American Pastoral Brimstone Dakota Fanning I am Sam Night Moves Now Is Good Please Stand By The Alienist The Runaways

จากเปราะบาง ถึงแสบซ่า : ความเป็นหญิงหลากด้านจากบทบาทยุคหลังของ ดาโกตา แฟนนิง

Home / bioscope / จากเปราะบาง ถึงแสบซ่า : ความเป็นหญิงหลากด้านจากบทบาทยุคหลังของ ดาโกตา แฟนนิง

เราอาจคุ้นเคยกับนักแสดงสาว ดาโกตา แฟนนิง จากผลงานหลายเรื่องในวัยเยาว์ของเธออย่างบทลูกสาวของตัวละครผู้บกพร่องทางสติปัญญาที่แสดงโดย ฌอน เพนน์ ใน I Am Sam (2001, เจสซี เนลสัน – ที่ทำให้แฟนนิงได้ชิง SAG Award ตอนอายุเจ็ดขวบซึ่งถือว่าเป็นผู้เข้าชิงที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์), บทสาวน้อยลูกเจ้าของฟาร์มผู้ผูกพันกับลูกหมูพูดได้ใน Charlotte’s Web (2006, แกรี ไวนิค), บทเด็กสาวนักเลี้ยงผึ้งผู้ตั้งคำถามกับชีวิตใน The Secret Life of Bees (2008, จีนา พรินซ์-บายธ์วูด) รวมถึงบทสมาชิกแวมไพร์ตัวร้ายในไตรภาคขวัญใจวัยรุ่นอย่าง Twilight ทว่าผลงานในยุคหลังๆ ของแฟนนิงนั้นก็ถือได้ว่ามีความน่าสนใจในตัวเองอยู่ไม่น้อย แม้จะดูไม่เปรี้ยงปังเท่ากับงานของน้องสาวคนสวยอย่าง แอลล์ แฟนนิง (The Neon Demon, The Beguilded) ก็ตามที

I Am Sam

และนี่คือบางบทบาทจากผลงานยุคหลังๆ ของแฟนนิงที่สะท้อนถึง ‘ความเป็นหญิง’ ที่แตกต่างกันไปของเธอออกมาได้อย่างน่าสนใจ …แต่กลับไม่ค่อยมีใครพูดถึงเท่าที่ควร

เริ่มจากด้านของความเป็นเพศหญิงอัน ‘เปราะบาง’ หลังเงียบหายไปกับสายลม-แม้เธอจะเลือกรับบทน่าสนใจต่างๆ มาตลอดหลายปี อาทิ หญิงสาวผู้ป่วยเป็นลูคีเมียที่พยายามมองโลกแง่บวกใน Now Is Good (2012, โอล ปาร์คเกอร์), นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผู้เตรียมระเบิดเขื่อนใน Night Moves (2013, เคลลี ไรชาร์ดต์), ภรรยาใบ้ในโลกเวสเทิร์นผู้ต้องเผชิญกับเหตุการณ์สุดสะพรึงใน Brimstone (2016, มาร์ติน คูลโฮเวน) และบทหญิงสาวหัวรุนแรงผู้ลุกขึ้นมาก่อการร้ายเพื่อต่อต้านสงครามจนทำให้พ่อแม่ต้องหวาดผวาใน American Pastoral (2016, ยวน แม็กเกรเกอร์) เป็นต้น

Now Is Good
Brimstone
Please Stand By

โดยบทที่เรากำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ ถือเป็นบท ‘หวนคืนจอ’ อีกครั้งสำหรับแฟนนิง นั่นคือบท เวนดี ใน Please Stand By (2017, เบน เลวิน) หญิงสาวแฟนตัวยงของ Star Trek ผู้ต้องรับมือกับอาการออทิสติกของตนและพยายามจะเขียนบทแฟรนไชส์หนังไซ-ไฟที่ตนหลงรักเพื่อส่งประกวดให้ทันเดดไลน์ โดยมีเพื่อนและครอบครัวที่พยายามทำความเข้าใจอยู่เคียงข้าง “ฉันไม่อยากอธิบายถึงตัวละครนี้ว่าเป็นคนที่มีอาการออทิสติกหรอกนะ เพราะฉันคิดว่ายังมีอีกหลายอย่างในตัวเธอที่น่าพูดถึง” โดยเธอหมายถึงการพยายามทำตัวเข้มแข็งเพื่อเอาชนะ ‘ความกลัว’ ที่มีต่อผู้คน โลก หรือแม้แต่ชีวิตนอกสถานสงเคราะห์ของเธอนั่นเอง – ซึ่งแฟนนิงเคยถ่ายทอดด้านอันเปราะบางของผู้หญิงเช่นนี้ได้อย่างเปี่ยมมิติมาแล้ว ทั้งจาก Now Is Good และ Brimstone ที่ดูจะแสดงตัวตนด้านนี้ออกมาอย่างเด่นชัด

(นอกจากนี้ แฟนนิงยังไปเล่นบทรับเชิญอย่าง เปเนโลเป นักแสดงสาวแสนสวย-ผู้อยู่ท่ามกลางแผนการปล้นครั้งใหญ่ของแก๊งโจรสาว-ที่ถูกตัวละครนักแสดง[อีกคน]ของ แอนน์ แฮธาเวย์ อิจฉาใน Ocean’s 8 [2018, แกรี รอสส์] อีกด้วย)

The Alienist

กระทั่งเมื่อปีก่อน เธอกลับมารับบทนำให้ซีรีส์เป็นครั้งแรกในรอบสิบหกปี (ถัดจาก Taken มินิซีรีส์ไซ-ไฟ/มนุษย์ต่างดาวปี 2002 ที่โปรดิวซ์โดย สตีเวน สปีลเบิร์ก) กับบท ซารา หญิงสาวหัวแข็งผู้ผันตัวเองจากเลขานุการธรรมดาๆ มาเป็น ‘นักสืบหญิงคนแรก’ ของกรมตำรวจนิวยอร์คศตวรรษที่ 19 ในซีรีส์ The Alienist (ร่วมด้วยนักแสดงหนุ่มฝีมือดีอย่าง แดเนียล บรูห์ล และ ลุค อีแวนส์) ซึ่งก็ดูจะส่องสะท้อนด้านของความเป็นเพศหญิงอัน ‘แสบซ่า’ ของเธอออกมาได้อย่างเต็มที่ และได้รับคำชื่นชมอย่างหนาหูในทุกครั้งที่เธอปรากฏตัวบนหน้าจอ ในฐานะของตัวละครหญิงผู้นำเสนอ ‘อิสรภาพในการเลือกใช้ชีวิต’ ให้แก่ผู้หญิง-ที่ถูกตัดสินว่าด้อยค่ากว่าเพศชาย-ในยุคนั้น “เธอนำเสนอผ่านมิติของเพศหญิงว่า ผู้หญิงหลายคนนั้นมีความเท่าเทียม(พอๆ กับผู้ชาย) แถมผู้หญิงยังมีมุมมองต่อสิ่งต่างๆ ที่แปลกออกไป เพราะพวกเราล้วนมีประสบการณ์ชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ฉะนั้น ตัวละครนี้จึงสามารถช่วยให้พวกผู้ชายได้มองเห็นในสิ่งที่พวกเขาอาจละเลยไปน่ะค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความแสบซ่านี้ของแฟนนิงได้ปรากฏให้เราเห็นมาแล้ว ทั้งใน The Runaways (2010, ฟลอเรีย ซิจิสมอนดี) กับบท เชอรี เคอร์รี นักดนตรีสาวสมาชิกวงร็อคยุค 70 ผู้รักอิสระเสรี (ซึ่งเป็นหนังที่เธอรับเล่นในยุค Twilight ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก), Night Moves, Brimstone หรือแม้แต่บทที่ไปไกลจนถึงขั้นเรียกได้ว่า ‘เลือดเย็น’ ใน American Pastoral นี่เอง “ฉันอยากสำรวจด้านที่ ‘มืดมนกว่า’ ผ่านบทบาทต่างๆ ที่ฉันเล่น …ซึ่งสิ่งเหล่านั้นยังคงเป็นสิ่งที่ฉันต้องพยายามทำความเข้าใจในแบบของตัวเอง ผ่านช่วงชีวิตของฉันเองอยู่เสมอ” เธอว่า

The Runaways
Night Moves
American Pastoral

“บทที่ฉันเล่นมักเปลี่ยนไปเสมอแหละค่ะ” แฟนนิงกล่าวเสริม โดยเธอยังถึงขั้นลงทุนเข้าคอร์สสตรีศึกษาที่ NYU เพื่อนำมาใช้ถ่ายทอดตัวละครเพศหญิงของเธอโดยเฉพาะอีกต่างหาก เพราะเธอสงสัยว่าเหตุใดนักแสดงหญิงที่มีอายุมากหน่อยจึงต้องเล่นแค่บทแม่ หรือนักแสดงหญิงอายุน้อยที่ต้องเล่นบท ‘หวานใจ’ จึงต้องมีบุคลิกที่ ‘น่ารักแบบพิมพ์นิยม’ เท่านั้น “ทำไมล่ะ? ทั้งๆ ที่ในโลกนี้มีคนหลากประเภทที่ต่างกันอยู่เต็มไปหมด ผู้หญิงเองก็เช่นกัน ฉันคิดว่าหลายครั้งเราก็เอาแต่คาดหวังแค่สิ่งที่คุ้นเคยจาก ‘ตัวละครหญิง’ เหล่านี้ในหนังนะ ซึ่งฉันว่ามันไม่ได้สะท้อน ‘ความเป็นจริง’ ของโลกที่อยู่รอบตัวเราสักเท่าไหร่เลย”

อนึ่ง ผลงานในลำดับถัดไปในปีนี้ของแฟนนิง ก็คือ Once Upon a Time in Hollywood หนังอาชญากรรม-ที่อ้างอิงจากคดีการฆาตกรรมภรรยาสาวท้องแก่ของผกก. โรมัน โปลันสกี ที่สุดแสนจะอื้อฉาวในปี 1969-ของผู้กำกับขาโหด เควนติน ทารันติโน ในบท สควีคกี หรือ ลีเน็ตต์ ฟรอมม์ หนึ่งในสมาชิก ‘ครอบครัวแมนสัน’ ลัทธิหัวรุนแรงผู้ก่อเหตุ ซึ่งก็น่าจะถือเป็นอีกครั้งที่เธอได้มีโอกาสแสดงด้านแสบซ่าของตัวละครเพศหญิง-ที่อาจเลือดเย็นไม่ต่างจากบทใน American Pastoral

และเราก็หวังว่าเธอจะยังคงถ่ายทอดมันออกมาได้อย่าง ‘มีความเป็นมนุษย์’ และ ‘สุดแสนมหัศจรรย์’ เหมือนที่เธอเคยทำได้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน