Inhuman Kiss ภัณฑิรา พิพิธยากร สพล อัศวมั่นคง สิทธิศิริ มงคลศิริ แสงกระสือ โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์

โดม – สิทธิศิริ มงคลศิริ : ปีศาจที่เราสร้างและสงครามของคนนอกใน ‘แสงกระสือ’

Home / bioscope / โดม – สิทธิศิริ มงคลศิริ : ปีศาจที่เราสร้างและสงครามของคนนอกใน ‘แสงกระสือ’

เรื่องของหญิงที่ถอดหัวออกจากร่าง ล่องลอยอยู่กลางสีดำของฟ้ายามมืดพร้อมแสงวอมแวมจากหัวใจก้อนเท่ากำปั้นและสำไส้อีกพวง กลายเป็นตำนานกระสือที่อยู่ในความเชื่อและเรื่องเล่าเก่าแก่ของคนไทยมายาวนาน มันได้ก่อร่างสร้างความเชื่อของการหับบานหน้าต่างและประตูให้สนิท เก็บผ้าถุงเข้าบ้านเพื่อกัน ‘มัน’ มาเช็ดคราบเลือดและอาจมที่ปาก ตลอดจนจุดอ่อนอย่างความหวั่นกลัวต่อรั้วหนามไผ่ที่จะเกี่ยวไส้ขาดวิ่นจนกลับคืนร่างเดิมไม่ได้

ลำพังการนึกภาพหัวคนลอยกลางอากาศกับลำไส้ก็เป็นเรื่องยากจะจินตนาการให้มันออกมาดูดีอยู่แล้ว ยังไม่นับการที่มันเป็นผีที่จมปลักอยู่กับสิ่งเน่าเหม็นและซากสัตว์ หากแต่ใน ‘แสงกระสือ’ หนังโรแมนติก-ดราม่าของ โดม – สิทธิศิริ มงคลศิริ กระสือเหล่านี้ได้ถูกตีความใหม่และทรงพลังในระดับที่มันอาจสร้างตำนานอีกบทของการเป็นผี โดยไม่เพียงแต่มองมันในมุมของการเป็นสัตว์ประหลาด หากแต่ยังไปไกลถึงการวิพากษ์สถานะของผีเหล่านี้ด้วย

และถัดจากบรรทัดนี้คือบทสนทนาระหว่างเรากับโดม ผู้กำกับที่ทะเยอทะยานกับการเล่าเรื่องที่อาจมีพลังมากพอเสียจนสร้างหน้าตำนานเรื่องใหม่ของ ‘ผีกระสือ’ ได้ด้วยเช่นกัน

 

กระสือมันมีทั้งความเป็นผู้หญิง ความเป็นคนนอก ไม่เป็นที่รัก เราสร้างความเป็นกระสือขึ้นมาใหม่ยังไงบ้าง

กระสือมันเป็นผีผู้หญิง แล้วส่วนตัวเราชอบความเป็นผู้หญิงบางอย่างเพราะรู้สึกว่ามันมีเสน่ห์ เราอินกับเสน่ห์ของผู้หญิงทั้งความคิด ความซับซ้อน อันที่จริงจุดเริ่มต้นมันอาจมาจากความสนใจตัวละครที่เป็นผู้หญิงก็ได้นะ เวลากำกับหนังเรื่องนี้เราเลยพยายามจะนุ่มนวลกับมัน มันอาจจะมีฉากจูบแต่เราไม่ได้มองมันโดยสายตาผู้ชาย เรากำกับมันในเซนส์แบบผู้หญิงและไม่ได้มองว่ามันหยาบ มันเป็นความงามของวัยรุ่น เราอยากให้หนังของเรามันมีความละมุนหรือมีอารมณ์แบบ sentimental ความอ่อนไหวบางอย่าง

สิ่งที่น่าสนใจคือหนังมันตวัดข้าม genre เยอะมาก มันเป็นหนังดราม่าที่ไปไกลถึงหนังสัตว์ประหลาดอะไรแบบนั้นไปเลยนะ

(หัวเราะ) เรื่องนี้เราเสียวมากเหมือนกันนะ แต่หลักๆ คือเรายึดตัวละครเป็นหลักเลย ไม่มีอะไรมาก คือไม่ว่าหนังมันจะข้ามไปกี่ฌ็อง แกนหลักของหนังคือเราเดินไปตามตัวละครตลอด มันทำสิ่งนี้ไปด้วยความรู้สึกอะไรวะ ทำยังไงวะ แล้วทำไปเพื่ออะไร อันนี้คือสิ่งที่เราคิดไว้หลักๆ ในการกำกับคือยึดแกนเป็นตัวละครไว้

มีหลายฉากเหมือนกันที่รู้สึกว่ามันมีความโบราณ มีกลิ่นอายของการบูชาภาพยนตร์เก่าเหมือนกัน ได้ตั้งใจไว้ไหม

เราโตมากับหนังยุค 80-90 เริ่มอ่าน BIOSCOPE ตั้งแต่ยุคแรกๆ ดูหนังร้านเฟมหรือเช่าร้านพี่แว่น ในหนังเรื่องนี้เราเลยบูชาภาพยนตร์ด้วย เราบูชางาน cinematic ที่ต้องดูในโรงภาพยนตร์

โดยตัวเราเองเราบูชาหนังเก่านะ เรารู้สึว่าเสน่ห์ของหนังเก่าในมุมเรา ในยุคนึงของเราที่เราโตมามันเหมือนกับว่าหนังมันเป็นอะไรก็ได้ ถ้าคุณเบื่อก็หลับแค่นั้นเอง แล้วอีกสิบนาทีก็อาจจะตื่นมาดูใหม่ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นว่าดูแล้วหลับนี่ด่าหนังเลยว่าน่าเบื่อ คืออาจจะง่วงๆ เพลียๆ แล้วหลับในโรงค่อยตื่นมาดูต่อไม่ได้เหรอ (หัวเราะ) แล้วอีกอย่างคือหนังสมัยก่อนมันมีอะไรให้เราดูเต็มไปหมดเลย มันมีความแฟนซีมาก แต่คือถ้าถามว่าเราบูชาอะไร เราว่าเราบูชาหนังเก่ามั้ง

หมายความว่าเชื่อเรื่องแบบที่ทำนองว่าหนังต้องดูในโรงหนังเท่านั้นด้วยหรือเปล่า

มันเป็นความตั้งใจเราที่จะบอกทุกคนว่า เราอยากทำหนังที่เราดูในโรงหนังผ่านงานโครงสร้าง งานภาพหรือเพลง ก็คือทั้งหมดเลย แต่อันที่จริงมันคือเรื่องว่า ตัวเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่แค่นั้นเอง โดยอาชีพเราทำโฆษณาก็ทำด้วยความรู้สึกอีกโหมดนึง โฆษณาที่ทำนี่ก็ฉายทางโทรทัศน์หรือดูผ่านโทรศัพท์อะไรแบบนั้นด้วยนะ แต่ครั้งนี้เรารู้สึกเราอยากทำหนังที่คนดูในโรงแค่นั้น ก็เลยขุดความรู้สึกของเราที่โตมากับหนังเก่าๆ ที่มันต้องดูในโรงหนัง แต่แน่นอนว่าเราไม่ได้มีปัญหากับพวกหนังฉายโทรทัศน์เลย

มีหนังต้นแบบที่เรามีในหัวไว้ตอนกำกับหนังไหม

There Will Be Blood (2007, พอล โธมัส แอนเดอร์สัน) อันนี้เป็นหนังที่อยู่ในใจมาตลอดชีวิตเลย พอมากำกับ ‘แสงกระสือ’ แล้วก็มีหนังเรื่องนี้ของคุณพอลในหัว ถ้าถามจริงๆ เราคิดว่าสิ่งที่เรายึดคือการมองคนด้วยสายตาที่ไม่ตัดสิน แบบที่หนังของพอลเขาจะปล่อยให้ตัวละคร ผู้คนได้แสดงออก ทุกคนมันจะมีแง่มุมของตัวเอง มันดิ้นรนเอาตัวรอด

อย่างหนังเรื่องนี้ของเราตัวละครมันจะคิดเยอะมากๆ แต่เราไม่รู้มันคิดอะไรนะ (หัวเราะ) และไม่อยากเล่ามันโต้งๆ แต่เราอยากถ่ายให้คนดูได้เห็นตัวละคร ตามดูตัวละครตัวนี้ไป คุณไม่เข้าใจพวกเขาก็ได้แต่นั่งดูพวกเขาไปเลย

สังเกตอย่างนึงว่าหนังมันมีความเป็นการเมืองมากเหมือนกัน อย่างบริบทที่เกิดขึ้นขณะที่มีสงครามโลกครั้งที่สอง

เรื่องพวกนี้มันอาจจะอยู่ในตัวเราก็ได้ ในช่วงเวลานั้นมัน chaos นั่นคือระหว่างที่พระนครกำลังเผชิญหน้ากับสงครามโลก ขณะเดียวกันนั้นในชนบทเล็กๆ แห่งนึงมันก็กำลังมีสงครามเล็กๆ เกิดขึ้นเหมือนกัน เป็นสงครามของเด็กหนุ่มสาว สงครามในใจคน อันที่จริงเราอยากให้หนังมีซีนสงครามในพระนครด้วยนะ แต่ทุนไม่เอื้อ แต่เราก็เล่าเรื่องด้วยเสียง ด้วยเนื้อหาตัวละครได้

และนั่นแหละ คือถ้าในกรุงเทพฯ มันมีสงคราม หมู่บ้านเล็กๆ ตรงนี้ก็มีสงครามของมันเหมือนกัน ไอเดียของเราคืออยากให้หนังเรื่องนี้ทั้งเรื่องมันถูกห่อหุ้มไว้ด้วยสงคราม มันจึงมีความวุ่นวาย ความพลัดพราก บ้านเมืองเต็มไปด้วยโจรขโมย อย่างตัวละครน้อยเสียพ่อแม่ไปกับสงคราม กลับมาบ้านก็เจอโจรชุกชุม ไม่รู้ใครเป็นใครบ้าง ในหมู่บ้านก็ไม่มีความไว้ใจกัน และด้วยบริบทนี้มันจึงก่อเป็นพื้นที่ที่เราสามารถสร้างความเซอร์เรียลขึ้นมาได้มั้ง เรารู้สึกว่ายุคนั้นมันเป็นยุคที่มั่วๆ (หัวเราะ) อย่างประวัติศาสตร์เขาก็จะบันทึกไว้ว่ามีสงครามโลกนะ แล้วเราก็รู้สึกว่าถ้าในหมู่บ้านเล็กๆ ไกลออกมาจากพระนคร เขาก็มีสงครามของเขาเหมือนกัน

เราว่าการเมืองมันเป็นเรื่องของคนมีอำนาจ ขณะที่คนตัวเล็กตัวน้อยก็ดิ้นรนกับปัญหาของตัวเองอยู่ พระนครมีทหารญี่ปุ่นบุกเข้ามาก็จริง แต่ถ้าในหมู่บ้านมันมีกระสือมาแดกควายของกู กูก็ต้องล่ากระสือก่อนไง คือมันมีสงครามส่วนตัวอยู่ และเราเองชอบอะไรแบบนี้ เวลาเราอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ เราก็ชอบอ่านเรื่องของคนตัวเล็กๆ ในนั้นนะ

ทีนี้ หนังมันไปไกลมาก มันมีทั้งการทำลาย การล่าแม่มดหรือสถานะความเป็นผู้หญิงแบบนั้นเลย

เราว่า statement นี้มันเป็นเรื่องสากลไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยไหนหรือไม่ว่าจะมีสมการแบบไหน เราเชื่ออย่างนึงว่าจริงๆ แล้วกระสือมันอาจจะเป็นคนธรรมดาที่แปลกๆ ไปจากคนอื่นในชุมชนเท่านั้นเอง มันอาจไม่ได้ถอดหัวอะไรเลยก็ได้ ในมุมของเรา เขาอาจเป็นชาวบ้านที่ไม่ค่อยสุงสิงกับคนอื่นเฉยๆ หรืออาจจะชอบกินอาหารดิบกว่าคนทั่วไปนิดหน่อย (หัวเราะ) แล้วคุณก็โดนชาวบ้านคนอื่นบอกว่ามึงไม่ใช่พวกกู มันจึงเป็นการสร้างปีศาจร่วมกันสักตน ทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นอื่น มันเป็นเรื่องสากลนะและการสร้างความเป็นอื่นนี่มันเป็นเรื่องเหนือกาลเวลามาก (timeless)

เราคิดว่าหนังมันมีความทะเยอทะยานบางอย่างที่น่าชื่นชมนะ คือมันอาจจะสร้างเรื่องเล่าอะไรใหม่ๆ ได้เลย

สิ่งที่เราพยายามจะทำคือ เราพยายามทำหนังที่มันเล่าเรื่องด้วยภาษาภาพยนตร์ มันเป็นเรื่องแค่นั้นเลย แค่รู้สึกอยากทำภาษาภาพยนตร์ที่เราชอบ ทั้งการการเคลื่อนกล้อง การแสดง หรือแม้กระทั่งการออกแบบฉากต่างๆ มันเป็นการเดินทางของเราเหมือนกันนะ ถ้าถามส่วนตัวในฐานะคนทำหนัง เราอยากทำให้ได้ดีกว่านี้ มีบางจุดที่เรายังคิดว่ามันยังได้อีกนิดๆ แต่มันก็หมดเวลาแล้ว

คือถามว่าทุกวันนี้ประสบความสำเร็จหรือยัง ก็ยังหรอก มันเป็นการเดินทาง แต่มันก็คือความทะเยอทะยานของเราน่ะ