก้าวเพื่อดูว่าเขาจะทำอะไรกับเทปบันทึกภาพนั้น… ดีนไม่เพียงแต่ต้องถูกตามล่า หนีตายจากเจ้าหน้าที่รัฐ หากแต่เขายังต้องแสดงจุดยืนให้ทุกคนเห็นว่า กฎหมายที่อนุญาตให้รัฐเข้าถึงเรื่องส่วนตัวของประชาชนนั้นเป็นการละเมิดอย่างโจ่งแจ้งและไม่อาจให้อภัยได้

แน่นอนว่าดีนไม่ได้ทำอะไรผิด เขาแค่ซวยและตกเป็นเหยื่อของการ ‘ป้ายสี’ จากรัฐจนต้องหนีตายสุดชีวิตตลอดทั้งเรื่อง และนี่เองคือแก่นแกนของเรื่องที่แสนจะสอดรับกับโลกปัจจุบัน เมื่อหลายๆ รัฐทั่วโลกพยายามเจาะเข้าไปถึงศูนย์กลางข้อมูลของประชาชน

จุดเริ่มต้นของ Enemy of the State นั้นห่างไกลจากการเป็นพล็อตที่ว่าด้วยเรื่องของรัฐจับตา(และป้ายสี)ประชาชนผ่านโลกไซเบอร์ไปมากโข ลูคัส ฟอสเตอร์ โปรดิวเซอร์หนังมีดำริอยากทำหนังที่ว่าด้วยคนถูกคุกคามจากเทคโนโลยีเท่านั้น หากแต่มาร์โคนีดันเหลือบไปเห็นโปสเตอร์หนัง North by Northwest (1959, อัลเฟร็ด ฮิตช์ค็อค -ชายเคราะห์ร้ายที่ถูกใส่ความจนถูกตำรวจทั้งนิวยอร์คตามล่า) เขาจึงสร้างพล็อตหนังที่ว่าด้วยชายหนุ่ม + เทคโนโลยี + การถูกไล่ล่าจากรัฐไว้ในหัวอย่างคร่าวๆ ก่อนจะออกมาเป็นพล็อตหนังเต็มตัวให้หลัง

“ผมคิดว่าประเด็นนี้มันสำคัญและน่าถูกพูดถึงอย่างมากเลยนะ” มาร์โคนีอธิบาย “คนดูหลายคนไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อองค์กร NSA เพราะงั้นตอนที่ผมบอกว่า NSA สามารถทำอะไรกับเราได้บ้าง พวกเขางี้มองเหมือนผมเพิ่งเดินออกมาจาก UFO หลังถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไปเลย พวกเขาบอกว่า ‘รัฐบาลจะทำแบบนั้นไม่ได้หรอกนะ ทำไม่ได้หรอก’ แต่ผมอ่านรายงานจากคนข้างในองค์กรที่แอบนำข้อมูลเหล่านี้มาเตือนประชาชน (whistle-blowers) มาเยอะมากว่าพวกเขาทำอะไรกันบ้าง อันที่จริงเราก็พอจะรู้เรื่องนี้ตั้งแต่สมัยของ แฟรงค์ เชิร์ช (อดีตวุฒิสภาสหรัฐฯ) แล้วนะ พวกเขาเปิดอ่านจดหมายทุกฉบับที่ถูกส่งไปเยอมนีตะวันออกและตะวันตก คุณพอจะนึกภาพออกไหมว่ามันต้องใช้แรงแค่ไหนกันในการทำเรื่องแบบนี้”

มาร์โคนี

และแม้ว่าไอเดียที่พูดถึงการจับตามองจากรัฐจะไม่ใช่ของใหม่ มันเคยถูกเล่ามาแล้วใน Nineteen Eighty-Four (ไมเคิล เรดฟอร์ด, 1984 -กับสังคมที่ว่าด้วย “พี่เบิ้ม” หรือ Big Brother ที่จับตามองการกระทำของประชาชนทุกระเบียดนิ้ว), Brazil (เทอร์รี กิลเลียม, 1985 -รัฐบาลกลางจะทำอะไรก็ได้กับข้อมูลของประชาชน) หากแต่สิ่งที่ปรากฏใน Enemy of the State ก็ยังดูสดใหม่และทรงพลังแม้ในปัจจุบัน

“สิ่งที่ จอร์จ ออร์เวลล์ (คนเขียนวรรณกรรม 1984) ไม่มีทางเข้าใจแน่ๆ คือประชาชนนั้นพร้อมจะให้พี่เบิ้มจับตาดูพวกเขา หากว่ามันแลกมากับความสะดวกสบายน่ะ” เขาว่า “คุณไปซื้อหน้าจอมาจากร้านเบสต์บาย (ร้านขายอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าชื่อดัง) ที่แนบกล้องตัวจิ๋วไว้ข้างในเพื่อให้คุณสไกป์ได้สะดวก แต่คุณไม่มีทางรู้เลยว่าใครอยู่หลังกล้องตัวนั้นบ้าง ตราบใดก็ตามที่แอพลิเคชั่นเหล่านี้มันยังถูกนำเสนอว่าเป็นเรื่องสนุกๆ ตลกๆ

“มันไม่ได้มี HAL ที่คุกคามคุณด้วยไฟสีแดงดวงนั้นอีกแล้ว มันมีแต่จุดดำๆ บนกล้องที่ทำให้คุณคุยกับเพื่อนได้ทั่วโลก แต่มันก็มีราคาที่ต้องจ่ายเหมือนกัน ในฐานะปัจเจกชน คุณจะใช้เทคโนโลยีนี้แล้วเสี่ยงดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ไม่อย่างนั้นก็ต้องย้ายบ้านไปอยู่ในกระท่อมแล้วปลูกผักกินเอาอย่างเดียว”

Enemy of the State คือรูปธรรมชัดเจนว่า การสอดแนมข้อมูลของประชาชนจากรัฐบาลนั้นเป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างน่ารังเกียจเพียงใด และภายใต้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงของรัฐนั้น สามารถใช้เพื่อแลกกับความเป็นส่วนตัวของประชาชนทั้งประเทศได้จริงหรือ แน่นอนว่านี่เป็นหนังที่ควรจะดูเป็นอย่างยิ่ง-หากเราใช้ชีวิตอยู่ภายใต้รัฐที่มีแนวคิดเดียวกับรัฐบาลในเรื่องนี้