Captain Marvel Crazy Rich Asians Gemma Chan

ปีทองของ เจ็มมา ชาน เมื่อฮอลลีวูดอ้าแขนต้อนรับเธอและความหลากหลาย

Home / bioscope / ปีทองของ เจ็มมา ชาน เมื่อฮอลลีวูดอ้าแขนต้อนรับเธอและความหลากหลาย

ปี 2018 ที่ผ่านมา นักแสดงสาวสายเลือดฮ่องกง-จีน-สก็อตแลนด์อย่าง เจ็มมา ชาน เพิ่งจะถล่มฮอลลีวูดครั้งใหญ่ด้วยการปรากฏตัวในหนังฟอร์มยักษ์อย่าง Crazy Rich Asians, London Fields และ Mary Queen of Scots ตบท้ายด้วยการให้เสียงพากย์ในซีรีส์แอนิเมชั่นน่ารักน่าชังออกฉายในสหราชอาณาจักรอย่าง Watership Down และเปิดประเดิมปี 2019 ด้วยการรับบท มินน์-เออร์วา นักรบสาวชาวครีจาก Captain Marvel

ชานเกิดและโตที่ลอนดอน และเช่นเดียวกับเด็กเชื้อสายเอเชียที่อยู่ในสังคมชาวตะวันตก ชีวิตของเธอไม่ราบรื่นนักเมื่อเธอพบว่าตัวเองหน้าตาผิดแปลกไปจากเพื่อนผิวขาวตาฟ้าในวัยเดียวกัน “ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ฉันไม่เคยมั่นใจกับรูปลักษณ์แบบคนเอเชียของตัวเองเลย พวกเด็กๆ ล้อเลียนว่าตาฉันตี่ ตุ๊กตาบาร์บี้ก็มีผมสีบลอนด์และดวงตาสีฟ้า” เธอระลึกความหลัง “จนฉันจำได้ว่าเฝ้าฝันตลอดที่จะไม่มีรูปร่างหน้าตาแบบที่เป็นอยู่ ตอนนั้นฉันเป็นเด็กหญิงสัญชาติเอเชียคนเดียวในแถบนั้น แต่ตอนนี้ฉันโตแล้วและตระหนักได้ว่า สิ่งที่ทำให้เราต่างจากคนอื่นมันทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นเสมอ”

ช่วงวัยของการเติบโตและค้นหาตัวเองผ่านพ้น ชานเข้าเรียนคณะนิติศาสตร์ในวิทยาลัยวอร์เวลเตอร์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ และหลังจากนั้น -ท่ามกลางเสียงคัดค้านของพ่อผู้เป็นวิศวกรชาวฮ่องกง- ชานเลือกเรียนการแสดงแม้แทบไม่มีประสบการณ์ในด้านนี้เลย

“พ่อเคยบอกว่า มันไม่เกี่ยวหรอกว่าลูกจะหน้าตาดีแค่ไหน แต่หนูเห็นนักแสดงเอเชียในโทรทัศน์กี่ครั้งกันเชียว” เธอเล่า และแน่นอนว่าในเวลานั้นเธอตอบโต้ไม่ได้เนื่องจากก็คิดไม่ออกจริงๆ ว่ามีนักแสดงเอเชียแค่ไหน (อ้าว) แต่ถึงอย่างนั้น ส่วนที่เป็นคนดื้อดึงในตัวของเธอก็ทำให้ชานตอบกลับไปว่า “งั้นหนูนี่แหละจะเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงมันเอง”

และดังที่พ่อเคยเตือนไว้ ชานเจออุปสรรคครั้งใหญ่ตั้งแต่แรกๆ ของการทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ “ตอนฉันจบจากโรงเรียนสอนการแสดง คุณครูคนหนึ่งบอกมาว่า ‘เตรียมตัวเจอเรื่องหนักหนาได้เลย หนังของสหราชอาณาจักรเป็นหนังพีเรียดเสียมาก และคงหาบทบาทที่เหมาะกับเธอยากอยู่’ แล้วแค่ปีแรกๆ หลังเรียนจบ ฉันก็เจอเรื่องแบบที่ครูเตือนไว้จริงๆ นั่นคือแทบไม่ได้โอกาสเข้าไปออดิชั่นบทเลยสักนิด” เธอเล่า ก่อนอธิบายว่าปัญหาที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่เพราะอังกฤษในอดีตมีแต่คนขาว แต่เพราะซีรีส์ที่เคยฉายมานานก่อนหน้านี้ต่างหากที่ทำให้คนดูเชื่อเช่นนั้น จนนายทหารจีนจำนวนกว่า 140,000 นายที่ช่วยอังกฤษรบในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งถูกลบเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักร “ประวัติศาสตร์แบบที่เรารู้นั้นโดยเนื้อแท้แล้วมันไม่ได้ถูกต้องไปเสียทั้งหมดนะคะ” เธอว่า

ทั้งหมดนี้เป็นแรงผลักสำคัญให้เธอค้นคว้าหาความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมและชนกลุ่มน้อยในสหราชอาณาจักร และอาจจะบวกรวมกับความแปลกแยกที่รู้สึกมาตั้งแต่เด็กๆ เมื่อหน้าตาตัวเองไม่เหมือนเพื่อนคนอื่น แรงขับของชานในการจะทะลายกำแพงความแตกต่างของผู้คนจึงทรงพลังและรุนแรงอย่างยิ่ง เธอวิพากษ์ต้นตอของมันตั้งแต่การศึกษาตลอดจนที่มาของการละเลยเรื่องราวของชนชาติอื่นได้เป็นฉากๆ

“ปัญหาใหญ่ๆ ที่เราพบเจอในทุกวันนี้มันว่าด้วยการถูกแบ่งแยก มันมาจากการปลูกฝังผ่านการศึกษา ประวัติศาสตร์ที่เราบอกต่อๆ กัน อย่างเรื่องจักรวรรดิและการล่าอาณานิคม ฉันว่าเราต้องทำความเข้าใจให้ได้ว่าทำไมเราจึงมาอยู่ ณ จุดนี้ หรือสิ่งที่ผลักประเทศให้เป็นอย่างที่เป็นอยู่ เมื่อคนดำถูกไล่ให้กลับบ้าน หรือชนยุควินด์รัช (Windrush generation -กลุ่มผู้อพยพที่เดินทางมาอาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักรช่วงปี 1948-1971) ตอนฉันอยู่ที่โรงเรียน โรงเรียนก็ไม่ได้สอนเรื่องการล่าอาณานิคมของอังกฤษเท่าไหร่เลย คนเหล่านั้นมาอยู่ที่นี่ก็เพราะว่าครั้งหนึ่งคนจากทางเราก็เคยไปเยือนพวกเขา มันเป็นข้อเท็จจริงนะ ฉันเลยคิดว่าถ้าคนเราเข้าใจประวัติศาสตร์มากขึ้น เราก็จะมีอคติและความเกลียดชังน้อยลงไปด้วย แล้วเรื่องพวกนี้มันสอนผ่านทางโรงเรียนได้ เช่นเดียวกับที่มันจะถูกบอกเล่าผ่านเรื่องราวหรือภาพยนตร์ด้วยเหมือนกัน มีเรื่องราวมากมายที่สูญหายไปในประวัติศาสตร์ สิ่งที่ฉันอยากทำและพยายามทำคือพยายามค้นหาเรื่องเหล่านั้นให้เจอ ประวัติศาสตร์ส่วนมากมันถูกเล่าโดยผู้ชนะ ฉันสนใจเรื่องราวจากฝั่งของผู้พ่ายแพ้ด้วย อยากเล่าเรื่องพวกนั้นเพื่อเชื่อมต่อช่องว่างของประวัติศาสตร์ทั้งสองฉบับเข้าด้วยกัน และแทนที่ผู้คนจะมองว่า ‘พวกเขาพวกเรา’ ฉันอยากให้มันมีแค่ ‘เรา’ เท่านั้นมากกว่า”

ในระยะแรกๆ ชานปรากฏตัวในวงการนางแบบก่อนจะค่อยๆ ขยับขยายสู่วงการซีรีส์อย่าง The IT Crowd และ Sherlock กว่าจะมาได้รับบทในหนังบล็อกบัสเตอร์ก็จากเรื่อง Jack Ryan: Shadow Recruit (2014, เคนเน็ธ บรานาห์) และ Fantastic Beasts and Where to Find Them (2016, เดวิด เยสต์)

“แต่ถึงตอนนี้ ฮอลลีวูดก็ดูจะเต็มไปด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาติของนักแสดงแล้วนะคะ คนเริ่มเข้าใจแล้วว่าในภาพยนตร์นั้นมันก็เหมือนในชีวิตจริงของเราๆ ที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายนั่นแหละ” เธอเล่าอย่างสุขใจ เพราะความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ของ Crazy Rich Asians หนังที่เล่าถึงครอบครัวมหาเศรษฐีชาวเอเชียและการแต่งงานสุดอลังการชวนอ้าปากค้าง ที่เธอรับบทเป็นลูกสาวคนโตของตระกูลที่พบว่าชีวิตแต่งงานของตัวเองกำลังย่อยยับเพราะสามีรู้สึกตัวเองต่ำต้อยกว่า ตลอดจนหนังที่ว่าด้วยนักแสดงเอเชียและความหลากหลายทางเชื้อชาติเรื่องอื่นๆ อย่าง Searching (2018, อานีสช์ ชาแกนตี -คู่พ่อลูกชาวเอเชีย-อเมริกันที่วันหนึ่งฝ่ายหลังก็หายตัวไปอย่างลึกลับ), BlacKkKlansman (2018, สไปค์ ลี -นายตำรวจผิวสีต้องแฝงตัวเข้าไปสืบคดีในกลุ่มเหยียดผิวหัวรุนแรง) และ Sorry to Bother You (2018, บูตส์ ไรลีย์) สะท้อนชีวิตการทำงานของคนดำในโลกที่คนขาวเป็นใหญ่และควบคุมทุกสิ่งอย่าง “ปีที่ผ่านมามันเป็นปีที่เยี่ยมไปเลย หนังที่ว่าด้วยเชื้อชาติและสีผิวประสบความสำเร็จ” ชานว่า “หนังที่ว่าด้วยความหลากหลายทำเงินไม่น้อยทีเดียวล่ะ

“ฉันโชคดีมากๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์เหล่านี้ จริงๆ ไม่เคยนึกฝันด้วยซ้ำว่าจะถูกแคสต์ให้มาแสดงในเรื่องนี้ หรือแม้แต่หนังแบบนี้มันจะถูกสร้างจนได้ ย้อนกลับไปสักห้าปีก่อนฉันคงจินตนาการไม่ออกว่าหน้าหนังแบบนี้มันจะถูกสร้างมาได้ยังไง สตูดิโอคงไม่ให้โอกาสด้วยซ้ำ ก็เลยดีใจจริงๆ ที่มันมาถึงจุดนี้แล้ว และมันไม่ใช่เป็นแค่กระแสนิยมด้วยนะ”

ทั้งหมดนี้ ดูจะสอดรับกับความตั้งใจเมื่อแรกเริ่มของเธอตอนเข้าวงการการแสดง เมื่อชานฝันจะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมนี้ให้มีนักแสดงชาวเอเชียให้มากขึ้น และในตอนนี้ ก้าวใหญ่ของความสำเร็จก็ได้เริ่มขึ้นแล้วอย่างน่าชื่นชม