Demons horror The Golden Glove The Nightshifter Us Wounds

10 หนังเขย่าขวัญโคตรคลั่งต้นปี 2019 …ที่เราอยากกรี๊ด! Part 1

Home / bioscope / 10 หนังเขย่าขวัญโคตรคลั่งต้นปี 2019 …ที่เราอยากกรี๊ด! Part 1

โดย คุณากร วิสาลสกล

 

ท่ามกลางความคึกคักจากเทศกาลหนังน้อยใหญ่รอบโลกอันหลากหลายที่เพิ่งผ่านพ้นไปในรอบสามเดือนแรกของปี 2019 นี้ เรากลับพบว่ามี ‘หนังสยองขวัญ’ จำนวนไม่น้อยที่ถูกผู้ชมและนักวิจารณ์หยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันอย่างหนาหู จนเราเองอดรนทนไม่ไหว ต้องหอบเอาหนังเหล่านั้นมานำเสนอให้คุณๆ ได้กรี๊ดกับเขาบ้าง

…และก็ไม่แน่ว่าหนึ่งใน 10 หนังเขย่าขวัญบ้านแตกเหล่านี้ อาจกลายมาเป็นหนังสุดหลอนที่ทำให้คุณกรีดร้องขณะรับชม ขนลุกขนพองทุกครั้งที่นึกถึง และติดอันดับหนังในดวงใจประจำปีนี้ของคุณบ้างก็เป็นได้ – ใครจะรู้!

(อนึ่ง เนื่องบทความมีขนาดยาว เราจึงขออนุญาตแบ่งออกเป็นสองตอนนะจ๊ะ)

Us
สหรัฐอเมริกา / กำกับ : จอร์แดน พีล

หลังความสำเร็จถล่มทลายของ Get Out (2017) ผกก. จอร์แดน พีล ก็อยู่ในสถานะที่ต้องพิสูจน์ตัวเองว่า ชัยชนะบนเวทีออสการ์(สาขาบทออริจินอลยอดเยี่ยม)จากหนังเรื่องแรกนั้น ไม่ได้มาจากความ ‘ฟลุ๊ค’ ซึ่งเป็นข้อสงสัยที่อยู่ในใจนักดูหนังหลายคน แต่แล้วหลังจาก Us ผลงานลำดับที่สอง-ที่พีลควบตำแหน่งกำกับและเขียนบทเช่นเคย-ได้ฉายรอบพรีเมียร์ที่เทศกาล SXSW เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นอกจากมันจะเป็นเครื่องตอกย้ำคนดูว่าการทำหนังให้ดีนั้นไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วยแล้ว สื่อหลายสำนักยังพูดเป็นเสียงเดียวกันอีกว่า จอร์แดน พีล คือ ‘นักทำหนังสยองขวัญคนสำคัญแห่งยุค’

ตระกูลแยกย่อยอย่างหนังแนว ‘ด็อพเพิลแกงเกอร์’ (doppelganger) หรือ ‘แฝดปิศาจ’ ที่สร้างความสยดสยองจากตัวละครสองตัวที่มีลักษณะทางกายภาพเหมือนกันโดยสมบูรณ์ คือสิ่งที่พีลเลือกมาใช้เป็นแก่นแกนในการสร้างความวอดวายให้กับตัวละครของเขา ผ่านเรื่องราวการเที่ยวพักผ่อนของครอบครัว วิลสัน ที่จู่ๆ ก็มีผู้บุกรุกในจั๊มป์สูตสีแดงและมีหน้าตาเหมือนกับสมาชิกทั้งสี่คนในครอบครัวราวกับแกะ โดยพีลให้สัมภาษณ์ว่ามันเป็นเพียงสิ่งสะท้อนง่ายๆ ของชาวอเมริกันที่เขาอยากเล่า “เราอยู่ในช่วงเวลาที่ถูกทำให้หวาดกลัวแต่ผู้อื่น การรุกรานจากภายนอก พวกต่างด้าว และอื่นๆ เราต่างมองหาปิศาจจากข้างนอกตลอดเวลา ทั้งที่ตัวเราเองนี่แหละที่อาจจะเป็นปิศาจ ตัวเราเองนี่แหละที่เป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของเรา คำว่า ‘เรา’ มันไม่ใช่แค่ ‘ฉัน’ เพียงคนเดียว แต่ที่สำคัญกว่านั้น มันคือเราในรูปแบบของกลุ่มสังคม ครอบครัว ชาติ หรือโลกด้วยเช่นกัน” พีลกล่าว

นอกจากความสยองขวัญที่แว่วว่าจะจัดเต็มตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องแล้ว การแสดงของ ลูปิตา ยองโง (นักแสดงรางวัลออสการ์สมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก 12 Years a Slave) ในเรื่องนี้ก็อาจเทียบได้กับ โทนี คอลเล็ตต์ ใน Hereditary (กำกับโดย อารี แอสเตอร์) เมื่อปีก่อน อีกทั้งสิ่งที่เกินคาดอย่างหนึ่งสำหรับ Us ก็คือมันยังสามารถสร้างเสียงหัวเราะลั่นโรงได้ด้วยที่ SXSW ซึ่งเครดิตก็ตกไปอยู่ที่พีลในการฉลาดใช้ไดอะล็อกสุดแสบหรือการใช้ประโยชน์จากบุคลิกของตัวละครแต่ละตัว เพื่อสร้างสีสันระหว่างการไล่ล่าของครอบครัววิลสันกับพวกเขาในเวอร์ชั่นอื่น อันถือเป็นการเล่นตลกกับแก่นแท้อันยอกย้อนและซับซ้อนของมนุษย์ที่สร้างเสียงหัวเราะได้พอๆ กับเสียงกรีดร้อง

หนังยังมีการย้อนเวลากลับไปยังช่วงกลางยุค 80 ซึ่งด้วยความที่ผู้กำกับอย่างพีลมีความผูกพันกับ ‘วัฒนธรรมป๊อป’ อย่างแน่นแฟ้น เขาจึงนำเอาองค์ประกอบต่างๆ ทั้งหนัง ดนตรี และแฟชั่นมาใช้อย่างพอดิบพอดี เช่น เสื้อที่สกรีนลวดลายที่เกี่ยวกับ ไมเคิล แจ็คสัน (แถมตัวร้ายยังใส่จั๊มป์สูตสีแดงคล้ายเอ็มวีเพลง Thriller อีกแน่ะ!) เป็นต้น

 

 

The Nightshifter
บราซิล / กำกับ : เดนนิสัน รามาลโฮ

มีหนังหลายเรื่องที่อนุญาตให้ ‘คนตาย’ สื่อสารกับ ‘คนเป็น’ เพื่อคลี่คลายปมปัญหาชีวิต, ช่วยไขคดี หรือนำไปสู่ความจริงบางอย่างท้ายเรื่อง แต่สำหรับ The Nightshifter ดูเหมือนสิ่งเดียวที่ร่างไร้วิญญาณจะสามารถสื่อสารได้ คือการสบถคำสาปแช่งก่นด่าคนเป็นที่อยู่ตรงหน้าให้มอดไหม้ร่วมไปกับพวกเขาด้วย โชคดีที่ทั้งเรื่องมีเพียง สเตนีโอ (แดเนียล เดอ โอลิเวียรา) เพียงคนเดียวที่สามารถพูดคุยกับซากศพได้ หนำซ้ำเขายังทำงานในห้องเก็บศพ โดยมีฉากหลังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยการฆาตกรรมและการจราจลอย่างเซาเปาโล

นี่คือหนังที่นำองค์ประกอบเด่นๆ จากผลงานของผู้กำกับอย่าง ดาริโอ อาร์เจนโต, แซม ไรมี, จอร์จ เอ โรเมโร และ จอห์น คาร์เพนเตอร์ เช่น การสร้างความตระหนกตกใจแบบหนังผียุค 70, บรรยากาศน่าพรั่นพรึง, ความแปลกประหลาดแบบหนังสือการ์ตูน และซีนเลือดสาด มาหลอมรวมกันเป็นผลงานสยองฟอร์มเล็กย่อยง่าย บนฐานการเล่าเรื่องเฉพาะตัวของรามาลโฮ-คนทำหนังที่อยู่ในแวดวงหนังสั้นสยองขวัญมากว่า 20 ปี โดยเขาเคยเขียนบทและกำกับ ABC of the Death 2 (2014) ตอน J  is for Jesus และเขียนบทหนังยาวเรื่อง Embodiment of Evil (2008, โฆเซ โมฮิกา มาริน) ซึ่งเมื่อมีโอกาสกำกับหนังยาวของตัวเองเรื่องแรก เขาจึงไม่วายจัดหนักในประเด็นที่ตัวเขา-ในฐานะของชาวเซาเปาโลและคนรักหนังสยอง-อยากทำอย่างสนุกมือ “รู้มั้ยครับ แม้คนตายเหล่านี้จะเล่าถึงความทุกข์จากสังคมที่การฆ่าแกงกันเป็นเรื่องปกติได้น่าเห็นใจแค่ไหน ก็คงไม่มีใครเข้าใจว่ามันคือฝันร้ายจนกว่ามันจะส่งผลกระทบต่อคนในครอบครัวคุณเอง” ผู้กำกับเล่า

 

หนังได้รับเสียงชื่นชมถึงความดิบและจริงใจของรามาลโฮ ที่แม้จะขาดแคลนประสบการณ์ในการทำหนังขนาดยาว แต่ก็กล้าหาญอย่างมากในการทดลองใช้เทคนิคที่เขาเชื่อ เช่น การใช้สเปเชียลเอฟเฟ็กต์สและมุมกล้องแฮนด์เฮลด์ที่หยาบกระด้าง, การโชว์ชิ้นส่วนอวัยวะมนุษย์ที่ถูกชำแหละอย่างไม่ยี่หระ หรือแม้กระทั่งซาวน์ดีไซน์อย่างเสียงเปิด-ปิดประตูและดนตรีปลุกอารมณ์สุดคลิเช่ แต่หนังเรื่องนี้ก็ยังได้รับการยอมรับจากบรรดานักวิจารณ์ว่าสามารถทำงานกับบรรยากาศหยาบๆ อย่างที่กล่าวมาทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ชื่อของรามาลโฮถูกจับตามากขึ้นไปโดยปริยาย

 

Wounds
สหรัฐอเมริกา – สหราชอาณาจักร / กำกับ : บาบัค อันวารี

หลังจากความสำเร็จในระดับนานาชาติของหนังสยองแซมการเมืองอย่าง Under the Shadow (2016) ชื่อของผกก.อิหร่าน บาบัค อันวารี ก็เป็นที่หมายตาของค่ายหนังทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา ก่อนที่เขาจะปลงใจกับ Annapurna Pictures ที่แม้จะเคยมีข่าวลือว่าสถานการณ์ภายในไม่ค่อยสู้ดีนักเมื่อปี 2018 แต่นี่อาจเป็นโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับเขา “มันน่าตื่นเต้นตรงที่ Annapurna ไม่เคยทำหนังเฮอร์เรอร์หรือธริลเลอร์มาก่อน แต่ผมชอบรสนิยมของพวกเขานะ แล้วทุนที่เขาให้ก็ไม่ได้ห่างไกลคำว่า ‘ทุนต่ำ’ มากนัก …มันเหมือนเป็นการทดลองทำไปด้วยกันมากกว่า ซึ่งผมเองก็ไม่อยากให้ตัวเองก้าวกระโดดไปจับหนังที่มีทุนหนาแบบหนังมาร์เวล ทั้งๆ ที่เพิ่งทำ Under the Shadow ซึ่งใช้ทุนไม่ถึงล้านเหรียญด้วยซ้ำหรอกนะ” อันวารีเล่า …และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือหนังสยองขวัญเรื่องใหม่อย่าง Wounds

โดยหลังฉายรอบพรีเมียร์ที่ซันแดนซ์ มันก็ได้รับเสียงยกย่องว่านี่คือการใช้ อาร์มี แฮมเมอร์ (Call Me by Your Name) ที่ ‘ถูกทาง’ ที่สุดตั้งแต่เขาเป็นนักแสดงมา และแม้จะไม่ได้ผูกโยงความสยองเข้ากับประเด็นทางการเมืองเท่า Under the Shadow แต่อันวารีก็ชาญฉลาดในการเนรมิตภาพความชั่วร้ายกับเทคนิคหนังสยองขวัญมาอุปมาถึงความอัปลักษณ์ที่ฝังในจิตใจของมนุษย์ทุกผู้ ซึ่งไม่มีใครหนีพ้นหรือแบกรับมันไหว เหมือน ‘แผล’ (wound) ที่ไม่มีวันจางหาย

หนังดัดแปลงมาจากนิยายขนาดสั้นของ นาธาน เบลลิงการ์ด ที่ชื่อ The Visible Filth เล่าเรื่องของ วิลล์ (แฮมเมอร์) บาร์เทนเดอร์ในร้านเหล้าที่โกโรโกโสที่สุดในนิวออร์ลีน ซึ่งเผลอหยิบโทรศัพท์มือถือที่กลุ่มวัยรุ่นใช้ถ่ายคลิปชายขี้เมาถูกทำร้ายร่างกายแล้วลืมไว้ในบาร์กลับไปที่บ้าน จนเป็นสาเหตุที่สร้างความไม่ไว้วางใจให้กับ แคร์รี (ดาโกตา จอห์นสัน) ภรรยาของวิลล์ผู้หมกมุ่นตามสืบว่ามันคือโทรศัพท์ของใคร

ซ้ำร้ายดูเหมือนข้อความบนจอมือถือจะสามารถสื่อสารกับจิตใจอันว่างเปล่าของวิลล์ได้อย่างน่าขนลุก ไม่ว่าจะเป็นข้อความที่เตือนว่ามีสาวผมบลอนด์คอยตามเขาอยู่ หรือภาพแมลงสาบและคนถูกตัดหัว และไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ ดูเหมือนอันวารีจะทิ้งร่องรอยเบลอๆ ของอดีตที่กระจัดกระจายของแต่ละตัวละครให้คนดูไปตามหา ‘จุดจบ’ ตามความเป็นไปได้มากมายในหนังเรื่องนี้

 

The Golden Glove
เยอรมัน – ฝรั่งเศส / กำกับ : ฟาติห์ อาคิน

ฟริตซ์ ฮอนกา ชายวัย 40 หลังค่อมและมีใบหน้าบูดเบี้ยว (รับบทโดยนักแสดงเยอรมันไฟแรงวัย 22 อย่าง โจนาส แดสส์เลอร์) คือฆาตกรต่อเนื่องในฮัมบูร์กช่วงทศวรรษ 1970 ผู้ที่สังหารโสเภณี 4 รายอย่างโหดเหี้ยม เช่น ฆ่าหั่นศพ, บังคับให้เหยื่อมีเซ็กซ์กับไส้กรอก หรือทาอวัยวะเพศของเขาด้วยฮอร์สแรดิช (รากพืชเผ็ดฉุนที่มักนำมาทำวาซาบิเทียม) ก่อนจะข่มขืนเหยื่อ โดยแต่ละครั้งที่ลงมือ ฮอนกาจะเริ่มมองหาผู้เคราะห์ร้ายที่บาร์สกปรกชื่อ Der Goldene Handschuh หรือ ‘ถุงมือทองคำ’ นี่เอง

ฟาติห์ อาคิน ผู้กำกับเจ้าของรางวัลหมีทองคำปี 2004 จากหนังดราม่า Head-On ถูกตั้งคำถามถึงความตั้งใจในการสร้างหนังเรื่องล่าสุดเรื่องนี้ เพราะทั้งที่ดัดแปลงจากหนังสือขายดีในชื่อเดียวกันของ ไฮน์ สตรังค์ แต่ในแง่เนื้อหาหนังกลับถูกวิจารณ์ว่าไม่ได้ให้อะไรนอกจากภาพความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไร้เหตุจูงใจ ขาดความหมายเบื้องหลัง หรือแม้กระทั่งถูกมองว่าไม่ต่างจากหนังฆาตกรต่อเนื่องหยาบๆ ที่เกลื่อน Netfilx และ Amazon อยู่ในปัจจุบัน ทว่ามันอาจจะเป็นความตั้งใจของผกก.ชาวเยอรมัน-ตุรกีผู้นี้ที่ใครคาดไม่ถึง “ในหนังสือก็มีเล่าประวัติของฮอนกาครับ ผมถ่ายซีนเหล่านั้นไปแล้วด้วย เช่น ตอนที่เขาถูกข่มขืนตอนเด็ก แต่ตอนตัดต่อนี่สิ ผมว่ามันเป็นการให้เหตุผลที่โง่ไปหน่อยที่คิดว่าการถูกข่มขืนตอนเด็ก คือการสอบใบอนุญาตของการเป็นฆาตกรโรคจิต ผมว่ามีคนอีกจำนวนมากที่มีประสบการณ์ทางเพศอันเจ็บปวดในวัยเด็ก แต่พวกเขาก็ไม่ได้โตมาเพื่อทำร้ายใคร และผมไม่อยากทำหนังที่ตบหน้าพวกเขา”

อย่างไรก็ตาม หนังได้รับการยกย่องถึงการแสดงเป็นชายวัย 40 ได้อย่างน่าเชื่อถือของแดสส์เลอร์ และโปรดักชั่นดีไซน์ที่เนรมิตความหดหู่แบบถึงทรวงของเยอรมันตะวันตกช่วงหลังสงครามออกมาอย่างหมดจดงดงาม ขณะเดียวกันก็มีบางสื่อที่ตั้งข้อสังเกตว่า หากมองหนังผ่านสายตาของหนังตระกูล horror/thriller แล้ว มันอาจจะเทียบชั้นได้กับ House That Jack Built ของ ลาร์ส ฟอน ทรีเออร์ เมื่อปี 2018 ได้เลยทีเดียว ซึ่งก่อนที่หนังจะฉายอาคินเคยสัมภาษณ์เรื่องมุมมองที่มีต่อหนังสยองขวัญไว้แล้วว่า “ตอนอ่านหนังสือจบ ผมก็ไม่ชัวร์ว่าจะทำเป็นหนังดีมั้ย แต่ก็ตัดสินใจทำมันดีกว่า เพราะผมคงเสียดายถ้ามีใครทำก่อน แล้วตอนนั้นผมมีความตั้งใจที่จะทำหนังสยองขวัญอยู่แล้วด้วย เพราะประสบการณ์สยองขวัญนี่แหละที่มาแรงกว่าหนังแนวอื่นๆ ผมว่ามันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้คนยังเข้าโรงหนังอยู่” เขาเล่า ซึ่งด้วยฉากโหดทั้งหลายแหล่บวกคำวิจารณ์ที่แตกออกเป็นสองเสียง มันจึงกลายเป็นหนึ่งในหนังที่เราอยากพิสูจน์ด้วยตาตัวเองสักครั้ง

 

Demons
สิงคโปร์ / กำกับ : แดเนียล ฮุย

“เพื่องานศิลปะ แม้ต้องถูกทารุณกรรมแสนสาหัสก็ต้องทน” นั่นคือสิ่งที่ญาติสนิทมิตรสหายรอบกาย วิคกี (วิคกี หยาง) ล้วนพร่ำบอกกับเธอ หลังจากที่เพิ่งได้รับบทสำคัญในละครเวทีของผู้กำกับชื่อดัง แดเนียล (เกลน กอย – ผู้กำกับชื่อดังชาวสิงคโปร์เจ้าของผลงานมิวสิคัลสุดบ้าบิ่น Forever Fever ในปี 1998) ซึ่งแทนที่มันจะเป็นหนทางสวยหรูที่พาเธอทะยานสู่ฝัน แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของความทรมานอย่างรุนแรง หรือที่แดเนียลเรียกว่า ‘หนทางฝึกทักษะทางศิลปะ’ ซึ่งเธอไม่สามารถเรียกร้องขอความเห็นใจจากใครได้ แม้แต่ญาติสนิท คนดู หรือตัวของเธอเอง ทว่าบางขณะผู้กำกับก็เปิดโอกาสให้วิคกีได้สลับตำแหน่งกับแดเนียลอย่างที่คนดูคาดไม่ถึง ซึ่งน่าสนใจว่าผู้กำกับหน้าใหม่ใสกิ๊งอย่าง แดเนียล ฮุย ตั้งใจให้ตัวละครหลักใช้ชื่อของเขาเอง เพื่อให้ยึดโยงกับการตั้งคำถามของเขาต่อตัวเอง ต่อวงการศิลปะ และต่อการสวมบทบาทในสังคมที่อาจนำมาซึ่ง ‘ความรุนแรง’ ต่อผู้อื่นได้โดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัว “มันเป็นภาพแทนของสิ่งที่ผมกลัวมากที่สุด ในสังคมอันรุนแรง ผู้คนโกรธเกรี้ยว แต่ผมก็มีส่วนร่วมกับมัน ทั้งในสถานะของเหยื่อและผู้กระทำ”

ฮุยเป็นผู้กำกับชาวสิงคโปร์ที่มีจุดเด่นตรงที่เขามักจะทดลองใช้นวัตกรรมประหลาดๆ อย่างกล้าหาญและแข็งกร้าวต่อประเด็นทางสังคมการเมืองเสมอ สำหรับ Demons ก็เช่นกัน เขาได้สร้างอัตลักษณ์อันบิดเบี้ยวให้กับทุกตัวละครที่ปรากฎอยู่ในหนัง เพื่อเล่าเรื่องราวของการพยายามสร้างงานศิลปะที่จงใจให้เกิดผลลัพธ์อันทุเรศทุรัง ซึ่งด้วยการนำเสนอที่คล้ายกับถ่ายทำด้วยกล้อง super 8 จึงส่งผลให้ภาพที่ดูไม่ปราณีตคล้ายคลิป found footage นั้นดูใกล้ชิดและสมจริงยิ่ง แต่ขณะเดียวกัน การกระทำของตัวละครกลับผลักไสคนดูให้ออกห่างจากความจริงอย่างไม่ใยดี เช่น การนำปลามาวางไว้บนหัวต่างหมวกในสภาพแวดล้อมบ้านๆ ที่ทุกคนเห็นดีเห็นงาม หรือตัวละครที่เปิดเผยว่าเป็นแค่จิตใต้สำนึกคอยเป่าหูนางเอกให้หลงรักการถูกทรมาน ทว่าสิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้หนังได้รับเสียงวิจารณ์ว่า สามารถดึงดูดให้คนดูติดตามไปได้จนจบอย่างน่าฉงน หวั่นวิตก และเปี่ยมอารมณ์ขัน

อนึ่ง นับตั้งแต่ปี 2018 อุตสาหกรรมหนังของสิงคโปร์ ได้ผลิตผลงานที่สะดุดตาสะดุดใจนักดูหนังทั่วโลกได้อย่างมีนัยสำคัญไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นหนังที่เดินทางสู่เวทีระดับโลกอย่าง Crazy Rich Asians (จอน เอ็ม ชู), หนังชนะรางวัลใหญ่จากโลการ์โน A Land Imagined (โหยวเสี่ยวหัว) หรือสารคดีที่เฉิดฉายในเทศกาลทั่วโลกอย่าง Shirkers (แซนดี แทน) สำหรับหนังทดลองสั่นประสาทอย่าง Demons จึงอาจเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้หนังสิงคโปร์ก้าวข้ามพื้นที่ปลอดภัยในการทำหนังไปอีกขั้น และเป็นหนึ่งในหนังที่เราตั้งตารอชมอย่างยิ่ง

 

อ่าน Part 2 ได้ ที่นี่