I Robot Isaac Asimov Three Laws of Robotics กฎ 3 ข้อของหุ่นยนต์

‘กฎสามข้อของหุ่นยนต์’ ที่ทำให้จักรกลสังหารคนไม่ได้ของ ไอแซ็ค อาซิมอฟ

Home / bioscope / ‘กฎสามข้อของหุ่นยนต์’ ที่ทำให้จักรกลสังหารคนไม่ได้ของ ไอแซ็ค อาซิมอฟ

1.) หุ่นยนต์ไม่อาจทำอันตรายมนุษย์ หรือเมินเฉยเมื่อมนุษย์ตกอยู่ในอันตราย
2.) หุ่นยนต์ต้องเชื่อฟังคำสั่งของมนุษย์ เว้นแต่ว่าคำสั่งนั้นจะขัดแย้งกับกฎข้อแรก
3.) หุ่นยนต์ต้องปกป้องตัวเอง ตราบเท่าที่การปกป้องนั้นไม่ขัดแย้งกับกฎข้อแรกและข้อที่สอง

‘กฎสามข้อของหุ่นยนต์’ อันเลื่องชื่อ ที่ในเวลาต่อมาได้กลายมาเป็นแกนหลักของวรรณกรรมและภาพยนตร์ไซ-ไฟ ถูกระบุไว้ในเรื่องสั้น Runaround งานเขียนตั้งแต่ปี 1942 ของราชาเรื่องสั้นหุ่นยนต์อย่าง ไอแซ็ค อาซิมอฟ และกฎทั้งสามข้อดังกล่าวได้กลายเป็นสิ่งที่อาซิมอฟยึดถือเสมอในวรรณกรรมหุ่นยนต์เรื่องต่อๆ มาของเขา สิ่งที่ทำให้หลายคนให้ความสนใจกฎทั้งสามข้อของอาซิมอฟนั้น คือการที่มันเป็นกฎที่แม้จะครอบคลุมสิทธิของมนุษย์และหุ่นยนต์ หากแต่มันก็เปิดโอกาสให้มีความ ‘ลักลั่น’ ในตัวเองอยู่สูง อันจะเห็นได้จากการที่ภาพยนตร์ I, Robot (2004, อเล็กซ์ โพรยาส) -ซึ่งดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นของอาซิมอฟ- นำประเด็นกฎทั้งสามข้อนี้มาขยี้ด้วยการผูกโยงหุ่นยนต์ตนหนึ่งว่าอาจมีส่วนโยงเข้ากับคดีฆาตกรรม

สิ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านงานเขียนของอาซิมอฟ ที่รังสรรค์จักรวาลในอนาคต ในที่สุดมนุษยชาติก็ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง หากแต่สังคมที่เราอยู่นั้นประกอบไปด้วยเครื่องจักรกลที่กลายมาเป็นกำลังสำคัญและเป็นหน่วยหนึ่งเดียวกับมนุษย์ ชื่อของเขาได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสามนักเขียนไซ-ไฟผู้ยิ่งใหญ่ (Big Three) ร่วมยุคกันกับ โรเบิร์ต เอ ไฮน์ไลน์ (Starship Troopers, Stranger in a Strange Land) กับ อาเธอร์ ซี คลาร์ค (2001: A Space Odyssey, Rendezvous with Rama)

กลับมาที่กฎทั้งสาม อาซิมอฟสนใจจะสร้างมันขึ้นมาก็ตอนที่เขียนเรื่องสั้นในปี 1940 และวาบความคิดเกี่ยวกับอันตรายโดนหุ่นยนต์ขึ้นมา “มันมีพล็อตไซ-ไฟแบบที่เล่าเรื่องว่า หุ่นยนต์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมานั้นลงมือทำลายผู้สร้าง (creators) ความรู้ก็มีอันตรายของมันแต่นี่มันแปลว่าเราต้องถอยหนีจากความรู้อย่างนั้นหรือเปล่า” อาซิมอฟสาธยาย ดังนั้นแล้ว กฎทั้งสามจึงค่อยๆ ถูกรังสรรค์ขึ้นมาอย่างแยบยล มันไม่เพียงแต่เป็นกฎที่พิทักษ์มนุษย์เท่านั้น แต่มันยังปกปักรักษาสิทธิของความเป็นหุ่นยนต์อีกด้วย ซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายมาเป็นกฎที่สะท้อนแนวคิดหลายอย่างของอาซิมอฟ และยังถูกนำไปวิพากษ์ในฐานะของการมอบ ‘สิทธิ’ หรือ ‘Free Will’ ให้แก่สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ หากแต่ก็มีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตนเอง

I, Robot เองจับจ้องไปยังความชุลมุนเมื่อนักวิทยาศาสตร์เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย หากแต่นักสืบ สปูนเนอร์ (วิลล์ สมิธ) กลับพบว่าการตายครั้งนี้เต็มไปด้วยเงื่อนงำน่าสงสัย โดยเฉพาะเมื่อ ซันนี หุ่นยนต์ของผู้ตายได้เข้ามาเกี่ยวข้องต่อคดีนี้ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าหุ่นยนต์ไม่สามารถทำร้ายมนุษย์, ต้องรับฟังมนุษย์ และมีสิทธิปกป้องตัวเองโดยไม่ทำร้ายมนุษย์ด้วยเช่นกัน

ในหนัง ซันนีจึงเป็นหุ่นยนต์เพียงตัวเดียวที่มีลักษณะใกล้เคียงกับมนุษย์ ไม่เพียงแค่รูปลักษณ์ หากแต่มันมี ‘ความฝัน’ และมีเจตจำนงค์อันแน่วแน่เป็นของตัวเอง ซึ่งในสอดรับกันกับทัศนคติของอาซิมอฟที่มองว่า ในอนาคต หุ่นยนต์มีโอกาสที่จะวิวัฒนาการร่วมกันกับมนุษย์… หรือไม่ก็ล้ำหน้ากว่า

“ผมไม่เคยรู้สึกว่าหุ่นยนต์เป็นสัตว์ประหลาดที่พร้อมจะทำลายผู้สร้างหรอกนะ” อาซิมอฟให้สัมภาษณ์ถึงความเชื่อมั่นที่เขามีต่อหุ่นยนต์ ทั้งในแง่วรรณกรรมหรือหากวันหนึ่ง หุ่นยนต์ได้มีบทบาทขึ้นมาจริงๆ ในสังคม “ผมสันนิษฐานว่าคนที่สร้างหุ่นยนต์ขึ้นมาน่าจะเข้าใจเรื่องพวกนี้มากพอจะสร้างความปลอดภัยขึ้นมาพร้อมๆ กันด้วย และหากว่าถึงเวลาจริงๆ เครื่องจักรกลเหล่านี้ก็อาจปราดเปรื่องมากพอจนมาแทนที่มนุษย์อย่างเราได้ และควรจะเป็นเช่นนั้น ที่ผ่านมาก็มีหลายกรณีที่มนุษย์วิวัฒนาการขึ้นมา -หรือแม้แต่ก่อนหน้านั้น- ที่สายพันธุ์หนึ่งได้เข้ามาแทนที่อีกสายพันธุ์หนึ่ง เพราะสายพันธุ์ที่เข้ามาแทนที่นั้นแข็งแกร่ง มีประสิทธิภาพมากกว่าสายพันธุ์ที่จางหายไป

“ผมว่าสายพันธุ์โฮเมเซเปี้ยนไม่ได้มีสิทธิพิเศษใดๆ ในการครอบครองตำแหน่งห่วงโซ่สูงสุดของวิวัฒนาการหรอก ถ้ามีอะไรที่ดีกว่าเราก็ปล่อยให้มันยึดตำแหน่งนั้นไปเถอะ”