Inhuman Kiss พัฒนศักดิ์ วรสายัณห์ ภัณฑิรา พิพิธยากร ภิไธย สมิตสุต สพล อัศวมั่นคง สิทธิศิริ มงคลศิริ แสงกระสือ โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์

งานภาพสวยงามที่สะท้อนโลกอัปลักษณ์ของสัตว์ประหลาดใน ‘แสงกระสือ’

Home / bioscope / งานภาพสวยงามที่สะท้อนโลกอัปลักษณ์ของสัตว์ประหลาดใน ‘แสงกระสือ’

สิ่งที่เราอยากนับให้เป็นหนึ่งในความทะเยอทะยานอันสูงล้ำของทีมงานหนัง ‘แสงกระสือ’ ไม่แพ้การตีความผีกระสือขึ้นมาใหม่ของผู้กำกับ โดม – สิทธิศิริ มงคลศิริ กับมือเขียนบท มะเดี่ยว – ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล งานวิชวลของหนังยังทะยานไปสู่ขีดสุด เวิ้งของทุ่งกว้าง, ทะมึนของป่าที่คุกคามตัวละคนรและคนดู ตลอดจนการใช้ซีจีเพื่อเล่าเรื่องและสร้างกระสือพร้อมดวงไฟวอมแวมในความมืด ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากทีมงานทั้งสองฝ่ายไม่ประสานงานสอดรับกันอย่างลงตัว นั่นคือ ปั๊บ – ภิไธย สมิตสุต ผู้กำกับภาพและ หมูเค็ม – พัฒนศักดิ์ วรสายัณห์ วิชวลเอฟเฟ็กต์ไดเร็กเตอร์

เราอาจต้องเริ่มกันที่งานภาพของภิไธย เขาคือต้นธารของงานภาพอลังการใน ‘แสงกระสือ’ ก่อนหน้านี้เราอาจคุ้นหน้าคุ้นตาผลงานของภิไธยจากซีรีส์ฮิตอย่าง ‘เลือดข้นคนจาง’ และหนัง ‘สยามสแควร์’ (2017, ไพรัช คุ้มวัน) ซึ่งล้วนเป็นงานที่ถ่ายในเมืองใหญ่เป็นหลักเสียจนการบุกป่าฝ่าดงถ่าย ‘แสงกระสือ’ กลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของภิไธย บวกรวมกับที่สิทธิศิริตั้งเป็นหมุดหมายว่า ด้วยบทและงานวิชวลในหนัง จะต้องทำให้คนอยากมาดูหนังในโรงให้ได้ “พี่โดมชวนเรา เขาบอกว่าปั๊บถ่ายหนังกลางคืนสวย เรายังบอกพี่โดมเลยว่าผมเคยถ่ายแต่ในเมืองนะ ไม่เคยถ่ายในป่า” เขาหัวเราะคั่นกลางประโยคอย่างเขินๆ “แล้วในป่ามันไม่มีอะไรเลย เราต้องหาทางสร้างโลกในหนังขึ้นมาเพื่อให้มันเล่าเรื่องให้ได้ แล้วถ่ายแต่ในป่าในทุ่งทั้งนั้น”

 

หากแต่ในความไม่คุ้นชินนั้นมันก็มาพร้อมความท้าทายที่น่าสนใจ บทหนังที่ว่าด้วยผีกระสือในร่างเด็กสาว กับธีมรักสามเส้าอันน่าจับตา กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของภิไธย “ผมกับพี่โดมจะแชร์ไอเดียกันเยอะมาก บางทีนั่งคุยกันเป็นชั่วโมงๆ เราสองคนชอบหนังของ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน เหมือนกัน คือชอบอารมณ์ที่มันเล่าผ่านมาในภาพแม้ว่ามันจะไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจอะไรเป็นชิ้นเป็นอันขนาดนั้นใน ‘แสงกระสือ’ ก็ตาม แต่เราอยากทรีตตัวแสดง อารมณ์แบบที่แอนเดอร์สันทำ

“แล้วงานกำกับภาพเรื่องนี้มันยากหมดเลย เพราะพี่โดม -อันนี้เราต้องให้เครดิตเขาเลย- เขามีเทสในใจอยู่แล้วว่าอยากได้อะไรและเขาจะดันทีมงานทุกคนให้ได้โชว์ของของเราออกมา เหมือนเขารู้แหละว่าเรามีของที่อยู่ลึกกว่านี้ก็พยายามเค้นออกมาให้ได้ เอาจริงๆ มันเป็นงานที่ผมถวายตัวให้เขาประมาณนึงนะ” ภิไธยหัวเราะ และนั่นหมายความถึงการออกแบบภาพที่วิจิตรสุดขีดในหนังที่ว่าด้วยผี สิ่งอัปลักษณ์และคาวเลือด ด้านหนึ่งแล้วมันจึงเป็นการจับคู่กันของขั้วตรงข้ามอย่างความสวยงามกับความเน่าเสีย ซึ่งภิไธยขับเน้นมันด้วยแสงเงาที่จัดอย่างละเมียดละไม

“พี่โดมเขาเน้นมาว่าหนังมันต้องสวยแม้มันจะมีสัตว์ประหลาด แล้วส่วนตัวเราเองก็ชอบเรื่องการจัดแสง ผมชอบเอาสิ่งสวยๆ ไปอยู่กับสิ่งสกปรก มันคอนทราสที่ดีสำหรับงานภาพ อย่างนักแสดงซึ่งเขาสวยหล่อ สวมเสื้อผ้าที่ดูดีกันอยู่แล้ว แต่เราก็จะสร้างโลกที่มันทำร้ายความสวยงามเหล่านี้ของตัวละคร” ภิไธยอธิบาย “คือเราคิดแบบนี้ฮะว่า ตัวละครมันอยู่ในสถานที่ที่มันโหดร้ายจังเลย มันควรจะมีความเศร้าในงานภาพหรือเปล่าเลยพยายามจัดแสงเงาขึ้นมาเพื่อขับให้คนดูเห็นว่า ไม่มีใครเห็นใจตัวละครพวกนี้เลย มันคือการสร้างโลกอีกใบขึ้นมาในหนัง

“แล้วในหนังมันมีหลายเปอร์เซ็นต์มากที่มันเกิดขึ้นจากความบังเอิญ ตัวผมไม่เคยได้ถ่ายอะไรแบบนี้เลย อย่างฉากที่สาย (ภัณฑิรา พิพิธยากร) กับ น้อย (โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์) แอบเดินออกมาจากบ้านด้วยกันกลางดึก ซีนนั้นมันซิลลูเอต (Silhouette) มากนะ ตอนถ่ายก็คิดว่าจะถ่ายยังไงดีนะ แต่พอเห็นสถานที่ เห็นว่าตัวละครอยู่ในป่า เห็นแสงไฟในหนัง เราก็คิดได้ว่าเออ เห็นแค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องไปเห็นสีหน้าของตัวละครเขาหรอก แล้วช็อตพวกนี้แหละที่ส่งให้หนังมันดูแพงขึ้นมาเลย”

และความสำเร็จด้านงานภาพนั้นยังถูกส่งต่อไปยังงานซีจี ที่มีขึ้นมาเพื่อเสริมรับความสมจริงของสิ่งที่เป็นแฟนตาซีในหนัง และพัฒนศักดิ์คือคนที่รับไม้ต่อภารกิจนี้ในนามของออลเทอร์เนท สตูดิโอและฮิวแมน ฟาร์ม วีเอฟเอ็กซ์ สตูดิโอ และงานของพัฒนศักดิ์นั้นไม่เพียงแต่การเติม ‘แสง’ ให้กระสือเท่านั้น แต่มันกินความไกลถึงการออกแบบกระสือใหม่เลยทีเดียว!

“เราคุยกับคุณโดมไม่ต่ำกว่าเจ็ดเดือนในการออกแบบไส้ หัว คอและเส้นผม” พัฒนศักดิ์อธิบาย “แล้วอย่างตอนแรก ก่อนตัวละครสายจะกลายร่างมันก็ต้องมีเส้นเลือดวิ่งขึ้นวิ่งลงที่คอกับหน้าอีก ตอนแรกคิดว่าเป็นเรื่องง่ายนะเพราะใช้เส้นไล่ไปตามหน้าน้องนักแสดง แต่ไปเห็นหน้ากองแล้วไม่ใช่ว่ะ น้องเขาดิ้น แอ็กชั่นเกินลิมิตที่จะทำง่ายๆ เลยต้องสแกนหน้าน้องเป็นสามมิติแล้วเอาไปแทร็คกิ้งในฟุตเตจเอา”

หากแต่หน้าที่สำคัญของพัฒนศักดิ์ที่เดือดไม่แพ้การสร้างตำนานกระสือบทใหม่ของผู้กำกับ นั่นคือการออกแบบผีที่มีแต่หัวกับไส้ขึ้นมาใหม่จนมันได้กลายเป็นผีที่ทั้งน่าสยดสยองขณะเดียวกันก็สวยงาม และ ‘ฟังก์ชั่น’ ได้มากกว่าการมีไส้เพียงอย่างเดียว นั่นคือการเติมรยางค์ที่เปรียบเสมือนแขนและมือของกระสือ

“เราใช้แมงกะพรุนเป็นแรงบันดาลใจ” เขาเฉลย “หนังของเรามันชื่อ ‘แสงกระสือ’ แสงจึงเป็นหัวใจสำคัญ แต่โจทย์ที่ยากที่สุดคือทำยังไงให้มันออกมาสวย รักษาอารมณ์นักแสดงและทำให้ช็อตนั้นออกมาดูดีด้วย แถมตรรกะของพี่โดมคือเขาบอกว่ามันต้องเป็นมอนสเตอร์ที่ไม่พูดนะ แต่แสดงสีหน้ากับอารมณ์ได้ เราจะทำยังไงให้คนดูเข้าใจอารมณ์ของตัวละครนี้เลยต้องตีวิชวลให้แตกว่าตัวละครกำลังสื่ออารมณ์ยังไง นี่ยังดีนะครับที่มอนสเตอร์น้ำตาไหลได้” เขาหัวเราะปิดท้ายประโยค

อย่างไรก็ตาม การดีไซน์นั้นนำมาซึ่งความเวียนหัวอย่างเหลือรับในกระบวนการเบื้องหลังการถ่ายทำ เพราะมันหมายถึงว่าพัฒนศักดิ์และทีมทำซีจีต้องสร้างความเสมือนจริงของกระสือผ่านแสง เส้นผมและรยางค์เหล่านั้น “ผมกระสือในหนังนี่มันพลิ้วมาก เราให้น้องนักแสดงรวบผมแล้วใส่หมวกใส่ชุดดำแล้วค่อยมาแต่งเอาทีหลัง ซึ่งมันไม่ใช่แค่พลิ้วไง แต่ต้องสวย แสดงอารมณ์และไม่บังหน้านักแสดง (หัวเราะ) กระบวนการในการทำผมนี่กินเวลามาก อย่างไส้ก็เหมือนกัน ให้มันพลิ้ว สวยงาม กว่าไส้จะออกมาสวยนี่คนทำไส้แทบแตกเลยฮะ (หัวเราะ)

“แล้วเราต้องคุยกับผู้กำกับภาพว่าจะใช้แสงประมาณไหนดี ถ้าใช้ไฟน้อย หนังมันก็จะมืดแบบมองไม่เห็นเป็นจุดดำไปเลย เราต้องไลต์แสงให้ภาพมีดีเทล อย่างฉากดงว่านกระสือที่เรืองแสงได้นี่  เราวาดฝันไว้สวยมากเพราะทางทีมอาร์ตผลิตต้นไม้ปลอมกับว่านเรืองแสงมาให้ดูสองสามอัน สวยมาก แต่พอไปถึงหน้ากองก็คือมีว่านจำลองให้เห็นอยู่ร้อยต้น แต่ในหนังมันคือเป็นป่านะ (หัวเราะ) ผมต้องทำเพิ่มอีกเกือบพันต้น กลายเป็นงานมหากาพย์ไปเลย”

แต่สิ่งที่พัฒนศักดิ์ออกปากเคล้าเสียงหัวเราะว่าเป็น ‘บิ๊กเซอร์ไพรส์’ คือการจัดการกับร่างไร้หัวของสาย แน่นอนว่าในระยะแรก ทีมงานใช้หุ่นไร้หัวเพื่อความสะดวกในการถ่ายทำ แต่สิ่งที่หุ่นทำไม่ได้นั่นคือน้ำหนักที่ผิดไปจากร่างของมนุษย์จริงๆ “ตอนนั้นก็คิดกันหน้ากองถ่าย คุยกันกับผู้กำกับเกือบชั่วโมงว่าจะยังไงดีวะ ผมเลยบอกว่าถ้าเราทำหนังขนาดนี้ เราในฐานะคนทำซีจีเราว่าไม่เหมือน เราเลยให้น้องดับเบิลสตันต์ที่แสดงแทนน้องมินนี่ใส่โม่งดำครอบหัวแล้วถ่ายฉากที่นักแสดงอีกคนอุ้ม

“ทีนี้ปัญหาคือหัวดำ บังหน้า บังแขนนักแสดงคนที่อุ้มน้อง เราต้องลบหัวดำในป่าที่มีต้นไม้ เติมต้นไม้ขึ้นมา เติมไหล่นักแสดง ซึ่งพอทำเสร็จแล้วเห็นผลงานมันก็ดีใจนะครับ” เขาปิดท้าย ซึ่งวัดจากความลำบากและเรี่ยวแรงของคนทั้งสอง -ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงาน- ใน ‘แสงกระสือ’ แล้ว เราคงพอจะพูดได้ว่า ตัวหนังนั้นได้กลายเป็นผลลัพธ์ของความทะเยอทะยานของคนทำหนังไทยในห้วงเวลาที่ความสดใหม่หาได้ยากในนาทีนี้ และเราหวังว่าการลงแรงของพวกเขาจะออกดอกผลงดงามให้ชื่นใจและคุ้มค่าเหนื่อยในที่สุด