คนจริงจอมกะล่อน คุนิมิตซึ

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากคนตัวเล็กใน คุนิมิตซึ คนจริงจอมกะล่อน เพราะการเมืองคือเรื่องของ ‘เรา’

Home / bioscope / การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากคนตัวเล็กใน คุนิมิตซึ คนจริงจอมกะล่อน เพราะการเมืองคือเรื่องของ ‘เรา’

การเมืองเป็นเรื่องการต่อรอง การเมืองเป็นเรื่องการต่อสู้ และการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน ด้วยสเกลที่กินความกว้างขนาดนี้ ไม่แปลกที่มันจะเต็มไปด้วยค่ายกลและความซับซ้อนมากมายที่มันมักถูกนำมาขยาย ตีความ และอธิบายการต่อสู้ช่วงชิงเหล่านี้ผ่านหนังโลกหลายๆ เรื่องทั้ง The Ides of March (2011, จอร์จ คลูนีย์), The Front Runner (2018, เจสัน ไรต์แมน) และ Land and Freedom (1995, เคน โลช)

เช่นเดียวกันกับในโลกมังงะ มังงะการเมืองที่เข้มข้นและอธิบายการแข่งขัน ข้อเรียกร้องตลอดจนการต่อสู้ของประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้อย่างหนักหน่วงและเปี่ยมสีสันมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือ Kunimitsu no Matsuri หรือในชื่อภาษาไทยว่า คนจริงจอมกะล่อน คุนิมิตซึ ซึ่งตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ และเราเชื่อว่ามันคือมังงะสำคัญเรื่องหนึ่งที่หย่อนรากความสนใจในเรื่องของการเมืองและการต่อสู้ของคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมให้เด็กหลายๆ คนที่เปิดอ่านมังงะเรื่องนี้

คุนิมิตซึเขียนโดย ชิน คิบายาชิ นักเขียนมืออาชีพที่หลายคนน่าจะเคยอ่านงานของเขาผ่านนามปากกาอื่นๆ อย่างมังงะชุด คินดะอิจิ กับคดีฆาตกรรมปริศนา, ไซโคเมตเรอร์ เอย์จิ, GetBackers อย่างนี้ต้องเอาคืน ฯลฯ และลงลายเส้นโดย มาซาชิ อาซากิ ตัวคิบายาชินั้นเป็นเด็กธรรมดาจากครอบครัวชนชั้นกลาง เขาเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยวาเซดะ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง และมันได้บ่มเพาะความสนใจ กระทั่งวิธีการมองความขัดแย้งและผลประโยชน์ด้วยมุมมองที่ลงลึกและไปไกลกว่าคนโดยรอบ

มังงะพาเราเข้าไปสำรวจชีวิตและความฝันของเจ้าหนุ่ม มุโตะ คุนิมิตสึ นักเลงจอมห่ามผู้มาพร้อมมอเตอร์ไซค์แต่งคันโต ชีวิตของคุนิมิตสึนั้นเรียบง่าย เขาเป็นลูกชายของเจ้าของร้านโซบะ ใช้ชีวิตโลดโผนเรื่อยเปื่อย เป็นประชาชนธรรมดาคนหนึ่งที่อายุถึงเกณฑ์ลงเลือกตั้ง วาดฝันอยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้ และหนทางเดียวที่จะส่งเขาไปสู่จุดนั้นได้คือการลงสมัครเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ (การรัฐประหารไม่ใช่ทางไปสู่ตำแหน่งนี้นะจ๊ะ ห้ามจำไปผิดๆ)

แต่ความสำเร็จไม่มีทางลัด คุนิมิตสึเริ่มเดินหน้าเข้าสู่เส้นทางนี้จากการเป็นเลขานุการให้ เรียวมะ นักการเมืองที่เขาเชื่อใจเสียก่อน และด้วยเหตุนี้ คุนิมิตสึจึงได้เข้าใกล้และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหาเสียงของเรียวมะ ทั้งยังได้ลงไปคลุกฝุ่นกับความเป็นอยู่ของคนตัวเล็กตัวน้อยแบบเดียวกันกับเขา ที่การเลือกตั้งและประชาธิปไตยคือตัวเลือกเดียวของผู้คนเหล่านี้ในการคัดง้าง เรียกร้องและต่อกรกับอำนาจรัฐ ไม่ว่าจะชาวบ้านที่จำต้องอาศัยอยู่อย่างหนวกหูและเต็มไปด้วยฝุ่นควันจากการสร้างถนนเรื้อรังไม่จบไม่สิ้น ด้วยข้ออ้างของนักการเมืองคนก่อนที่ ‘หาเรื่อง’ รื้อถนนทั้งสายใหม่อยู่เรื่อยๆ เพื่อผลาญงบ ซึ่งมันยังโยงใยไปถึงความสัมพันธ์กันแน่นแฟ้นระหว่างตัวผู้แทนกับผู้รับเหมาที่สนิทสนมกันเป็นอันดี, การต่อกรกับระบบการแพทย์ในญี่ปุ่น ที่โรงพยาบาลกับบริษัทค้ายาคือนายทุนใหญ่ของผู้แทนจากบางพรรค หรือแม้แต่ความเปลี่ยนแปลงอันน่าเศร้าของผู้แทนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นปากเสียงให้ประชาชน แต่แล้วก็ถูก ‘สายสัมพันธ์’ เหล่านั้นกลืนกินจนกลับตัวมาไม่ทัน

แน่นอน สิ่งที่คุนิมิตซึและเรียวมะต้องเผชิญหน้าหาใช่เพียงแต่คู่แข่งพรรคการเมืองพรรคอื่น แต่ยังเป็นเส้นสายความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นที่ยากจะสั่นคลอน, ยากูซ่าที่หนุนหลังให้นักการเมือง ตลอดจนความผูกพันกับผู้แทนคนเก่ากับชาวบ้าน ล้วนแล้วแต่กลายเป็นเงื่อนไขหลักๆ ที่เขาต้องหาทางแก้ปัญหาไปจนถึงซื้อใจ

บุคลิกของคุนิมิตสึนั้นเป็นชายหนุ่มโผงผาง อารมณ์ร้อนและมีประวัติการใช้กำลังโชกโชน แทบไม่มีอะไรที่เขาจะเอาไปสู้กับผู้แทนคนอื่นๆ ที่เพียบพร้อมไปด้วยอำนาจและเงินตรา หากแต่ความเป็นชนชั้นกลางค่อนไปทางล่างของคุนิมิตสึกลับทำให้เขาเข้าไป ‘จับใจ’ ชาวบ้าน เพราะด้วยความเป็นคนบ้านๆ เช่นนี้เองที่ ‘สื่อสาร’ กับชาวบานด้วยภาษาและท่าทางที่เหมือนกัน มากไปกว่านั้น การมาจากฐานล่างสุดของประชากรยังทำให้คุนิมิตสึเข้าใจได้ว่าประชาชนต้องการอะไร พวกเขาอาจไม่ได้อยากได้ห้างสรรพสินค้าหรูหราแห่งใหม่ในชุมชน แต่อาจจะเป็นชีวิตสุขสงบที่ปราศจากเสียงรบกวนของการสร้างถนนอันไม่มีวันจบสิ้นก็เท่านั้น

และเสียงของชาวบ้านร้านตลาดของพวกเขาจะไม่มีวันไปถึงตัวโครงสร้างทางการเมืองเลยหากปราศจากการเลือกตั้ง ระบอบประชาธิปไตยมาพร้อม ‘หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง’ เท่ากันทุกคน แน่ล่ะว่าเราอาจเห็นการพยายาม ‘ดีล’ กับชาวบ้านเหล่านี้ด้วยเงินตราหรือของกำนัล (เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาว่าติดสินบนหรือซื้อเสียง) แต่มีไม่น้อยที่ประชาชนปฏิเสธการดีลเหล่านี้เนื่องจากมองเห็นนโยบายที่ช่วยให้ความเป็นอยู่ของเขาดีขึ้น และด้วยการต่อสู้ การเรียกร้องและการออกเสียงของคนตัวเล็กๆ เหล่านี้เอง ที่ได้เปลี่ยนแปลงชุมชน ตลอดจนโครงสร้างทางการเมืองได้อย่างแข็งแกร่ง

ไม่เพียงแต่เป็นที่นิยมในฐานะมังงะเท่านั้น แต่คุนิมิตซึ คนจริงจอมกะล่อน ยังถูกนำไปสร้างเป็นซีรีส์ในชื่อเดียวกัน ความยาว 11 ตอนเมื่อปี 2003 และได้รับความนิยมไม่แพ้เวอร์ชั่นมังงะเลยทีเดียว และมันได้เป็นหลักฐานสำคัญอีกชิ้นที่พิสูจน์ความทรงพลังของระบบที่เอื้อให้คนตัวเล็กตัวน้อยได้ต่อรองกับภาครัฐ ในนามของ ประชาธิปไตย