ซึมน้อยหน่อย กะล่อนมากหน่อย สุรศักดิ์ วงษ์ไทย แสงกระสือ

รู้จัก สุรศักดิ์ วงษ์ไทย นักแสดงแห่งยุค 80 ผู้หวนคืนสังเวียนอีกครั้งใน ‘แสงกระสือ’

Home / bioscope / รู้จัก สุรศักดิ์ วงษ์ไทย นักแสดงแห่งยุค 80 ผู้หวนคืนสังเวียนอีกครั้งใน ‘แสงกระสือ’

เมื่อครั้งที่ภาพยนตร์ปฐมฤกษ์ของค่าย ไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เรื่อง ‘ซึมน้อยหน่อย กะล่อนมากหน่อย’ เข้าโรงฉายเมื่อ พ.ศ. 2528 ณ โรงหนังเพชรรามาและโรงในเครือเอเพ็กซ์ ที่ถือเป็นการแจ้งเกิดอย่างสวยงามทั้งสำ หรับตัวค่ายหนังน้องใหม่เอง สำหรับคู่หูผู้กำ กับอย่าง ปื๊ด-อังเคิล (ธนิตย์ จิตนุกูล และ อดิเรก วัฏลีลา) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับตัวของก๊วนนักแสดงทั้ง 5 หนุ่ม โดยนอกจาก บิลลี่ โอแกน ซึ่งเริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะนายแบบเนื้อหอมแล้ว อีก 4 คนที่เหลือต่างก็เป็นนักแสดงหน้าใหม่ล้วนๆ ที่เคมีในเรื่องเข้ากันอย่างลงตัวจนวัยรุ่นในยุคนั้นยกให้เป็นไอดอลกลายๆ คล้ายกันกับจุดกำ เนิดความดังของแก๊งวัยรุ่นหน้าใสจากซีรีส์ ‘ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น’ ในอีก 3 ทศวรรษถัดมา

หนึ่งในสมาชิกประจำ บ้าน ‘ซึมน้อยหน่อยฯ’ ในครั้งนั้น ที่แม้ในเรื่องจะมีบทบาทโดยเฉลี่ยเท่าๆ กับผองเพื่อน แต่กลับมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่โดดเด่นสูสีพระเอกมาดทะเล้นอย่างบิลลี่ เขาคือ เอ็ม – สุรศักดิ์ วงษ์ไทย

“ก็ลองดู สมัยก่อนการเป็นคนมีชื่อเสียงมันก็ดีนะ จะเรียกว่าเป็นความใฝ่ฝันก็ไม่ใช่ เป็นแค่ความอยากมากกว่า คนเราก็อยากดัง อยากมีชื่อเสียงแหละ แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดเรื่องชื่อเสียงมากหรอก ก็แค่คิดว่าน่าสนุกดี แล้วก็ได้ตังค์ ก็เลยลองดู” สุรศักดิ์ในวัย 54 ปี ณ ปัจจุบัน ย้อนนึกถึงความสดใหม่ของตนเมื่อครั้งอายุ 20 ปี ขณะนั้นเขายังมีสถานภาพเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ก็ไม่ต่างอะไรกับวัยรุ่นส่วนใหญ่ในยุคนั้นที่ต่อให้บ้านอยู่ไกลแค่ไหน ก็ต้องนั่งรถเมล์ถ่อไปนั่งทำ ตัวเก๋าๆ เท่ๆ บนบันไดหน้าห้างสรรพสินค้าสยามเซ็นเตอร์ เผื่อว่าแมวมองจะมาสบตา

“ยุคนั้นไม่มีแคสติ้งนะ พี่อังเคิลก็ไปเดินหาวัยรุ่นตามสยามฯ เรียกว่า ไปเดินตกเด็ก (หัวเราะ) มันมียุคนึงที่พวกโมเดลลิ่งเขาก็ไปเดินตามหาเด็กตามหน้าสยามฯ ขอเบอร์กัน แล้วก็เรียกตัวกันไปทำงาน”

“ตอนนั้นไม่มีความยากเลย มีแต่ความมัน ท่องบทไป แล้วก็เล่นตามนั้น หรือถ้าเราอยากใส่ไปมากกว่านี้ ก็ถามพี่ปื๊ดพี่อังเคิลว่า เล่นมากกว่านี้ได้ไหมพี่ เขาก็จะบอกว่า มึงลองเล่นดู คงเพราะผมมีลูกบ้าแล้วก็ หน้าด้านมั้ง อาศัยเอาดีทางนั้นมากกว่า ถ้าถามว่ามีชื่อเสียงมาจากทางไหน คงเป็นลูกบ้า หน้าด้าน กล้าๆ หน่อย ในส่วนของการแสดงไม่ได้บอกว่าตัวเองเล่นดีหรืออะไร แค่เอาตัวเองเข้าไปเล่น คือมันคงสดด้วยแหละ แล้วเราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ก็เล่นไปตามบท” นั่นเป็นผลลัพธ์เฉพาะตัวที่เขาวิเคราะห์ถึงเสน่ห์ของการเป็นนักแสดงหน้าใหม่เนื้อหอมในครั้งนั้น ส่วนในภาพรวมของหนังทั้งเรื่องที่หากมองกลับไปจากสายตาของคนยุคนี้ ‘ซึมน้อยหน่อย กะล่อนมากหน่อย’ ก็แทบจะเป็นหนังที่ไม่มีเส้นเรื่องอะไรโดดเด่นมากไปกว่าการบอกเล่าถึงความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อนซี้ที่เช่าบ้านอยู่ด้วยกัน แยกย้ายกันไปตกหลุมรักสาวๆ แล้วก็อกหัก งั้นอะไรล่ะที่ทำ ให้ ‘ซึมน้อยหน่อย กะล่อนมากหน่อย’ ครองใจมหาชนยุค 80 ได้อยู่หมัด

“ผมคิดว่าเป็นเพราะความฝันของวัยรุ่นคือ การได้ออกมาอยู่บ้านด้วยกัน เพราะพ่อแม่ในยุคโน้นออกจะเจ้าระเบียบกันทั้งนั้น ลูกๆ ต้องอยู่แต่บ้าน ไม่เหมือนสมัยนี้ หนังเรื่องนี้ก็เลยไปโดนใจวัยรุ่นที่ได้เห็นการออกไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเอง บ้าๆ บอๆ สนุกไปด้วยกัน เด็กๆ ก็เลยอยากเป็นแบบนี้”

ผลลัพธ์ในการเป็นตัวของตัวเองจนได้ดี ทำ ให้เอ็มมีผลงานการแสดงภายใต้ชายคาของไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์ตามมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ‘ปลื้ม’ (2529) ภาคต่อของ ‘ซึมฯ’ ที่ออกฉายในปีถัดมา และ ‘โปรดทราบ… คิดถึงมาก’ (2529) ในปีเดียวกัน

แต่ก็ไม่มีภาพยนตร์เรื่องไหนแจ้งเกิดเขาในฐานะนักแสดงนำ ได้ดีเท่าการรับบท โต้ง ในหนังเรื่อง ‘ฉลุย(2531) ที่ครั้งนี้เขากลับมาเป็นคู่หูกับบิลลี่ โอแกนอีกครั้ง บิลลี่รับบทป๋อง ทั้งคู่หอบความฝันที่จะเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงมาจากต่างจังหวัด เช่าบ้านหลังเล็กอยู่ด้วยกันในเมืองกรุง หนังบอกเล่าเส้นทางไขว่คว้าฝันที่เต็มไปด้วยอุปสรรคของทั้งคู่ ส่วนในครั้งนี้ อังเคิลแยกตัวมากำกับคนเดียว และเลือกกลวิธีเล่าเรื่องโดยตัดสลับระหว่างความฝันกับความจริงแล้วร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทำให้คนดูต้องเดาเอาเองว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงหรือเพียงโต้งกับป๋องฝันไป ซึ่งก็ให้บังเอิญที่ทั้งภาพความจริงกับความฝันในหนังมาประจวบเหมาะซ้อนทับกับโลกแห่งความเป็นจริงของสุรศักดิ์เอง ทำให้แม้จะผ่านเวลามานานกว่า 30 ปี แต่หนังเรื่องนี้ยังติดอันดับหนึ่งในใจเขาชนิดที่ไม่มีภาพยนตร์เรื่องไหนๆ ลบล้างได้ลง

“‘ฉลุย’ เป็นหนังที่ผมชอบที่สุดในชีวิต ชอบมากกว่าหนังฝรั่งทุกเรื่องด้วยซ้ำ ผมว่าหนังเรื่องนี้ครบรส มีทั้งความฝันและความจริงรวมเข้าด้วยกัน หนังว่าด้วยเรื่องของชายหนุ่ม 2 คนที่เมื่อพบว่าโลกแห่งความเป็นจริงไม่เหมือนอย่างที่ฝันไว้ แล้วพวกเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปยังไง ผมว่า ไม่มีใครในโลกที่ไม่มีความฝัน บางคนก็อยากจะเป็นนักร้อง เป็นโน่นเป็นนี่ แล้วถ้าคุณเป็นไม่ได้คุณจะทำ ยังไง คุณก็ต้องพยายาม แล้วถ้าคุณพยายามแล้วไม่ได้ คุณก็ต้องกลับมาทำ งานของคุณ แต่คุณจะหยุดฝัน แล้วก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำ งานของคุณต่อไปรึเปล่าผมว่า ‘ฉลุย’ เป็นหนังที่ครบรสของความเป็นคนนะ พี่อังเคิลเขาตัดต่อหนังเรื่องนี้ได้ดี เราแทบไม่รู้เลยว่าเรื่องไหนจริง เรื่องไหนเท็จ คือชีวิตคนมันก็เป็นแบบนั้นแต่พอดีหนังเรื่องนี้อยู่ในรูปแบบของความสนุกสนานแต่ถ้าถามในแง่ปรัชญาชีวิตหรืออะไร สำหรับตัวผมเรื่องนี้ดีที่สุดแล้ว

“ผมเคยถามตัวเองเหมือนกันว่า เราชอบหนังเรื่องนี้เพราะอะไร เราชอบเพราะได้เป็นนักดนตรี ได้เล่นบนเวทีคอนเสิร์ตเหรอ ไม่ใช่นี่หว่า เราชอบเพราะว่ามันเป็นเรื่องของความจริงกับความฝัน แล้วก็การยอมรับความจริงว่าจะสู้ไหม จะไปต่อไหม หรือจะอยู่แค่นี้ หรือจะยังไง”

หนังในสังกัดไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์อีกหนึ่งเรื่องที่สุรศักดิ์รู้สึกประทับใจจำ ก็คือ ‘สยึ๋มกึ๋ย’ (2534) หนังผีซอมบี้สายฮา ผลงานกำ กับแบบฉายเดี่ยวของปื๊ด ที่มีเส้นเรื่องเกาะเกี่ยวระหว่างความรักและการผจญภัย โดยครั้งนี้สุรศักดิ์เป็นพระเอกเต็มตัวในบท เกี้ย หนุ่มราศีสิงห์ที่แอบหลงรักเจ้านายคนสวย (รับบทโดย วาสนา พูนผล) ที่โดนเล่นงานด้วยคุณไสย เขาและผองเพื่อนจึงต้องออกเดินทางไปลบล้างมนต์ดำ เพื่อช่วยหญิงสาวที่ตนหลงรัก ‘สยึมกึ๋ย’ ได้รับการเสริมทัพเสียงหัวเราะให้ลงตัวยิ่งขึ้นจากทีมนักแสดงในตระกูล ‘กลิ่นสี’ และ ‘ยุทธการขยับเหงือก’ ที่กำลังโด่งดังมากในยุคนั้น ทำ ให้หนังเรื่องนี้ประสบความสำ เร็จถล่มทลายทำ รายได้ไปกว่า 18 ล้านบาท และยิ่งเป็นการเพิ่มรัศมีความเท่ในตัวเอ็ม สุรศักดิ์ให้เพิ่มมากขึ้น สไตล์การแต่งตัวในแบบของเอ็มกลายเป็นต้นแบบให้วัยรุ่นชายในยุค 80 พากันตัดผมทรงลานบิน สวมรองเท้าคอมแบต คาดแว่นตาดำ ใส่กำไลสร้อยเงิน นุ่งกางเกงยีนส์กับเสื้อยืดขาวตามกันทั้งเมือง

“ถ้าถามว่าตอนนั้นชอบการแสดงไหม ก็ชอบนะ สมัยนั้นยังไม่มีการเรียนแอ็กติ้ง ไม่มีใครมาสอน ก็เลยกลายเป็นการแสดงโดยเอาตัวเองเข้าไปเล่น พอวันนึงที่เราเอาตัวเองเข้าไปเล่นมากๆ ความเป็นตัวเองมันก็หมดคาแร็กเตอร์ก็ไม่เปลี่ยน เพราะเราไม่ได้เป็นตัวละครนั้นเราแค่เป็นเรา” เอ็มวิเคราะห์ถึงคุณสมบัติในการเป็นนักแสดงของตน “แต่ก็ถือเป็นความโชคดีของผม มีครูสอนการแสดงคนนึงเคยบอกว่า เวลาผมแสดง ผมไม่ค่อยคิดอะไร คิดแค่ตามบทที่ตัวเองเล่นแค่นั้น มันก็เลยไปตรงกับวิชาแอ็กติ้งบางแขนง ที่เน้นการแสดงแบบไม่ต้องคิดอะไร เล่นไปตามความรู้สึกแค่นั้น ก็เลยอาจจะถือว่าโชคดี แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่าดีถึงที่สุด การเป็นนักแสดงที่ดีต้องมีการฝึกฝน รู้จักช่างสังเกตผู้คนว่าคนแบบนี้เขาคิดและทำ อะไรอยู่ จะได้หาคาแร็กเตอร์ให้เจอ” เมื่อรู้ตัวว่าไม่ได้มีคุณสมบัติดังกล่าว เขาจึงเริ่มมองหางานชิ้นใหม่ที่ตรงกับจริตของตนมากที่สุด นั่นก็คือ การเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ไม่ว่าจะทั้งหนังและโฆษณา ซึ่งถือเป็นงานหลักที่เขาทำอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี เวลานี้ เขาหวนกลับมาคืนสังเวียนการแสดงอีกครั้งใน ‘แสงกระสือ’ หนังเฮอร์เรอร์โรแมนติกของ โดม – สิทธิศิริ มงคลศิริ และระเบิดพลังทางการแสดงในบทบาทที่ห่างไกลตัวอย่างบทนักล่ากระสือผู้เลือดเย็นและเหี้ยมโหด!

เรียบเรียงจาก ‘คุยกับ สุรศักดิ์ วงษ์ไทย นักแสดงที่มีความเป็น ‘ไทฯ’ มากที่สุด’ โดย รัตนาวดี โสมพันธ์ จาก BIOSCOPE ฉบับที่ 190