Corporate Animals Harpoon horror Koko-di Koko-da Midsommar The Hole in the Ground

10 หนังเขย่าขวัญโคตรคลั่งต้นปี 2019 …ที่เราอยากกรี๊ด! Part 2

Home / bioscope / 10 หนังเขย่าขวัญโคตรคลั่งต้นปี 2019 …ที่เราอยากกรี๊ด! Part 2

โดย คุณากร วิสาลสกล

 

นี่คือตอนต่อของขบวน ‘หนังสยองขวัญ’ ที่ถูกผู้ชมและนักวิจารณ์หยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันอย่างหนาหูในเทศกาลหนังน้อยใหญ่รอบโลกตลอดสามเดือนแรกของปี 2019 ที่ผ่านมา จนเราเองอดรนทนไม่ไหว ต้องหอบเอาหนังเหล่านั้นมานำเสนอให้คุณๆ ได้กรี๊ดกับเขาบ้าง …ไม่แน่ว่าหนังเขย่าขวัญบ้านแตกเหล่านี้อาจติดอันดับหนังในดวงใจประจำปีนี้ของคุณก็เป็นได้!

(อนึ่ง เนื่องบทความมีขนาดยาว เราจึงขออนุญาตแบ่งออกเป็นสองตอนนะจ๊ะ) 

ย้อนอ่าน Part 1 ได้ ที่นี่

 

Midsommar
สหรัฐอเมริกา / กำกับ : อารี แอสเตอร์

หากใครยังตราตรึงกับความเฮี้ยนของ Hereditary (2018) หนังลัทธิบูชาปิศาจเมื่อปีที่แล้วของ อารี แอสเตอร์ ที่เต็มไปด้วยเทคนิคการเล่าเรื่องสุดแพรวพราว ปีนี้เขากลับมาพร้อมกับหนังที่ทดลองดึงเอาความสยองออกจากความมืดมาสู่ไอแดดกลางฤดูร้อนในชื่อ Midsommar ซึ่งว่าด้วยการเดินทางไปเที่ยววันหยุดของคู่รักคู่หนึ่งที่ ‘เฟสติวัล’ ซึ่งจัดขึ้นทุกๆ 90 ปีในหมู่บ้านเล็กๆ ของสวีเดน อันเป็นสถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศสดใสของแสงแดดอุ่นๆ ราวสรวงสวรรค์กลางทุ่งในอุดมคติ แต่เมื่อชาวบ้านเริ่มชักชวนให้พวกเขาเข้าร่วม ‘พิธีกรรม’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล ดินแดนในฝันแห่งนี้จึงค่อยๆ กลายเป็นความน่าขนหัวลุกและสั่นประสาทขึ้นมา

แอสเตอร์นิยามหนังเรื่องนี้ว่าเป็น ‘หนังอกหักหลังโลกสลาย’ (apocalyptic breakup movie) ซึ่งหัวใจของมันยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว ภายใต้ฉากหลังของเรื่องสยองพื้นบ้านแบบสแกนดิเนเวีย และยังมีความเชื่อมโยงกับหนังสั้นของเขาอย่าง The Strange Thing About the Johnsons (2011) รวมถึงยังได้แรงบันดาลใจจากหนังล่าแม่มด The Wicker Man (1973, โรบิน ฮาร์ดี) และความร้าวรานแบบ Scenes from a Marriage (1973, อิงมาร์ เบิร์กแมน) นอกจากนั้น จากเทรเลอร์แรกที่ปล่อยออกมาเมื่อไม่นานมานี้ เรายังได้เห็นการใช้องค์ประกอบหลายอย่างที่พาให้ระลึกถึงขบวนหนังเซอร์เรียลช่วงต้นยุค 70 ที่เวียร์ดอย่างสุดทาง เช่น กระโจมสามเหลี่ยมสีเหลืองสด, ผนังอาคารไม้ที่ประดับสัญลักษณ์ประหลาด หรือการชำแหละซากศพแบบมีพิธีรีตอง – ซึ่งทำให้ยิ่งน่าลุ้นว่าแอสเตอร์อาจจะกำลังผลักดันตระกูลหนังสยองแบบ New Horror ให้ขยับก้าวขึ้นไปอีกขั้น

ที่สำคัญแม้ว่ามันจะเป็นเพียงหนังยาวเรื่องที่สองของเขา แต่ผู้กำกับไฟแรงผู้นี้กลับเผยว่า มันอาจจะเป็นหนังสยองขวัญเรื่องสุดท้ายที่เขาจะทำ “เรื่องนี้เป็นหนังสยองอีกเรื่องที่ผมมีอยู่ในมือนอกจาก Hereditary ผมมองตัวเองว่าเป็นคนทำหนัง genre (คือทำหนังตามสูตรของแต่ละตระกูลหนัง) และผมอยากจะเล่นกับทุกๆ genre ไม่ว่าจะเป็นมิวสิคัล ซึ่งผมเขียนบทไว้แล้ว ผมมีบทที่เขียนเสร็จแล้วอีกสิบเรื่อง มีหนังไซ-ไฟอยู่ในนั้นด้วย ผมว่ามี 4-5 เรื่องพร้อมที่จะกลายเป็นหนังแล้ว และผมตื่นเต้นมากๆ ที่จะได้ทำให้มันเป็นจริงทั้งหมด” แอสเตอร์กล่าว

 

 

The Hole in the Ground
ไอร์แลนด์ – สหราชอาณาจักร – ฟินแลนด์ / กำกับ : ลี โครนิน

ทันทีที่เปิดตัวในเทศกาลซันแดนซ์ หนังเรื่องแรกของ ลี โครนิน ก็แทบจะถูกเรียกว่าเป็น ‘หนังสยองที่ดีที่สุดจากไอร์แลนด์’ ซึ่งอันที่จริงแล้ว ฝีมือการใช้จังหวะหลอกล่อผู้ชมของโครนินนั้น เคยปรากฎในหนังสั้นพาเสียวสันหลังมาแล้วอย่าง Through the Night (2010) และ Ghost Train (2013)

บ่อยครั้งที่หนังสยองมักจะใช้เด็กเป็นศูนย์กลางของการเล่าเรื่อง นับตั้งแต่ The Exorcist (1973, วิลเลียม ฟรีดกิน), The Omen (1976, ริชาร์ด ดอนเนอร์), Goodnight Mommy (2014, เวโรนีกา ฟรังซ์ และ เซเวอริน เฟียลา) หรือแม้แต่ Hereditary (2018, อารี แอสเตอร์) โครนินเองก็เลือกที่จะใช้เด็กเป็นตัวแปรของความสยองในหนังเช่นกัน ซึ่งเขายังตั้งใจให้มันทำหน้าที่ในการสะท้อนสัญชาตญานความกลัวของผู้เป็นแม่ออกมาอีกด้วย “ความรู้สึกของการถูกปกป้องอย่างเกินพอดีจนกลายเป็นหลุมลึกมืดดำในจิตใจของเด็ก กับอนาคตมืดบอดจากความทรงจำในอดีต คือใจความสำคัญสำหรับหนังเรื่องนี้” โครนินกล่าว

หนังเล่าเรื่องของ ซาราห์ (ซีนา เคิร์สเลค) และ คริส (เจมส์ ควินน์ มาร์คีย์) สองแม่ลูกที่ย้ายบ้านไปอยู่ริมป่าอันห่างไกล เพื่อหลีกหนีจากอดีตและเริ่มต้นชีวิตใหม่ คืนหนึ่งคริสหายตัวเข้าไปในป่า ผู้เป็นแม่จึงออกตามหาและพบกับหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ …พร้อมลูกชายที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

โครนินยังได้หยิบยืมองค์ประกอบจากหนังสยองขวัญคลาสสิกหลายเรื่องให้มาปะติดปะต่ออยู่ในหนังเรื่องนี้ของเขาอย่างสนุกมือ จนหนังได้รับคำชมถึงการตั้งหน้าตั้งตาสร้างความกลัวที่ได้ผลอยู่หมัด บวกกับการแสดงแบบทุ่มทั้งตัวของเคิร์สเลค, งานภาพที่งดงามแฝงความลึกลับของ ทอม โคเมอร์เฟลด์ และสกอร์สุดหลอกหลอนจาก สตีเฟน แม็คคีออน ที่สอดรับกับเรื่องน่าสะพรึงได้อย่างสมบูรณ์แบบ The Hole in the Ground จึงเป็นหนึ่งในหนังที่ผู้จัดจำหน่ายอย่าง A24 คาดหวังว่าจะสามารถสร้างปรากฏการณ์แบบ Hereditary ได้ในอเมริกาสำหรับปีนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

 

Koko-di Koko-da
สวีเดน – เดนมาร์ค / กำกับ : โยฮันเนส นีโฮล์ม

ลองจินตนาการถึงหนังที่รวมเอาเงื่อนไขจาก Groundhog Day (1993, ฮาโรลด์ รามิส), A Nightmare on Elm Street (1984, เวส คราเวน) และ Antichrist (2009, ลาส ฟอน ทรีเออร์) มามัดรวมกันเป็นไม้เรียว แล้วโบยตีตัวละครให้ตกนรกหมกไหม้แบบซ้ำแล้วซ้ำอีก นี่อาจเป็นนิยามที่ดีที่สุดให้กับ Koko-di Koko-da หนังยาวเรื่องที่สองชอง โยฮันเนส นีโฮล์ม เจ้าของ Special Jury Prize จากซานเซบาสเตียนเมื่อปี 2016 กับหนังเรื่อง The Giant

สำหรับเรื่องนี้ หนังเล่าถึงช่วงเวลาสามปีหลังจากที่ โทเบียส (เลียฟ เอ็ดลุนด์) และ อีลิน (อีลวา แกลลอน) สามีภรรยาตัวละครหลักของเรื่องสูญเสียลูกสาวไปในวันครบรอบ 8 ขวบ ทั้งคู่ได้ออกไปแคมปิ้งพักผ่อนในวันหยุดที่แสนจะอมทุกข์ และที่นั่นเองที่พวกเขาได้พบกับสามตัวประหลาด ประกอบด้วยชายแต่งตัวย้อนยุค ผู้หญิงที่มีผมดกเกินปกติ และมนุษย์ยักษ์ ที่ผลัดเวรกันมา ‘ฆ่า’ พวกเขาด้วยวิธีการต่างๆ อย่างไร้สาเหตุ ที่สำคัญ โทเบียสและอีลินยัง ‘ฟื้น’ ขึ้นมาให้สามฆาตกรลงมือสังหารซ้ำไปมาไม่จบสิ้นเสียด้วย!

Koko-di Koko-da ฉายรอบพรีเมียร์ที่ซันแดนซ์ไปเมื่อต้นปี และนีโฮล์มก็ได้รับการยกย่องถึงการสร้างบรรยากาศที่ไม่ปลอดภัยได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยองค์ประกอบที่ ‘เซอร์ฯ’ เกินกว่าคนดูจะนึกได้ แม้แต่การเดินไปซื้อไอศกรีม แมว แมงมุม เสียงหึ่งๆ ของยุง หรือการเปลี่ยนฉากปุบปับที่ทั้งทำให้อึดอัดและน่าขนลุก นอกจากนั้น อีกสิ่งที่หนังถูกพูดถึงอย่างน่าชื่นชม คือภายใต้ชุดความสยองไม่รู้จบ นีโฮล์มยังค่อยๆ กระเทาะเปลือกตัวละครหลักทั้งสองที่ต่างก็ทุกข์ระทมกับอดีต ไม่เหลือความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ปล่อยให้ชีวิตที่ไร้ชีวาเลื่อนไหลไปตามกระแสความเศร้า จนสุดท้ายพวกเขาก็กลายเป็นเพียงสิ่งไร้เดียงสาที่ปกป้องตัวเองไม่ได้ ไม่ต่างจากของเล่นในมือเด็กเนิร์สเซอรีที่หักแขนตุ๊กตาพลางฮัมเพลง Koko-di Koko-da ไปด้วย

“ผมไม่รู้ว่าจะเรียกมันว่าเป็นหนังสยองขวัญได้มั้ย ผมขอเรียกมันว่า ‘ตำนานมืด’ กับ ‘ฝันร้ายเหนือจริง’ ละกัน เพราะตลอดเวลาที่ทำมัน ผมคิดถึงการใช้องค์ประกอบแบบเทพนิยายเป็นสิ่งสำคัญ หมายถึงเทพนิยายแบบมืดมน ผมอยากให้มันเป็นหนังที่ชั่วร้าย แต่ก็ให้ความหวังกับเราได้ รวมถึงมันต้องมีความเป็นบทกวีและต้องสวยงามในแง่ศิลปะด้วย” นีโฮล์มเล่า

 

Corporate Animals
สหรัฐอเมริกา / กำกับ : แพทริค ไบรซ์

ความวายป่วงเริ่มขึ้นเมื่อ ลูซี (เดมี มัวร์) ซีอีโอบริษัทขายมีดกินได้ (เอ๊ะ!?) พาพนักงานไปเที่ยวเอ้าติ้งผจญภัยในถ้ำที่นิว เม็กซิโก แม้จะฟังดูน่าสนุก แต่ด้วยสถานะเจ้านายที่แย่ที่สุดเท่าที่คุณจะนึกได้ของลูซี ก็ทำให้ทริปนี้ต้องกร่อยตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่ม เพราะเธอทั้งล่อลวงสองผู้ช่วยคนสนิทให้ตบตีกันเองเพื่อแย่งตำแหน่ง สร้างเรื่องดราม่าในหมู่พนักงาน แย่งผลงานของคนทุกคน หลงตัวเอง และที่สำคัญในทริปครั้งนี้ เธอยังปล่อยให้พนักงานขาดน้ำและอาหาร ก่อนหลงอยู่ในถ้ำที่ไร้ทางออก จนวันหยุดอันสุขสันต์ต้องกลายเป็นฝันร้าย เมื่อพนักงานออฟฟิศทั้ง 8 ชีวิตค่อยๆ ล้มตายจากอุบัติเหตุประหลาดในถ้ำ คนที่เหลือเริ่มดื่มปัสสาวะแทนน้ำ เริ่มความคิดในการกินซากศพประทังชีวิต เริ่มเผยความกระหายอยากทางเพศ โดยที่ลูซียังไม่วายหาทางทำให้ทุกอย่างแย่ลง และยังมีกระจิตกระใจแปะแผ่นมาส์คหน้าเพื่อคงความชุ่มชื่นให้กับผิวอีกด้วย (โว้ย!!!)

ถึงแม้พล็อตจะเวียร์ดชวนแหวะสยอง แต่หนังกลับมีน้ำเสียงแบบ ‘คอมิดี้’ จนให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูซีรีส์ The Office และ The Descent (2006, นีล มาร์แชลล์) ไปพร้อมๆ กัน เช่น การสร้างเหตุผลในการกินศพให้ซอฟต์ลงด้วยประโยค “นี่ถ้าเราสลับพยัญชนะคำว่า team ดู จะได้คำว่า meat นะ” หรือตัวละครที่มองแผลเน่าบนขาตัวเองแล้วนึกถึง บริตนีย์ สเปียร์ เป็นสิ่งจรรโลงใจสุดท้ายของชีวิต แถมหนังยังแตะประเด็นคุกคามทางเพศอย่างหน้าตาย เช่น ใช้ศัพท์ Weinsteining (ล้อกรณีคุกคามทางเพศของ ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน) ในกิจกรรมทางเพศของตัวละคร เป็นต้น

Corporate Animals ยังเป็นหนึ่งในหนังที่ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางถึงความบ้าบอคอแตกของผู้กำกับ แพทริค ไบรซ์ (The Overnight) และมือเขียนบท แซม เบน ที่พูดเรื่องดราม่าในสังคมด้วยน้ำเสียงตลกขบขัน หรือการใช้การ์ตูนที่จู่ๆ ก็แทรกเข้ามาหน้าตาเฉยซึ่งส่งเสริมการเล่าเรื่องความกระอักกระอ่วนแบบหน้าตายได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญที่สุดคือการแสดงของทีมนักแสดงที่ประกอบด้วยดาราหลากรุ่นอย่างเดมี มัวร์, เอ็ด เฮล์มส์ (The Hangover), แคลัม เวอร์ธี (American Vandal), เจสสิกา วิลเลียมส์ (Delivery Man), คาราน โซนี (Deadpool) ที่มาร่วมกันสร้างสมดุลระหว่างจังหวะแบบธริลเลอร์ คอมิดี้ และซิตคอมได้อย่างยอดเยี่ยม

 

Harpoon
แคนาดา / กำกับ : ร็อบ แกรนต์

ร็อบ แกรนต์ คือนักทำหนังฟอร์มเล็กชาวแคนาดาที่ไล่ประกาศศักดาตามเวทีหนังอิสระแบบเงียบๆ มากว่าสิบปี นับตั้งแต่ธริลเลอร์/คอมิดี้ Yesterday (2009) หรือ Mon Ami (2012) ที่เล่าเรื่องการลักพาตัวที่ทั้งรุนแรงและขำขื่น จนทำให้เกิดกระแสอยากใช้ความรุนแรงขึ้นในแคนาดา (เช่น คนส่งคลิปมาหาแกรนต์เพื่อถามว่าเขาควรจะใช้อุปกรณ์ใดในการฆ่าคนดีนะ?!) จนผู้กำกับต้องทำสารคดีอีกเรื่อง-เพื่อบอกทุกคนว่าความรุนแรงในหนังเป็นของปลอม-อย่าง Fake Blood (2017) และพูดติดตลกว่านี่เป็นการทำหนังเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม!

ก่อนหน้านั้น เขายังมีผลงานไซไฟ/ธริลเลอร์ที่ถ่ายทำช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เป็นเวลาสามปีเต็ม โดยไม่มีสคริปต์อย่าง Desolate (2013) ที่สามารถคว้าสามรางวัลจากงานหนังใต้ดินที่ลาสเวกัสมาได้ กระทั่งปีที่แล้วเขาได้ทำหนังธริลเลอร์ฆาตกรโรคจิตติดขนบฮอลลีวูดอย่าง Alive (2018) แกรนต์ได้รับรางวัลน้อยใหญ่จากสิบเทศกาลหนังเฉพาะกลุ่มและหนังสยองขวัญ ทั้งในแคนาดาและสหรัฐฯ รวม 16 รางวัล ซึ่งรวมถึงผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังสยองขวัญแห่งนิวยอร์คด้วย

สำหรับ Harpoon หนังเรื่องล่าสุดของแกรนต์ที่เล่าเรื่องของการบดขยี้กันของรักสามเศร้าบนเรือยอร์ชกลางทะเล ในช่วงก่อนการฉายเวิลด์พรีเมียร์ หนังถูกกระแสปรามาสว่าการเล่าเรื่องวัยรุ่นโดดเดี่ยวกลางทะเลนั้นช่างซ้ำซากและไม่มีอะไรใหม่มานับทศวรรษ ทว่าหลังจากที่ฉายครั้งแรกในร็อตเทอร์ดัม มันกลับเรียกเสียงฮือฮาและคำวิจารณ์อันน่าทึ่ง ทั้งความบ้าบิ่นหน้าตายของไดอะล็อกและการผลัดกันใช้นักแสดงแค่สามคนอย่างชาญฉลาด, การเล่นตลกกับพื้นที่บนเรือยอร์ช และยังเหมือนเป็นการล้อเลียนงานเขียนของ เอ็ดการ์ อัลลัน โป, นิยาย Life of Pi และ Mody Dick ในเวลาเดียวกัน จนกลายเป็นหนังดาร์คคอมิดี้/ธริลเลอร์ที่ทั้งขำ ทั้งเครียด ทั้งเจ็บปวด และชวนให้ปิดตาดูตั้งแต่ต้นจนจบ

อนึ่ง สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ Harpoon ได้รับการโอบอุ้มจากดิสทริบิวเตอร์เลือดใหม่ไฟแรงที่มีฐานทัพในนครนิวยอร์คและแอลเออย่าง Yellow Veil Pictures ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปี 2018 พร้อมอุดมการณ์ในการผลักดันหนัง genre และนักทำหนังหน้าใหม่ๆ ให้ก้าวเข้าสู่ตลาดโลก จึงน่าตื่นเต้นทีเดียวว่านี่อาจจะเป็นก้าวสำคัญของแกรนต์ในสายอาชีพของเขาก็เป็นได้