Alfonso Cuaron Alien³ Batman Begins Christopher Nolan David Fincher Funny Games Martin Scorsese Michael Haneke Taxi Driver Y Tu Mamá También

ทุกคนล้วนมีก้าวแรก: หนังแจ้งเกิดผู้กำกับโนเนมให้กลายเป็นคนทำหนังดังในพริบตา

Home / bioscope / ทุกคนล้วนมีก้าวแรก: หนังแจ้งเกิดผู้กำกับโนเนมให้กลายเป็นคนทำหนังดังในพริบตา

ผู้กำกับดังระดับโลกต่างก็ต้องเคยผ่าน ‘ก้าวแรก’ มาด้วยกันทั้งนั้น และกว่าจะประสบความสำเร็จหรือมีชื่อเสียงในฐานะคนทำหนัง ก็ต้องล้มลุกคลุกคลานกันมาไม่น้อย แน่นอนว่าพวกเขาย่อมผ่านการสั่งสมประสบการณ์ผ่านการกำกับหนังสั้น, มิวสิกวิดีโอ หรือสื่อเคลื่อนไหวต่างๆ กระทั่งหนังยาว เปี่ยมความตั้งใจ ทว่าก็ขาดทุนย่อยยับ แต่แล้ววันหนึ่ง ก็มีหนังที่พวกเขาได้ฉายแสงให้คนได้รู้จักในฐานะคนทำหนังหน้าใหม่ของแต่ละยุค จนในทุกวันนี้ พวกเขาได้กลายมาเป็นคนทำหนังระดับโลกที่เราเฝ้ารอจะดูหนังของเขาเสมอมาในที่สุด

เดวิด ฟินเชอร์
Alien³ (1992)

ก่อนหน้าจะกุมบังเหียนเจ้าพ่อหนังธริลเลอร์อย่าง Se7en (1995), Fight Club (1999) และ Gone Girl (2014) ฟินเชอร์ตั้งต้นจากการเป็นพนักงานวิชวลเอฟเฟ็กต์สในบริษัทยักษ์ใหญ่ Industrial Light & Magic (ILM) และเป็นหนึ่งในทีมงานเอฟเฟ็กต์สในหนัง Return of the Jedi (1983, ริชาร์ด มาร์ควานด์) และ the Temple of Doom (1984, สตีเวน สปีลเบิร์ก)

และเช่นเดียวกับผู้กำกับร่วมรุนในยุคนั้น หากไม่มุ่งมั้นตั้งไข่จากการกำกับโฆษณา ก็ต้องหันไปสร้างชื่อจากการกำกับเอ็มวีเพลงแทน และในยุคที่ช่อง MTV ยังเบ่งบาน ได้รับความนิยมสุดขีด ฟินเชอร์ก็กำกับเอ็มวีไปหลายสิบตัว ทั้งของวง The Outfield, Loverboy, Aerosmith ตลอดจนเจ้าแม่ของป๊อปอย่าง มาดอนนา ในเพลง Express Yourself และ Oh Father ซึ่งระหว่างนั้นเป็นเวลาที่สตูดิโอ 20th Century Fox กำลังหาทางต่อยอดความสำเร็จของหนังตระกูล Alien อยู่พอดี แต่กลับหาทีมงานที่จะมาสานต่อความสำเร็จนี้ยากเย็นพอสมควรเพราะแทบไม่มีผู้กำกับคนไหนว่างมารับตำแหน่งอันทรงพลังนี้ และหลังจากควานหาตัวคนทำหนังหน้าใหม่อย่างบ้าคลั่ง หวยก็มาออกที่เจ้าหนุ่มวัย 28 นามฟินเชอร์ ซึ่งนับว่าแรงกดดันที่เขาต้องแบกรับนั้นไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะสองเรื่องก่อนหน้านั้นกำกับโดยคนทำหนังดังที่คนทั้งโลกยอมรับอย่าง ริดลีย์ สก็อตต์, เจมส์ แคเมอรอน เขาจึงต้องเวียนหัวกับการพิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้กำกับหน้าใหม่อย่างหนักหนาสาหัส

แน่นอนว่า Alien³ ออกมาคุ้มค่าเหนื่อยเพราะด้วยทุน 50 ล้านเหรียญฯ หนังที่ว่าด้วยนักอวกาศเผชิญชะตากรรมบัดซบเมื่อยานตกไปยังดาวลึกลับดวงหนึ่ง ก่อนที่ลูกเรือจะถูกสิ่งมีชีวิตประหลาดกระโดดเกาะหน้า และบังคับให้พวกเขา ‘ให้กำเนิด’ ทารกต่างดาวเมื่อพวกมันแหกอกออกมามีชีวิต! ก็ทำเงินไปทั้งสิ้น 160 ล้านเหรียญฯ ท่ามกลางเงื่อนไขที่แทบไม่มีอะไรเอื้อ ทั้งผู้กำกับหน้าใหม่, นักแสดงโนเนม หรือพล็อตที่หลายคนปรามาสว่ามันมีดีแค่เกาะกระแสความดังของภาคก่อนหน้าเท่านั้น แต่ลูกพี่ฟินเชอร์ของเราก็พิสูจน์แล้วว่าเขาทำได้ ก่อนจะขยับไปสร้างหนังที่สร้างปรากฏการณ์ทั้งพล็อต, เส้นเรื่อง, การกำกับให้เขาอย่าง Se7en ในอีกสามปีต่อมา

มาร์ติน สกอร์เซซี
Taxi Driver (1976)

ก่อนหน้าจะมาเป็นปู่ซ่าบ้าพลัง เจ้าของสัญลักษณ์คนทำหนังแห่งยุค 70 รายนี้ คุณปู่สกอร์เซซีของเราก็ต้องเผชิญสถานการณ์ทุลักทุเลไม่น้อย ย้อนกลับไปหลายทศวรรษก่อน เขาเป็นคนทำหนังหนุ่มร่างเล็กที่พกมาแต่หัวใจและไร้เงินสดในมือ จนการทำหนังเรื่องแรกอย่าง I Call First (1967) กินระยะเวลายาวนานกว่าสามปีเนื่องจากทุลักทุเลเรื่องทุนสร้าง

อดีตเด็กนักเรียนฟิล์มที่ต้องเข้ารับใช้ชาติอย่างเสียมิได้เมื่อสหรัฐอเมริกากระโจนเข้าร่วมสงครามเวียดนาม ด้วยการเป็นพ่อครัวนาวิกโยธิน (ก่อนที่จะโดนซุปมะเขือเทศลวกอย่างหนักจนกองทัพมอบเหรียญกล้าหาญให้เขา…) หลังสงครามจบ เขาเริ่มถ่ายหนังด้วยฟิล์ม 35 มม. บวกรวมกับอิทธิพลของหนังยุเก่าและหนังยุโรปที่เขาบูชาอย่างสุดหัวใจ หนังยุคแรกๆ ของสกอร์เซซีจึงเต็มไปด้วยภาษาภาพยนตร์ที่แม่นยำและเล่าเรื่อง แต่หนังเรื่องแรกของเขาก็ไม่มีใครให้ความสนใจนักและแทบจะขายไม่ได้เลย หากแต่เจ้าหนุ่มนักทำหนังก็ไม่ย่อท้อ นอกจากกัดฟันส่งมันไปฉายทั้งในเทศกาลหนังให้ผ่านมือผ่านตาโปรดิวเซอร์ต่างๆ แต่มันก็ไม่ได้ทำเงินนักจนเขาต้องหันไปสอนพิเศษและรับจ้างทำอย่างอื่น เป็นต้นว่าหนังสั้นและสารคดี ก่อนจะกลับมาอย่างงดงามใน Mean Streets (1973) ที่เขาได้ไปคว้าตัวไอ้หนุ่มหน้าหล่ออย่าง โรเบิร์ต เดอ นีโร มารับบทเป็นหนุ่มเพี้ยนกับแก๊งมาเฟียจอมเถื่อน

หากแต่ที่แจ้งเกิดเขาอย่างทรงพลังและปฏิเสธไม่ได้จริงๆ คือ Taxi Driver (1976) ที่เขานำเอาความทรงจำ ประสบการณ์และความเดือดดาลต่อยุคสมัยสงครามเวียดนามมาใช้ในหนังอย่างเกิดประโยชน์ เรื่องของคนขับแท็กซี่อดีตทหารผ่านศึกที่นอนไม่หลับจนออกตระเวนขับรถไปทั่วลอนดอนยามค่ำคืน สิ่งที่ผ่านเข้าครรลองสายตาเขามีแต่ความเน่าเฟะของสังคมหลังสงครามที่รัฐบาลไม่แยแสและไม่เคยมองเห็น นำไปสู่บทสรุปเดือดพล่านและเจ็บปวด บวกรวมกับการแสดงแทบจะถวายชีวิตของเดอ นีโร ก็ได้ส่งให้หนังเรื่องนี้ชิงออสการ์ทั้งสิ้นสี่สาขา และจารึกชื่อสกอร์เซซีในฐานะคนทำหนังที่เต็มไปด้วยลายเส้นเฉพาะตัวมานับแต่นั้น

คริสโตเฟอร์ โนแลน
Batman Begins (2005)

เด็กชายชาวลอนดอนที่หลงใหลในศาสตร์การทำภาพยนตร์ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงหลักสองหน่วย นับตั้งแต่การได้ดู 2001: A Space Odyssey (1968, สแตนลีย์ คูบริค) กับ Star Wars (1977, จอร์จ ลูคัส) เด็กชายคริสโตเฟอร์ โนแลน ก็มุ่งมั่นจะทำหนังมาตลอด จนเริ่มทำหนังสต็อปโมชั่นครั้งแรกด้วยอายุเพียงแปดขวบ แถมโชว์เหนือด้วยการมีฟุตเตจจากคุณลุงที่ทำงาน NASA ใส่ไว้ในหนังด้วย จนเมื่อเติบโตขึ้นก็เลือกเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (UCL) ด้วยเหตุผลว่ามหาวิทยาลัยมีกล้อง 16 มม.และห้องตัดต่อไว้ให้ใช้บริการ และนั่นเป็นต้นกำเนิดหนังสั้นความยาวสี่นาทีสุดจะเซอร์เรียลระเบิดระเบ้ออย่าง Tarantella (1989) เล่าถึงชายคนหนึ่งที่ไล่จับ ‘อะไรสักอย่าง’ ในอพาร์ตเมนต์ของตัวเอง ก่อนที่ทุกอย่างจะดราม่าขึ้นเรื่อยๆ และลงเอยด้วยการหักมุมชวนเหวอ และ Larceny (1996) หนังขาว-ดำที่เล่าเรื่องของหัวขโมยที่ถูกไล่ล่าจากเหยื่อของเขาจนต้องวิ่งหนีเข้าป่า

แต่หนังที่สร้างชื่อเขาในวงกว้างขึ้นมาอีกหน่อยคือ Following (1998) หนังยาวเรื่องแรกของเขาที่ประกอบไปด้วยสิ่งที่จะกลายมาเป็นเอกลักษณ์ในหนังเรื่องต่อๆ มาอย่างอาชญากรรมและสตรีเพศ โดยหนังเล่าถึงนักเขียนหนุ่มคนหนึ่งที่หาแรงบันดาลใจโดยการสะกดรอยตามผู้คนไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่ง เขาดันพบว่าคนที่เขากำลังตามอยู่นั้นเป็นโจร! กับ Memento (2000) ที่ระเบิดพลังการกำกับหนังแบบของโนแลนอย่างชัดแจ้งที่สุด เพราะมันว่าด้วยชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีแค่เพียงความทรงจำระยะสั้น เขาพบว่าเมียเขาถูกฆ่า และเพื่อจะแก้แค้น เขาจึงสักทุกอย่างลงบนผิวกายเพื่อเตือนตัวเองว่ากำลังทำอะไรและมีเป้าหมายอย่างไร การตัดต่อและลำดับเรื่องของมันนั้นเยี่ยมยอดจนชิงออสการ์สาขาตัดต่อ รวมไปถึงเขียนบทยอดเยี่ยมด้วย

และที่ทำให้เขาดังระเบิดอย่างสากลจริงๆ คือการมารับบทผู้กำกับในหนังซูเปอร์ฮีโร่สุดดาร์ค Batman Begins (2005) และได้แจ้งเกิดเขาอย่างงดงามในฐานะคนทำหนังที่กระชากเอาด้านมืดของมนุษย์ได้อย่างหมดจด ทั้งยังวิพากษ์สถานะ ‘ยอดมนุษย์ผู้พิทักษ์’ ได้อย่างลึกซึ้ง ก่อนจะมาท็อปฟอร์มอีกครั้งในหนังที่เราต่างรู้จักกันดีอย่าง Inception (2010)

ไมเคิล ฮาเนเกอ
Funny Games (1997)

นักทำหนังสัญชาติออสเตรียผู้ชำแหละความเฮี้ยนในเนื้อตัวของมนุษย์อย่างฮาเนเกอ เข้าวงการการทำหนังด้วยการกำกับหนังออกฉายทางโทรทัศน์ ลูกชายของ ฟลิตซ์ ฮาเนเกอ นักแสดงและผู้กำกับชาวเยอรมันกับนักแสดงสาวชาวออสเตรีย และเติบโตในฐานะเด็กชายจากชนชั้นกลาง เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเวียนนาสาขาปรัชญาและจิตวิทยา ก่อนจะเบนความสนใจมาทางการแสดงและดนตรี แถมเมื่อเรียนจบ ฮาเนเกอก็ยังไม่ได้ฝันใฝ่อยากทำหนัง เขาดำรงอาชีพเป็นนักวิจารณ์อยู่สามปี พร้อมกันกับเริ่มกำกับหนังที่ออกฉายทางทีวี และเรียนรู้ศาสตร์ของการเล่าเรื่องจากมัน

ฮาเนเกอวาดลวดลายการกำกับหนังฉายโรงครั้งแรกใน The Seventh Continent (1989) ที่คว้ารางวัลในเทศกาลหนังนานาชาติเมืองโลการ์โนมาครอง และมันได้เป็นการเปิดประเดิมความเลือดเย็นอันเป็นน้ำเสียงในการเล่าหนังเรื่องต่อๆ มาของฮาเนเกไปโดยปริยาย มันเล่าถึงครอบครัวชนชั้นกลางชาวยุโรปครอบครัวหนึ่ง พวกเขาใช้ชีวิตแสนธรรมดาสามัญ พ่อตื่นไปทำงาน แม่ตื่นมาทำงานบ้าน ลูกสาวตื่นไปเรียน หนังฉายให้เห็นกิจวัตรประจำวันเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมานานหลายนาทีจนหลายคนอาจเริ่มตั้งคำถามถึงสิ่งที่หนังกำลังจะบอก สิ่งเดียวที่ทำให้สมาชิกครอบครัวนี้รู้สึกผิดแปลกไปจากเคยในทางที่ดีคือ พวกเขาตั้งหน้าตั้งตารอการได้ไปเที่ยววันหยุดที่ต่างประเทศ หากแต่กลับเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเสียก่อน

อารมณ์ตลกร้าย, น้ำเสียงเยือกเย็นในการเล่าเรื่อง และการวิพากษ์ชนชั้นกลางแบบไม่ประนีประนอมคือสิ่งที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องแรกของฮาเนเกอ ชนชั้นกลางในหนังของฮาเนเกเปรียบประดุจได้กับหุ่นยนต์ พวกเขาใช้ชีวิตซ้ำเดิมราวกับถูกไขลานและใช้ชีวิตในกรอบกรงอันน่าเบื่อหน่ายแสนจะเป็นสูตรสำเร็จ และยิ่งตอกย้ำในหนังยาวลำดับถัดมาของเขาอย่าง Benny’s Video (1992) เล่าถึง เบนนี เด็กหนุ่มจากครอบครัวมีอันจะกิน เขาใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นทั่วไป ดูหนังฟังเพลงและเตร็ดเตร่ไปกับเพื่อน แต่งานอดิเรกที่เขาไม่เคยบอกใครนั่นคือการนั่งดูคลิป ‘เชือดคอหมู’ ซ้ำไปซ้ำมา จนมันบันดาลความรู้สึกบางอย่างในตัวเขา

แลัวจึงเป็นการมาถึงของ Funny Games (1997) หนังส่งฮาเนเกอชิงรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ หนังเล่าถึงครอบครัวชนชั้นกลาง (อีกแล้ว) ธรรมดาครอบครัวหนึ่ง ที่วันดีคืนดี มีเจ้าหนุ่มแปลกหน้ามาเคาะประตูห้องขอบริจาค ‘ไข่’ ก่อนที่เขาจะบุกเข้ามาพร้อมปืน และกระทำการทารุณอย่างไม่อาจทราบเป้าประสงค์ และมันได้เป็นการหวดตีสังคมเปราะบางที่เราอาศัยอยู่ผ่านความรุนแรงตามประสาผู้กำกับชาวออสเตรียรายนี้

อัลฟ็องโซ กัวร็อง
Y tu mamá también (2001)

คนทำหนังชาวเม็กซิกันที่เพิ่งจะคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากออสการ์ปีล่าสุดมาครองนั้น เริ่มต้นอาชีพผู้กำกับอย่างทุลักทุเล หลังจากประทับใจในหนังเก่าอย่าง Citizen Kane (1941, ออร์สัน เวลล์ส), The Godfather (1972, ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา), Jaws (1975, สตีเวน สปีลเบิร์ก) กัวร็องก็มุ่งมั่นอยากทำหนังมาโดยตลอด แต่ก็ติดอุปสรรคมากมาย ทั้งอายุน้อยเกินกว่าจะเข้าเรียนสถาบันทำหนังชื่อดัง หรือมีลูกในวัย 20 จนต้องเข้าทำงานประจำเพื่อหาเลี้ยงตัวด้วยการไปเป็นเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ ก่อนจะถูกชวนให้มาทำหน้าที่เบื้องหลังรายการโทรทัศน์ และได้เห็นกระบวนการเบื้องหลังมากมายอันจะเป็นรากฐานให้เขาได้ใช้ในยามกำกับหนังของตัวเอง

Love in the Time of Hysteria (1991) คือหนังยาวเรื่องแรกของกัวร็อง มันแจ้งเกิดเขาในวงกว้างพอสมควร เพราะเจ้าหนุ่มหน้าใสผู้นี้พกความบ้าพลังมาเต็มเปี่ยม และไม่หยุดแต่เพียงเท่านั้น เขายังข้ามเขตแดนไปทำหนังให้สตูดิโออเมริกาซึ่งใหญ่กว่าสตูดิโอบ้านเกิดมากมายอย่าง A Little Princess (1995) และ Great Expectations (1998) ซึ่งสองเรื่องหลังไม่ประสบความสำเร็จนัก และเป็นบัตรเชิญให้เขากลับมาทำหนังในเม็กซิโกอีกครั้ง… ซึ่งกลายเป็นจุดกำเนิดของ Y tu mamá también (2001) หนังโร้ดมูวี่ที่ว่าด้วยการเดินทางของไอ้หนุ่มแสบสองคนกับสาวสวยที่สะท้อนการเมืองและสังคมเม็กซิโกอย่างเดือดระอุ ทั้งยังส่งสองพี่น้องกัวร็องชิงออสการ์สาขาเขียนบทยอดเยี่ยมด้วย และมันได้กลายมาเป็นประตูบานสำคัญที่เปิดโอกาสให้เขากลับมาทำหนังสตูดิโอต่างประเทศอีกครั้งใน Harry Potter and the Prisoner of Azkaban (2004) ตามมาด้วย Children of Men (2006) หนังซึ่งเขาหวนกลับมาเขียนบทและเข้าชิงออสการ์ถึงสามสาขา