Gerard Way My Chemical Romance netflix The Umbrella Academy

The Umbrella Academy จากคอมิกสู่ซีรีส์ของ เจอราร์ด เวย์ ฟร้อนต์แมนวงร็อคที่ผันตัวมาเป็นนักเล่าเรื่อง

Home / bioscope / The Umbrella Academy จากคอมิกสู่ซีรีส์ของ เจอราร์ด เวย์ ฟร้อนต์แมนวงร็อคที่ผันตัวมาเป็นนักเล่าเรื่อง

วันที่ 1 ตุลาคม 1989 ผู้หญิงจำนวน 43 รายให้กำเนิดเด็กทารก -ทั้งที่พวกหล่อนไม่มีสัญญาณในการตั้งครรภ์มาก่อน- พร้อมกันทั้งโลก โดยเด็กๆ เจ็ดคนในนั้นถูกมหาเศรษฐีนาม เรจินัลด์ ฮาร์กรีฟ รับมาเลี้ยงดูและให้การศึกษา ทั้งยังขุดค้นพลังวิเศษของเด็กๆ เหล่านี้

นัมเบอร์วัน (ลูเธอร์) – เด็กหนุ่มที่แข็งแรงที่สุดและเชื่อฟังพ่อ -คุณฮาร์กรีฟ- มากที่สุด ในเวลาต่อมาเขาถูกส่งไปอยู่ดวงจันทร์นานถึงสี่ปี แน่นอนว่าตัวคนเดียว
นัมเบอร์ทู (ดีเอโก) – เขาสามารถควบคุมการโค้งและเส้นโคจรของสิ่งของได้ ดังนั้นการปามีดเข้าหาเป้าหมายจึงเป็นอาวุธที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเขา
นัมเบอร์ทรี (อัลลิสัน) – เธอเติบโตมาเป็นนักแสดงดังลำดับต้นๆ ของโลก ความสามารถพิเศษคือการ ‘ปล่อยข่าวลือ’ เพื่อทำให้เป้าหมายคล้อยตามสิ่งที่เธอบอก
นัมเบอร์โฟร์ (เคลาส์) – เด็กติดยาที่ชีวิตคสบเกี่ยวระหว่างความเป็นความตายเสมอ เขาติดต่อกับวิญญาณของคนที่จากไปแล้วได้ หนึ่งในนั้นคือ เบน หรือนัมเบอร์ซิกซ์
นัมเบอร์ไฟว์ (เด็กชาย) – มีพลังวิเศษคือการเดินทางข้ามสถานที่และเวลา แต่กลับผิดพลาดจนหลงหายไปในมิติต่างๆ นานหลายสิบปี จนกลายกลับมายัง ‘ปัจจุบันขณะ’ ทำให้เขากลายเป็นชายวัย 58 ในร่างเด็ก 13 ปีขี้หงุดหงิด
นัมเบอร์ซิกซ์ (เบน) – เด็กที่เกิดมาพร้อมมอนสเตอร์ในร่าง เขาสามารถใช้รยางค์หรือหนวดเหล่านั้นกำจัดคู่ต่อสู้ได้ หลังเสียชีวิต เคลาส์คือคนเดียวที่ติดต่อและมองเห็นเขาได้
นัมเบอร์เซเว่น (แวนญา) – ไม่ปรากฏพลังวิเศษ เธอจึงใช้ชีวิตเรียบง่ายและเขียนหนังสืออัตชีวประวัติที่ ‘แฉ’ ความบิดเบี้ยวของการโตมาภายใต้การปกครองของมิสเตอร์ฮาร์กรีฟ

หลังจากพวกเขาเติบโต แยกย้ายกันไปมีวิถีชีวิตของตนเอง ข่าวว่าเรจินัลด์ ฮาร์กรีฟซึ่งเปรียบเสมือนพ่อของพวกเขาเสียชีวิตลงก็ทำให้ทั้งหกกลับมารวมตัวกันอีกครั้งในคฤหาสถ์หลังงามกับพ่อบ้านที่เป็นลิงวิวัฒนาการเหมือนมนุษย์ และแม่ที่เป็นหุ่นยนต์ กับข่าวร้ายว่าจะเกิดวันสิ้นโลกหรือ apocalypse ไปพร้อมๆ กันนั้น สมาชิกในบ้านยังถูกคู่หูมือสังหารสวมหัวตุ๊กตุ่นไล่ฆ่า!

นี่คือเรื่องราวของ The Umbrella Academy ซีรีส์ของทางเน็ตฟลิกซ์ที่ดัดแปลงมาจากการ์ตูนคอมิกชื่อเดียวกันของ เจอราร์ด เวย์ ฟร้อนต์แมนของวงร็อคเลือดเดือดจากนิวเจอร์ซีย์อย่าง My Chemical Romance เจ้าของซิงเกิลฮิต Welcome To The Black Parade, Helena

แล้วไปไงมาไง นักร้องเพลงร็อคถึงได้มาจับปากกาเขียนคอมิกขายดีแห่งสำนักพิมพ์ Dark Horse Comics เจ้าดีเจ้าเดิมที่ตีพิมพ์คอมิกสุดดาร์คและเพียบไปด้วยความรุนแรงอย่าง Hellboy, The Mask, Grendel

1.

ว่าไปแล้วชีวิตของเวย์ -โดยเฉพาะช่วงขวบปีแรกๆ- ก็ดาร์คไม่แพ้คอมิกที่เขาอ่านหรือให้ความสนใจ ในวัยเพียง 15 ปี เขาให้สัมภาษณ์ว่าถือปืน .357 จ่อเข้าที่ขมับตัวเอง พยายามหลีกหนีให้พ้นจากอาการจิตตกและความแปรปรวนอย่างรุนแรงของตัวเอง หากแต่แล้วเขาก็วางปืนกระบอกนั้นลงพื้น “ผมตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าไอ้โลกใบนี้มันจะอัปลักษณ์แค่ไหน หรือบิดเพี้ยนบ้าบอยังไง ผมก็จะยังมีศรัทธาให้มันเสมอ” และนั่นคือปฐมบทแรกของการหาทางถ่ายทอดเรื่องราวในหัวของตัวเองออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปีต่อมา เขาเขียนคอมิกเรื่องแรกอย่าง On Raven’s Wings มันไปไกลถึงการได้รับตีพิมพ์ลงนิตยสารอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เวย์จึงมั่นใจว่าเขากำลังเลือกทางที่ถูกต้องใช้ชีวิตและเข้าศึกษาต่อที่สถาบันศิลปะในนิวยอร์ค และเข้าทำงานที่บริษัทการ์ตูน เน็ตเวิร์ค ก่อนที่ชีวิตจะพลิกผันอย่างรุนแรงเมื่อเขาเป็นประจักษ์พยานเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายนเมื่อปี 2001 ด้วยตาตัวเอง

“ตอนนั้นแหละที่ผมบอกตัวเองว่า ‘ช่างแม่งศิลปะเหอะ’ ผมต้องออกไปเจอโลกและสร้างความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาให้ได้” นั่นจึงเป็นที่มาของบทเพลงแรกที่เขาเขียนในชีวิตอย่าง Skylines and Turnstiles ที่เล่าถึงโศกนาฏกรรมในครั้งนั้น ก่อนจะจับมือกับเพื่อนสนิทและน้องชาย -ไมกี เวย์ ซึ่งกลายมาเป็นมือเบส- ฟอร์มวงร็อคระเบิดความอัดอั้นต่อยุคสมัยในนาม My Chemical Romance… และนั่นคือปฐมบทอันยาวนานของชีวิตสุดดาร์คของเด็กชายคนหนึ่งที่เคยหวังจะลั่นกระสุนใส่สมองตัวเองในวัย 15

2.

ในอีกหลายปีต่อมา ระหว่างใช้เวลาครึ่งค่อนวันเดินทางออกทัวร์ เวย์หวนนึกถึงงานวัยเด็กของเขาก่อนกลายมาเป็นนักดนตรี และอาจจะด้วยพื้นฐานของการเป็นนักเล่าเรื่องในตัวเองอยู่แล้ว เวย์จึงค่อยๆ ร่างเรื่องราวที่ว่าด้วยผู้คนกับพลังวิเศษและชีวิตชื่นขมขึ้นมา โดยได้แรงบันดาลใจใหญ่หลวงจาก Hellboy อสูรยักษ์ร่างสีแดงของ ไมค์ มิกโนลา (ในเวลาต่อมาถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เมื่อปี 2004 โดย กีเยร์โม เดล โตโร) “ผมบอกตัวเองเลยว่า นี่มันคอมิกเฮอร์เรอร์ชัดๆ แต่ในเวลาเดียวกันมันก็ดันไม่ใช่คอมิกเฮอร์เรอร์ด้วย! แถมยังไม่มีอะไรที่เหมือนการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่สักนิด และเริ่มวาดการ์ตูนของตัวเองหลังจากนั้น” เวย์เล่า “นั่นเพราะว่าการออกทัวร์ทำให้คุณมีเวลาว่างมากมายให้ฆ่าทิ้งเล่นระหว่างเดินทาง อย่างคุณมีคิวเล่นตอนสองทุ่มใช่มะ คุณก็นั่งแกร่วรอไปดิทั้งวัน ผมเลยเอาเวลาเหล่านั้นมาวาดการ์ตูน เขียนลิสต์สิ่งที่ผมสนใจซึ่งมันมีทั้งเรื่องการติดต่อกับคนตาย, ไพ่ทาโรต์, นักพยากรณ์ อะไรทำนองนั้น ซึ่งผมพยายามสร้างตัวละครขึ้นมาจากเรื่องพวกนี้แหละ

“และสุดท้ายแล้ว คอมิกก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมจนได้ ผมอยู่ในระหว่างอยากพักจากดนตรีด้วยหลังทัวร์จบไปด้วยดี ผมก็เริ่มคิดว่าจะเอายังไงกับชีวิตต่อดีนะ” เวย์ระลึกความหลัง “การเขียนอะไรสักอย่างเนี่ยมันท้าทายเอาเรื่องอยู่เหมือนกันนะครับ แล้วตอนนั้นผมก็อยากกลับไปอยู่กับครอบครัว ทำงานที่บ้านอะไรทำนองนั้น”

ร่างแรกของ The Umbrella Academy นั้นห่างไกลจากผลลัพธ์อยู่หลายขุม เวย์เล่าว่ามันคือเรื่องราวของคนเพี้ยนที่ถูกจับมารวมตัวกันเฉยๆ แต่แล้ว ระหว่างที่นั่งมองเหล่าตัวละครที่มีพลังวิเศษจากปลายปากกาของเขานั้น เวย์ก็รู้สึกได้ว่า ต้องหาทางทำให้ตัวละครเหล่านี้เชื่อมโยงกันให้ได้ นั่นจึงเป็นที่มาของการเป็นพี่น้องที่ไม่ได้ร่วมสายเลือดของตัวละครทั้งเจ็ด มากไปกว่านั้น เวย์ก็ยังคงความเป็นนักเล่าเรื่องหม่นเศร้าของตัวเองอย่างแข็งแรง เพราะตัวละครของเขาล้วนแล้วแต่ผุพัง บอบบางและเต็มไปด้วยปมโยงใยที่โดยส่วนมากมาจากการทารุณกรรมทางจิตใจจากเรจินัลด์ ฮาร์กรีฟ มหาเศรษฐีเพี้ยนผู้รับเด็กๆ มาเลี้ยงดู ทั้งคนที่สูญเสียสิ่งยึดเหนี่ยวมาตลอดจนชีวิตเป๋ในวัยผู้ใหญ่, การต้องทนเห็น ‘บาดแผลของคนตาย’ จนตัวเองก็บาดเจ็บทางจิตใจและลงเอยด้วยการเสพยาเพื่อล่องลอยตลอดทั้งวัน หรือการถูกปฏิเสธมาทั้งชีวิตอย่างไร้เยื่อใย ทั้งหมดนี้ทำให้มันเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะได้รับการตีพิมพ์ใน Dark Horse Comics สำนักพิมพ์คอมิกที่เวย์ติดตามและเป็นแฟนตัวยงมาตั้งแต่ยังวัยรุ่น

3.

The Umbrella Academy ตีพิมพ์เป็นตอนๆ ครั้งแรกในปี 2007 และสิ้นสุดเมื่อปี 2013 ลงลายเส้นโดย กาเบรียล บา ก่อนที่อีกหลายปีต่อมา มันจะได้รับการซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างเป็นซีรีส์โดยเน็ตฟลิกซ์และสร้างโดย เจเรมี สตาเตอร์ คนเขียนบทจาก Fantastic Four (2015, จอช แทร็ค) และ Death Note (2017, อดัม วิงการ์ด) กับ สตีฟ แบล็คแมน เจ้าพ่อโปรดิวเซอร์หนังขาประจำจากซีรีส์ Fargo, Legion และ Altered Carbon

เวลานั้น แบล็คแมนเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจจากการโปรดิวซ์ซีรีส์ชวนเหวอสุดดาร์คที่ว่าด้วยการสับเปลี่ยนตัวตนของมนุษย์โดยร่างกายเป็นเพียงเปลือกอย่าง Altered Carbon และอยู่ในขั้นตอนของการมองหา ‘เรื่องราว’ ที่สามารถนำมาดัดแปลงเป็นซีรีส์น้ำดีได้ “บอกก่อนเลยว่าผมไม่ใช่แฟนคอมิก แต่พออ่านจบไปเล่มแรกก็พบว่าไอ้เจ้าคอมิกเรื่องนี้มันพูดกับผมว่ะ” แบล็คแมนว่า “จนผมรู้จักตัวละครทุกตัวเป็นอย่างดี สนใจเรื่องที่ว่าด้วยครอบครัวบิดๆ เบี้ยวๆ นี่ จนสุดท้ายผมติดต่อเจอราร์ดไปเพื่อเอาเรื่องมาทำเป็นซีรีส์

“ตัวผมน่ะสนใจเรื่องความผิดปกติต่างๆ นานาในครอบครัวอยู่แล้วและอยากทำเรื่องพวกนี้ออกมาเป็นซีรีส์เสมอ” แบล็คแมนว่า “ผมชอบธรรมชาติของความเป็นครอบครัวนะ ชอบที่มันถูกทำลายได้ แล้วสิ่งเหล่านี้เจอราร์ดก็เขียนไว้อยู่แล้ว บวกรวมกับผมที่รู้สึกว่ามาร์เวลก็มีเรื่องราวในแบบของเขา ดีซีก็มีเหมือนกัน และเรื่องราวของครอบครัวนี้มันพิเศษ เฉพาะตัวเหลือเกิน ผมอยากเล่าเรื่องของเด็กๆ เรื่องพ่อของพวกเขา เรื่องที่ว่าครอบครัวที่แตกสลายไปแล้วกลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันในงานศพของผู้เป็นพ่อ มันเยี่ยมไปเลยนะ”

4.

หากแต่ความพิเศษยิ่งไปกว่านั้นคือเส้นเรื่องซับซ้อนที่ว่าด้วยการย้อนเวลาและโลกล่มสลายที่ชวนให้นึกถึง Twelve Monkeys (1995, เทอร์รี กิลเลียม) หนังที่ว่าด้วยโลกในอนาคตที่มนุษย์ต้องระเห็จไปอยู่ใต้ดินเนื่องจากสภาพแวดล้อมบนดินนั้นเป็นพิษ อันเป็นผลจากการก่อการร้ายในอดีต โคล (บรูซ วิลลิส) นักโทษหนุ่มจึงถูกส่งกลับไปยังปีที่จะเกิดการก่อการร้าย และได้พบกับ เจฟฟรีย์ (แบรด พิตต์) หนุ่มเพี้ยนหัวรุนแรงที่รับฟังเอาไอเดียที่ว่าด้วยการ ‘ทำลายล้างโลก’ ไปจากโคล หนังทั้งเรื่องจึงว่าด้วยผลกระทบจากการเดินทางย้อนเวลา ‘เป็นวงกลม’ ส่งผลต่อกันและกันอย่างแยกไม่ออก

Twelve Monkeys

ตัวเวย์เองไม่ปฏิเสธว่าเขาได้รับอิทธิพลจากหนังธริลเลอร์-ดราม่าเรื่องนี้ของกิลเลียม และได้ถ่ายทอดออกมาในคาแร็กเตอร์ของไฟว์ ชายอายุ 58 ปีที่ท่องเวลาเสียจนการกระทำของเขาส่งผลรุนแรงต่อการล้างโลก เมื่อหวนกลับมาอีกทีดันติดแหง็กอยู่ในร่างเด็กอายุ 13 ของตัวเอง “ผมไม่ได้อยากได้ตัวละครที่เราเล่นกับเขาได้แค่เรื่องของเวลา แต่อยากได้ตัวละครที่เล่นกับความรุนแรงได้ด้วย” เวย์สาธยาย ตัวละครไฟว์จึงเป็นมือสังหารตัวเล็กจอมโหดที่พร้อมปาดคอทุกคนเพื่อให้ได้กาแฟดีๆ สักแก้ว ซึ่งตัวละครนี้รับบทโดย ไอแดน กัลลาเกอร์ (ไม่ได้เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใดกับสองพี่น้องวง Oasis)

“เราหานักแสดงไปทั่วไป ไปทั้งสหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย, แคนาดา, อเมริกา ออดิชั่นเด็กไป 320 คน” แบล็คแมนเล่า “แล้วก็ได้ดูเทปออดิชั่นของเด็กคนนึง เจ้าเด็กนั่นมองมาที่กล้องแล้วพูดแค่ ‘ฉันจะทำทุกทางเพื่อให้ได้ไอ้บทนี่’ แล้วเด็กคนนั้นแหละคือไอแดน เขาเจ๋งไปเลย สวมร่างเป็นตัวละครอย่างหมดจด นั่นคือชายวัย 58 ที่ติดอยู่ในร่างเด็กนะ

“จำได้เลยว่าตอนนั้นจะหมดเวลาแคสติ้งหานักแสดงแล้ว ผมเองเริ่มหมดหวังและคิดว่าคงหาเด็กมารับบทนี้ไม่ได้ละ จนไอแดนโผล่มา ผมรู้เลยว่าหมอนี่แหละคนที่เราอยากได้”

เช่นเดียวกันกับตัวละครคุ้มดีคุ้มร้ายอย่างโฟร์หรือเคลาส์ ซึ่งเพื่อจะข้ามผ่านความเจ็บปวดของการเห็นคนตายและรับฟังเรื่องราวความเจ็บปวดของพวกเขา เคลาส์จึงเลือกละลายตัวเองด้วยยาเสพติดแทน และเขาได้กลายเป็นตัวละครที่แบล็คแมนโปรดที่สุดไปโดยปริยาย “ผมว่าเคลาส์เป็นอิสระกับตัวเองมาก คิดยังไงก็พูดอย่างนั้น ตัวผมเองอยากเป็นอย่างเคลาส์ได้บ้างนะ แต่ในเวลาเดียวกัน ผมก็พบว่าตัวเองเชื่อมโยงกับอิสระและความดิบในแบบของเคลาส์ได้เหมือนกัน เขาเลยกลายเป็นตัวละครที่ผมชอบเขียนมากที่สุดเลย” แบล็คแมนเล่า ก่อนจะไปคว้าตัวนักแสดงหนุ่มชาวอังกฤษ โรเบิร์ต ชีฮาน (Misfits, Mortal Engines) มารับบทนี้ “เอาแค่ตอนอ่านตัวคอมิก ผมก็รู้แล้วว่าโรเบิร์ตเหมาะกับบทนี้แค่ไหนและเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจเลย” ตลอดจนตัวละครที่ต้องปรากฏตัวในรูปลักษณ์พิเศษตลอดเวลาอย่างลูเธอร์ มนุษย์ร่างยักษ์ -ซึ่งหากอยู่ในเวอร์ชั่นลายเส้นอาจดูสมเหตุสมผลกับสายตามากกว่าเวอร์ชั่นคนแสดง- ที่ทีมงานต้องเอาชุดโฟมหนาพิเศษหุ้มร่างของ ทอม ฮ็อปเปอร์ (ซึ่งโดยปกติก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยคนทั่วไปอยู่แล้วที่ 196 ซม.) “ปกติทอมก็ตัวยักษ์อยู่แล้วอะนะ แต่พอเราต้องใส่เสื้อเทียมให้เขา ผมก็เริ่มคิดแล้วว่าคนจะชอบไหมนะแม้ผมจะคิดว่ามันเจ๋งมากก็ตามที” เวย์เล่า

5.

จุดเด่นอีกอย่างของ The Umbrella Academy คือเพลงประกอบ อาจเพราะตัวเวย์เองเป็นนักดนตรีอาชีพอยู่แล้ว บทเพลงในซีรีส์จึงถูกคัดเลือกมาอย่างละเมียดละไม มันใช้เป็นส่วนสำคัญในการเล่าเรื่องหรือแม้แต่บอกความรู้สึกของตัวละคร เช่นเพลง I Think We’re Alone Now เวอร์ชั่นของ ทิฟฟานี นักร้องสาวชาวอเมริกันที่ถูกปล่อยออกมาครั้งแรกในปี 1987 และเป็นเพลงที่กำหนด ‘ธีม’ โดยรวมของซีรีส์เมื่อตัวละครเต้นเพลงนี้ในห้องส่วนตัวภายในคฤหาสถ์อันอ้างว้าง หรือ Dancing in the Moonlight โดย Toploader วงร็อคสัญชาติอังกฤษที่เป็นเพลงขณะที่สองตัวละครหลักในเรื่องเต้นรำด้วยกัน และ Run Boy Run ของ Woodkid ขณะที่นัมเบอร์ไฟว์วิ่งหายไปในช่องว่างของกาลเวลา

“เพลงมันสำคัญมากๆ นะครับ และเราไม่ได้อยากให้มันเป็นแค่ซาวด์แทร็คประกอบซีรีส์เฉยๆ แต่อยากให้เห็นสไตล์ของมันด้วย” แบล็คแมนว่า “ผมอยากให้มันออกมาแปลกขึ้นหน่อย เพี้ยนขึ้นอีกนิด โลกของเรามันดำมืด และบางครั้งความดำมืดนั้นก็ไม่ได้ทำให้คุณรู้สึกดี แต่ผมอยากให้คนดูได้รู้สึกดีหลังดูซีรีส์เรื่องนี้จบ

“ที่เรามองหาคือถ้อยคำที่ลงตัวและให้ความรู้สึกว่าเพลงทั้งเพลงนั้นคือโลกของเรา ก็เลยทำลิสต์เพลงไว้จำนวนมาก แล้วลิสต์ของเราสองคนก็มีเพลงเหมือนๆ กันเราเลยคุยกันว่า ‘ข้อแรกเลย เทสต์ดนตรีเราเหมือนกัน ซึ่งดีแท้ๆ’ แล้วเจอราร์ดก็บอกผมว่า ‘เยี่ยม เอาลิสต์นี้แหละ!'”

6.

จนถึงตอนนี้ The Umbrella Academy ก็ประกาศสร้างซีซั่นที่สองต่อแล้ว และเราก็อยากจับตาดูไปพร้อมๆ กับทุกคนว่า เรื่องราวจากปลายปากกาและจินตนาการของฟร้อนต์แมนวงร็อค ผสานรวมกับการเขียนบทและโปรดิวซ์ของโปรดิวเซอร์หนังที่หลงใหลเรื่องราวแสนจะดาร์ค มันจะออกมาเป็นอย่างไรในอนาคต!