Death Becomes Her Meryl Streep Ricki and the Flash Sophie's Choice The Iron Lady

5 เหตุผลที่ทำให้ เมอรีล สตรีป เป็นหนึ่งใน ‘นักแสดงหญิงที่ดีที่สุดของโลก’

Home / bioscope / 5 เหตุผลที่ทำให้ เมอรีล สตรีป เป็นหนึ่งใน ‘นักแสดงหญิงที่ดีที่สุดของโลก’

โดย กฤตนัย จงไกรจักร

หากพูดถึงนักแสดงหญิงที่มีฝีไม้ลายมือแถวหน้าของโลก ชื่อของ เมอรีล สตรีป คงเป็นชื่อแรกๆ ที่เราจะนึกถึงอย่างแน่นอน โดยการันตีความสามารถของเธอด้วยการเข้าชิงออสการ์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ (คือ 21 ครั้ง!!!) และชนะรางวัลดังกล่าวไปถึง 3 ครั้งในสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก Kramer vs. Kramer (1979, โรเบิร์ต เบนตัน) และสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจาก Sophie’s Choice (1982, อลัน เจ พาคูลา) และ The Iron Lady (2011, ฟีลลิดา ลอยด์)

แต่ความสำเร็จที่กล่าวไปนั้น ยังเทียบไม่ได้กับผลงานการแสดงตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมาของเธอ ที่นอกจากจะหลากหลายและยอดเยี่ยมแล้ว ก็ยังเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจให้กับใครอีกหลายคนอีกด้วย …อะไรกันที่ทำให้เธอถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งใน ‘นักแสดงหญิงที่ดีที่สุดของโลก’? – นี่คือ 5 เหตุผลที่เราคิดว่ามีส่วนในความสำเร็จของเธอไม่มากก็น้อย

Sophie’s Choice
1) เพราะเธอคือ ‘เจ้าแม่แห่งการเลียนสำเนียงหลากภาษา’

นอกจากภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาที่หนึ่งของเธอแล้ว สตรีปยังสามารถพูดภาษาอิตาเลียนและฝรั่งเศสได้อย่างคล่องแคล่ว และที่สำคัญ เธอสามารถพูดภาษาเหล่านี้ด้วยสำเนียงแบบคนท้องถิ่นได้อย่างดีเยี่ยมอีกต่างหาก ซึ่งเธอก็ได้นำความสามารถนี้มาประยุกต์ใช้กับงานแสดงของเธอหลายต่อหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น ใน Sophie’s Choice ที่สตรีปรับบทเป็น โซฟี หญิงสาวชาวโปแลนด์ที่หลบหนีออกมาจากค่ายกักกันของนาซี เธอต้องพูดภาษาเยอรมันและอังกฤษให้เหมือนกับ ‘คนที่พยายามพูดภาษาอื่นด้วยสำเนียงโปลิช’ ซึ่งก็ออกมาฟังดูสมจริงอย่างน่าเหลือเชื่อ หรือใน The Iron Lady ที่เธอรับบทเป็น มาร์กาเร็ต แธ็ตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร สตรีปก็ต้องพูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงบริติชจนดูราวกับว่าเธอมีพื้นเพมาจากอังกฤษโดยกำเนิดจริงๆ – ซึ่งความสามารถเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของ ‘พรสวรรค์’ หากแต่ทั้งหมดล้วนมาจาก ‘พรแสวง’ แทบทั้งสิ้น เพราะในทุกครั้งที่สตรีปต้องพูดภาษาอื่นหรือเลียนสำเนียงใดๆ เธอมักจะ ‘ฟัง’ เพื่อจดจำนำมาใช้ และยังต้องเข้าเรียนกับครูของภาษานั้นๆ อยู่นานหลายเดือนเสมอ ซึ่งการให้ความสำคัญเกี่ยวกับทักษะเรื่องภาษานี้เองที่สามารถต่อยอดให้เธอรับบทบาทได้หลากหลายในแง่ของเชื้อชาติมาโดยตลอด

Ricki and the Flash
2) เพราะเธอคือ ‘นักตีความตัวละครผู้ทุ่มเทและมุ่งมั่น’

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้การแสดงของสตรีปโดดเด่นกว่าใคร ก็คือการทุ่มเทศึกษาตัวละครนั้นๆ อย่างถึงแก่น ซึ่งในหลายบทบาทที่เรียกร้องความถนัดหรือทักษะเฉพาะตัว สตรีปกลับเลือกที่จะเรียนรู้สิ่งเหล่านั้นด้วยตัวเอง และปฏิเสธที่จะใช้ ‘ตัวแสดงแทน’ ที่มีความเชี่ยวชาญในทักษะนั้นๆ อยู่แล้ว เช่น ใน Music of the Heart (1999, เวส คราเวน) ที่สตรีปรับบทเป็นครูสอนดนตรี เธอเลือกที่จะฝึกเล่นไวโอลินวันละ 4 ชั่วโมงเป็นเวลา 2 เดือนเต็มสำหรับการถ่ายทำฉากเล่นไวโอลินของตัวละครนี้ หรือใน Ricki and the Flash (2015, โจนาธาน เด็มมี) ที่เธอรับบทแม่ผู้ทิ้งลูกตัวเองไปตามฝันด้วยการตั้งวงดนตรีร็อคแอนด์โรลล์ เธอก็หันมาฝึกเล่นกีตาร์เป็นเวลาถึง 6 เดือนเพื่อให้เป็นตัวละครสาวร็อคที่สามารถขึ้นเวทีคอนเสิร์ตได้อย่างสมจริง

ความทุ่มเทของเธอยังรวมไปถึงการเฝ้าสังเกตและเรียนรู้ถึงวิธีคิดและเหตุผลในการกระทำต่างๆ ของตัวละครเหล่านั้นด้วย อาทิ ใน Kramer vs. Kramer ที่เธอรับบทแม่ผู้หนีปัญหาด้วยการทอดทิ้งครอบครัวไว้เบื้องหลัง ก่อนจะกลับมาทวงสิทธิ์เลี้ยงดูลูกของเธอ สตรีปต้องศึกษาพฤติกรรมและวิธีคิดของคนเป็นแม่ (ขณะนั้นเธอเพิ่งคลอดลูกคนแรก) โดยอาศัยการไปนั่งตามสวนสาธารณะและสังเกตแม่-ลูกที่ผ่านไปผ่านมาว่าพวกเขามีวิธีการแสดงออกต่อกันอย่างไร จนเธอเริ่มซึมซับ เข้าใจ และสามารถถ่ายทอดแรงปราถนาอันแรงกล้าของแม่ที่ต้องการสิทธิ์เลี้ยงดูลูกออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

นอกจากนี้ สตรีปยังเลือกที่จะหยิบจับความสามารถในด้านอื่นที่เธอมีอยู่แล้วมาใช้ในการแสดงอีกด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ความสามารถในการร้องเพลงที่เธอสนใจและฝึกฝนมาตั้งแต่เล็กจนโต (เธอเริ่มร้องเพลงประสานเสียงตอนม.ปลาย จนมาถึงในช่วงมหาลัย เธอก็ยังร่ำเรียนและแสดงละครบรอดเวย์อยู่บ่อยครั้ง) ทำให้ในหนังหลายเรื่องที่ตัวละครของเธอร้องเพลง (เช่น Ricki and the Flash, Mamma Mia, Into the Woods) สตรีปมักจะขอใช้เสียงสดๆ ของเธอในการถ่ายทำเสมอ และเธอจะไม่มีวันให้ทีมงานใส่เสียงทับลงไปทีหลังเป็นอันขาด

Death Becomes Her
3) เพราะเธอคือ ‘กิ้งก่าหลากสีแห่งโลกฮอลลีวูด’

การเลือกรับบทบาทที่หลากหลายของเธอ คืออีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เธอยิ่งเปล่งประกายในฐานะนักแสดง เพราะหลังจากการแจ้งเกิดใน Kramer vs. Kramer ที่มอบออสการ์ตัวแรกให้เธอ ก็ดูท่าว่าจะไม่มีอะไรหยุดความทะเยอทะยานของสตรีปได้อีกต่อไป เธอยังคงมองหาความท้าทายใหม่ๆ ภายใต้ความเชื่อที่ว่า นักแสดงที่ดีนั้นจะต้องไม่ยึดติดในบทบาทเพียงด้านเดียว จากหนังหลากแนว อาทิ การรับบทตลกหลุดโลกอย่าง แมเดอลีน -หญิงวัย(เกือบ)ทองที่ต้องหาวิธีกลับมา ‘ฟิตเป๊ะ’ เพื่อพิชิตใจสามีของเธออีกครั้ง- ใน Death Becomes Her (1992, โรเบิร์ต เซเม็กคิส) ซึ่งสตรีปได้พลิกโฉมจากเจ้าแม่ดราม่าน้ำตาอาบแก้ม กลายมาเป็นสาวเปรี้ยวสุดเพี้ยนในแบบของเธอได้อย่างน่ารักน่าชัง

และถึงแม้จะผ่านเวลามาอีกหลายทศวรรษ ร่างกายที่เปลี่ยนผันกับวัยที่เพิ่มมากขึ้นกลับไม่ได้ทำให้ความสามารถในการแปลงร่างเป็นตัวละครของเธอลดน้อยถอยลง สตรีปเลือกรับบทบาทที่เหมาะสมกับอายุและบุคลิกของเธอเอง ซึ่งก็ช่วยส่งเสริมให้ตัวละครของเธอมีความสมจริงและเข้มข้นมากขึ้น เช่น ใน The Manchurian Candidate (2004, เด็มมี) ที่เธอรับบทสมาชิกวุฒิสภารุ่นใหญ่ผู้เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม สตรีปก็สามารถเค้นการแสดงที่มีบุคลิกอันซับซ้อนออกมาได้อย่างน่าเกรงขามสมกับตำแหน่งแห่งที่ของตัวละคร หรือใน The Devil Wears Prada (2006, เดวิด แฟรงเคล) ที่เธอสะท้อนความเกรี้ยวกราดของบรรณาธิการนิตยสาร Runway (ซึ่งล้อกับ VOGUE) ออกมาได้อย่างเผ็ดร้อน เป็นต้น

The Iron Lady
4) เพราะเธอคือ ผู้ถ่ายทอดบุคคลในประวัติศาสตร์…ด้วยการสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่

“การแสดงไม่ได้หมายถึงการ ‘เป็นคนอื่นที่ต่างออกไป’ แต่มันคือการค้นหาความคล้ายคลึงในสิ่งที่ดูเหมือนจะแตกต่างนั้นให้เจอ แล้วจึงค่อยค้นหา ‘ตัวเอง’ ในบทบาทนั้นๆ ต่างหากล่ะคะ” สตรีปอธิบายถึงการแสดงในแบบของเธอ เพราะเธอเชื่อว่าการสร้างตัวละครขึ้นมา ต้องอาศัยภูมิหลังหรือประสบการณ์ชีวิตที่นักแสดงมีอยู่เป็นทุนเดิม สตรีปเชื่อว่าเราต้องดึง ‘ตัวละครนั้น’ ออกมาจากตัวเอง ทำให้เป็น ‘ตัวเองในอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง’ ให้ได้ ยกตัวอย่างเช่น The Iron Lady ที่เธอไม่ได้แสดงเป็นแธ็ตเชอร์ภายใต้ความคิดที่ว่า จะทำอย่างไรให้เหมือนแธ็ตเชอร์มากที่สุดแต่กลับเป็นการคิดว่า จะทำเช่นไรให้เมอรีล สตรีปมีวิธีคิดและการแสดงออกแบบแธ็ตเชอร์ในแบบของเธอเองมากกว่า ดังนั้น ผลลัพธ์ที่ได้จากสมการดังกล่าว จึงกลายมาเป็นตัวละครแธ็ตเชอร์ที่มีส่วนผสมอันลงตัวของสตรีปและแธ็ตเชอร์ตัวจริงนั่นเอง

Kramer vs. Kramer
5) เพราะเธอคือ ‘มนุษย์ผู้ไม่ยอมแพ้’

ฉันคิดว่าเมื่อคุณพบเส้นทางของตัวเอง มีกฎของตัวเอง และมีความเข้าใจในตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณจะยึดถือต่อไปแล้วล่ะก็ ที่สุดแล้ว มันจะเป็นสิ่งที่ใช่สำหรับคุณ – มันไม่ใช่สิ่งที่แม่คุณสอน หรือที่นักแสดงหญิงคนอื่นชี้แนะ ไม่ใช่สิ่งที่ใครบอกทั้งนั้น ยกเว้น ‘เสียงเล็กๆ’ ที่ยังคงอยู่ในตัวคุณเองนั่นแหละ”

คำพูดดังกล่าวของเธอช่วยตอกย้ำว่า ความสามารถทั้งหมดทั้งมวลของเธอนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากสิ่งสำคัญในตัวคือ ‘ความมั่นใจและแน่วแน่ในสิ่งที่กำลังทำอยู่’ โดยเฉพาะในบทบาทนักแสดง ไม่เคยมีใครแนะนำให้เธอฝึกเล่นกีตาร์ใน Ricki and the Flash หรือบังคับให้เธอไปฝึกพูดสำเนียงบริติชใน The Iron Lady ความพยายามที่ต้องการจะทำให้การถ่ายทอดตัวละครของเธอออกมาสมบูรณ์แบบนั้น เกิดขึ้นมาจากความมั่นใจในศักยภาพที่ตัวเธอมีอยู่

และที่สำคัญคือ เมอรีล สตรีป ซื่อสัตย์ต่อความเชื่อในสิ่งที่ทำอยู่เสมอ และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อทำตามสิ่งที่คนอื่นบอกเด็ดขาด อย่างใน Kramer vs. Kramer ที่เธอมีบทพูดในช่วง 15 นาทีสุดท้ายในฉากพิจารณาคดีที่ศาล เมื่อเธอได้อ่านบทของเธอแล้ว เธอได้ขอให้ โรเบิร์ต เบนตัน ผู้กำกับภาพยนตร์แก้ไขบทโดยให้เธอเป็นคนเขียนเอง เพราะเธอไม่เชื่อว่า เขาจะสามารถถ่ายทอดความรู้สึกของแม่ที่ต้องการสิทธิ์เลี้ยงดูออกมาได้ดีเท่ากับตัวเธอที่ได้ศึกษาและทุ่มเทมาอย่างเต็มที่

นี่เองคือหัวใจสำคัญที่ทำให้เมอรีล สตรีปพัฒนาตัวเองจนกระโดดมาอยู่แถวหน้าของแวดวงนักแสดงโลกได้อย่างทุกวันนี้