All About My Mother Bad Education Pedro Almod?var Talk to Her Volver

เปโดร อัลโมโดวาร์ ทำหนังน้ำเน่า ซ่องแตกและแหกกระเจิงยังไงให้โลกจำ!

Home / bioscope / เปโดร อัลโมโดวาร์ ทำหนังน้ำเน่า ซ่องแตกและแหกกระเจิงยังไงให้โลกจำ!

สาวสวยในสลัมที่ผัวก็ตกงานและลูกสาวเริ่มจะโต

ชายหนุ่มที่ไม่เคยเผชิญโลกและตกหลุมรักนักเต้นที่ประสบอุบัติเหตุ จนเขาถวายชีวิตคอยดูแลเธออย่างใกล้ชิดโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

หญิงระทมทุกข์พบว่าลูกสาววัยรุ่นที่หายตัวไป ปรากฏตัวอีกครั้งกลางกรุงมาดริด

นักเขียนหนุ่มที่สูญเสียสาวคนรักไปกับอุบัติเหตุทางรถยนต์จนไม่อาจมีใครได้อีก

ก็จริงที่พล็อตเรื่องเหล่านี้ -ที่ว่าด้วยผู้คน ความสัมพันธ์ ความรักและเซ็กซ์- มันแสนจะน้ำเน่าแถมยังถูกเล่าจนเฝือไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งในโลกภาพยนตร์ หากแต่เมื่อมันตกอยู่ในมือการกำกับของ เปโดร อัลโมโดวาร์ คนทำหนังสุดเริ่ดชาวสเปน ไอ้เจ้าความน้ำเน่าเงาจันทร์เหล่านี้ก็กลับกลายเป็นความเลิศสะแมนแตนด้วยรสนิยมและความฉูดฉาดของเจ้าป้าอัลโมโดวาร์ที่เรารักนี่เอง

ก่อนหน้าจะเป็นคนทำหนังรางวัลออสการ์ (Talk to Her, 2002 -รางวัลเขียนบทยอดเยี่ยม) และเข้าชิงรางวัลปาล์มทองจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ถึงห้าครั้ง อัลโมโดวาร์เป็นเด็กชายธรรมดาช่างจินตนาการและชอบเล่าเรื่อง เขาถูกส่งไปอยู่ในโรงเรียนประจำของคาธอลิกแห่งหนึ่งทางสเปนตะวันตก (พ่อคาดหวังว่า วันหนังลูกชายตัวน้อยจะเติบใหญ่เป็น เอ่อ… บาทหลวง) และที่นั่นเอง ที่บ่มเพาะความเฮี้ยนคลั่งของเด็กชายผู้ไม่ประสา ให้เปิดโลกแสนหมิ่นเหม่ทางศีลธรรม และตั้งคำถามกับศาสนา เพศ ตลอดจนเซ็กซ์ในเวลาต่อมา

“ฉันยังจำความหวาดกลัว -หมายถึงกลัวจริงๆ ในเชิงกายภาพเลยนะ!- ตอนต้องเจอบาทหลวงอยู่เลย” อัลโมโดวาร์เล่าอย่างขมขื่น “เราต้องจูบหลังมือของพวกเขาซึ่งฉันว่ามันน่าขยะแขยงมาก แถมหมอนั่นยังก่อเรื่องฉาวด้วยการมีฮาเร็มเด็กผู้ชายอีก 20 คนไว้ด้วย แต่ตอนนี้เขาลาออกไปแล้วล่ะนะ

“บทเรียนที่เราได้รับจากโรงเรียนแคธอลิกมีแต่เรื่องความรู้สึกผิด ความปาปและการลงทัณฑ์แค่นั้นแหละ”

Bad Education

อัลโมโดวาร์ระเบิดความเป็นตัวเองผ่านหนังสั้นเรื่องแรกๆ ในวัย 22 ปีหลังควักเงินซื้อกล้อง Super-8 มาเป็นของตัวเองได้ The Fall of Sodom (1975), Homage (1976), The Star (1977) ล้วนพูดในเรื่องเดียวกันนั่นคือเซ็กซ์! แถมยังเป็นหนังเงียบไม่มีสุ้มไม่มีเสียง “ฉันหอบเอาหนังพวกนี้ไปเปิดกลางปาร์ตี้ในบาร์ก็เลยใส่ซาวด์แทร็คลงไปไม่ได้เพราะมันทำยากมาก” อัลโมโดวาร์กล่าว และเพื่อจะแก้ปัญหานี้ เขาเลยพกเทปคาสเซ็ตซึ่งบันทึกซาวด์แทร็ก บทสนทนาของตัวละครและเสียงต่างๆ ในหนังไปด้วย เพื่อจะได้เปิดมันไปพร้อมกับหนัง และนี่เองที่ส่งให้เขากลายเป็นที่รู้จักแทบจะในข้ามคืน และหลังจากง่วนอยู่กับการทำหนังสั้นได้สี่ปี อัลโมโดวาร์ก็ระเบิดฟอร์มหนังยาวเรื่องแรกของเขาที่ตั้งชื่อได้เสียวสะท้านอย่าง Folle… folle… fólleme Tim! หรือ Fuck… Fuck… Fuck Me, Tim! (1978) เล่าเรื่องของสาวธรรมดาๆ ที่มีแฟนหนุ่มเป็นนักดนตรีตาบอด ที่วันดีคืนดี เขากลับโด่งดังขณะที่เธอนั้นกลายเป็นฝ่ายตาบอดแทน! หนังเพียบไปด้วยความเซอร์แตกอันในเวลาต่อมาจะกลายเป็นลายเซ็นของอัลโมโดวาร์ ทั้งสีสันฉูดฉาดตาแทบบอด ฉากน้ำเน่าฟูมฟายที่ละสายตาไม่ได้ ตลอดจนไดอะล็อกเชือกเฉือนสภาพบ้านเมือง

“สีแดงเป็นสีที่อยู่ในหนังของฉันเสมอแหละจ้ะ ฉันทำแต่หนังที่มีสีสันสดๆ และใช้สีพวกนี้กระตุ้นอารมณ์อย่างหลากหลายตามแต่วัฒนธรรม” อัลโมโดวาร์สาธยาย “อย่างในสเปน สีแดงหมายถึงความเกลียดชัง ความรักและเปลวเพลิง แต่ถ้าในญี่ปุ่นมันหมายถึงความตาย มันก็เลยเป็นสีสันของมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง

“หลังจากทำหนังมาสักพัก ฉันนึกอะไรเกี่ยวกับแม่ขึ้นมาได้อย่างนึง แม่แต่งกายในชุดไว้ทุกข์อยู่ 35 ปี รวมถึงเวลาที่แม่ให้กำเนิดฉันด้วย นั่นคือนับตั้งแต่ที่แม่อายุได้สามขวบเมื่อคุณตาจากไป แม่ก็แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำมาโดยตลอด”

Julieta
Talk to Her
All About My Mother

เป็นที่รู้กันว่าอัลโมโดวาร์ทำหนังที่สร้างร้อยขึ้นมาจากชีวิตจริงของเขา หากแต่มันก็ไม่ได้รับการบอกเล่าอย่างตรงไปตรงมาเพราะด้วยวิธีการนั้น ผู้กำกับชาวสเปนมองว่ามันแสนจะไร้รสนิยมสิ้นดี! “นี่นะ หนังฉันทุกเรื่องน่ะมันมีเหลี่ยมมุมจากชีวิตฉันทั้งนั้นแหละจ้ะ แค่เล่าแบบอ้อมๆ ผ่านตัวละครบางตัวเท่านั้นเอง ที่จริงแล้วฉันอยู่เบื้องหลังทุกๆ อย่างเลยเพราะไม่เคยพูดเรื่องของตัวเองด้วยตัวเองตรงๆ สักที ก็คือว่าบางอย่างในเนื้อตัวฉัน -อาจจะเป็นการไม่ถูกจริตกับการต้องแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง- ห้ามฉันไม่ให้ทำโปรเจ็กต์อะไรก็ตามที่พูดเรื่องของตัวเองอย่างชัดแจ้งเกินไปน่ะ” นั่นเป็นเหตุผลให้การเขียนบท Bad Education (2004) -หนังที่ว่าด้วยเด็กชายในโรงเรียนประจำถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยบาทหลวง- ต้องใช้เวลาเคี่ยวกรำนานถึงสิบปี “ที่ต้องใช้เวลาทำเรื่องนี้ถึงสิบปี ก็เพราะมันเป็นเรื่องจากชีวิตส่วนตัวของฉันไง มันต้องใช้เวลาในการลบตัวตนของฉันออกจากเรื่องนะจ๊ะ ฉะนั้น มันจึงไม่ใช่ตัวฉันอีกต่อไปแล้ว ฉันเปลี่ยนโทนในการเล่าเรื่องโดยเหลือไว้แค่เพียงสถานการณ์หลักๆ ในหนังที่ยังเหมือนเดิม”

ทั้งหมดนี้สะท้อนอยู่ในหนังลำดับถัดมาของเขา ที่กระเพื่อมวงการทำหนังด้วยการที่มันทั้งฉูดฉาด แสบสัน ทั้งยังหมิ่นเหม่ในเชิงศีลธรรมสุดขีด ทั้งจาก All About My Mother (1999) ชำแหละบาดแผลและความสัมพันธ์ระหว่างแม่-ลูกที่แสนจะเจ็บปวดและคลุมเครือ มากไปกว่านั้นมันยังวิพากษ์และให้คำจำกัดความของ ‘ความเป็นแม่’ ขึ้นมาอย่างดุเดือดและจัดจ้าน มนุษย์แม่ในหนังของอัลโมโดวาร์จึงหลากหลาย พวกหล่อนจึงทั้งถูกตราหน้าว่าเป็นหญิงขายตัว หญิงสำส่อน ตลอดจนไม่ใช่หญิงแท้!, Talk To Her (2002) ความเปราะบางและอารมณ์อันล้ำลึกของเพศชายที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึงและไม่ได้รับการยอมรับนัก แต่เมื่อมันมาอยู่ในหนังของเจ้าป้า ความสั่นไหวเหล่านี้จึงถูกบอกเล่าในฐานะที่เป็นส่วนประกอบหนึ่งของความเป็นมนุษย์, Bad Education ที่สร้างความตื่นตะลึงครั้งใหญ่เพราะมันเปรียบได้กับหมัดฮุคที่หวดเข้าเบ้าตาของศาสนาซึ่งเป็นภาพแทนแห่งความดีงามทั้งมวล ด้วยการตั้งคำถามถึงการกดทับของอำนาจของเหล่านักบวช และความบิดเบี้ยวของเหล่าเด็กชายที่ถูกล่วงละเมิดอย่างไม่เป็นธรรมในนามของความดีงาม (กรี๊ด!),

Volver

นั่นรวมไปถึงความร้อนแรงจากหนัง ที่แม้มันจะน้ำเน่า เพ้อฝันมากแค่ไหนก็ตาม หากแต่มันก็ชำแหละการเมืองและสภาพสังคมในสเปนแบบสุดตัวเสมอมา ทั้งสลัมเกรอะใน Volver (2006), สังคมทรามและการคุกคามทางเพศระหว่างชาย-ชายใน Bad Education และที่สำคัญคือหนังของเขาแทบทุกเรื่อง มันมักจะว่าด้วยผู้คนที่ใช้ชีวิตอย่างบาดเจ็บและฝันจะมีชีวิตที่ดีกว่า… ซึ่งหาไม่ได้จากสังคมที่พวกเขาอยู่ แถมตัวอัลโมโดวาร์เองยังเคยได้รับผลกระทบจากรัฐบาลเผด็จการ ฟรังซิสโก ฟรันโก ที่มีข้อห้ามหยุมหยิมเกี่ยวกับการทำหนังมากมายเสียจนคนทำหนังในเวลานั้นแทบจะขยับตัวทำอะไรไม่ได้

“เวลาฉันได้ยินใครก็ตามพูดว่า คนในแวดวงศิลปะไม่ควรแสดงความเห็นเรื่องการเมืองนี่ฉันถึงกะหัวร้อนจนตัวสั่นเลยนะ มันหมายความว่าเราไม่มีสิทธิในการแสดงความเห็นเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ในประเทศเหรอวะ” เขาพูดอย่างหงุดหงิด “การชุมนุมทางการเมืองมันควรเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในฐานะพลเมืองด้วยซ้ำ แล้วมันเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงสุขภาพประชาธิปไตยในบ้านนั้นเมืองนั้นด้วยนะจะบอกไว้ให้!”

Broken Embraces

หนังของเขาจึงมักเต็มไปด้วยผู้คนแสนธรรมดา ใช้ชีวิตแสนธรรมดา พวกเขาและพวกเธอต่างเป็นคนหาเช้ากินค่ำ ทะเลาะผัว เบื่อเมีย ลูกก็ยังจะดื้อ หากแต่ก็ยังดิ้นรนมีชีวิตต่อไปวันต่อวัน “ภาพยนตร์คือชีวิตฉันแท้ๆ นี่ไม่ได้พูดในความหมายแบบโลกคู่ขนานอะไรนะ หมายถึงชีวิตจริงๆ นี่แหละ! เพราะบางที ฉันก็แสนจะประทับใจกับชีวิตประจำวันอันเรียบง่ายที่เหมือนจะมอบวันถุดิบให้ฉันเอากลับมาทำหนังเรื่องต่อไปทุกทีสิน่า!”

แต่เนื้อแท้ของชีวิตอัลโมโดวาร์ไม่ได้ฉูดฉาดแบบในหนังของเขา ตรงกันข้าม เขาใช้ชีวิตเรียบง่าย ไร้คนรู้จัก และที่สำคัญคือตัวคนเดียว “เป็นชีวิตไร้สีสันและโดดเดี่ยวกว่าที่เคยเป็นมา” เขาบอก “ก็แหม ถ้าฉันใช้ชีวิตแบบเดียวกับตัวละครในหนังของตัวเอง คงตายไปตั้งแต่ได้ทำหนังเรื่องที่ 16 แล้วมั้งคุณ”

และในปีนี้ อัลโมโดวาร์หวนคืนสู่วงการภาพยนตร์อีกครั้งหลังหายหน้าไปร่วมสี่ปีหลังการกำกับ Julieta (2016) โดยหนังเรื่องล่าสุดของเขาคือ Dolor y gloria หรือ Pain & Glory เล่าเรื่องราวชีวิตของคนทำหนังคนหนึ่ง กับอดีตที่ส่งผลสะเทือนถึงปัจจุบันและไปไกลยันอนาคตของเขา แน่นอนว่ามันเต็มไปด้วยสิ่งละอันพันละน้อยที่มาจากชีวิตส่วนตัวของอัลโมโดวาร์ หากแต่ก็เป็นดังที่เขายืนกรานเสมอมา ว่าการทำหนังสักเรื่องนั้นจะเล่าอย่างทื่อๆ ไม่ได้ เพราะสำหรับเขาแล้วมันช่างไร้รสนิยมสิ้นดี เราจึงอยากจับตาดูว่าหนังเรื่องล่าสุดของเจ้าป้าเรื่องนี้ จะสวิงสวายและฉูดฉาด เปี่ยมไปด้วยจริตจก้านแค่ไหนนะ!