Keanu Reeves Lana Wachowski Lilly Wachowski The Matrix

หรือเราจะเลือกยาสีน้ำเงิน: โลกเสมือนจริงและสิ่งที่ The Matrix ทิ้งไว้หลังครบ 20 ปี

Home / bioscope / หรือเราจะเลือกยาสีน้ำเงิน: โลกเสมือนจริงและสิ่งที่ The Matrix ทิ้งไว้หลังครบ 20 ปี

“ถ้าคุณเลือกยาเม็ดสีฟ้า เรื่องก็จบ คุณแค่ตื่นมาบนเตียง เชื่อในสิ่งที่คุณอยากเชื่อ…
“ถ้าคุณเลือกยาเม็ดสีแดง คุณจะอยู่ในแดนมหัศจรรย์ แล้วผมจะให้คุณดูว่าโพรงกระต่ายนั้นมันลึกแค่ไหน”

โธมัส แอนเดอร์สัน เป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดา ชีวิตของเขาติดอยู่ในกรอบกรงของการตื่นบนเตียงเล็กแคบแล้วลุกมาทำงานบนเก้าอี้ หน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้องที่แคบยิ่งกว่า หากแต่นั่นดูจะเป็นชีวิตที่เรียบร้อยดี โลกหมุนไปข้างหน้า เขามีงานประจำ หาความหวือหวาให้ชีวิตด้วยการเข้าผับบ้างบางครั้ง เพื่อจะตื่นมาบนเตียงหลังเดิม มองเห็นเพดานห้องที่เดิม ลุกขึ้นแต่งตัวและออกไปทำงานด้วยความเชื่อมั่นเช่นเคยว่าชีวิตของเขานั้นดีแล้ว เรียบร้อยแล้ว

และนั่นคือเรื่องราวก่อนที่เขาจะฝันประหลาด ก่อนที่คอมพิวเตอร์จะส่งข้อความเพี้ยนๆ ให้ และก่อนที่เขาจะถูกบังคับให้ ‘เลือก’ ในสิ่งที่อยากเชื่อ หรือสิ่งที่อยู่หลังม่านความสงบเรียบร้อย นำมาซึ่ง ‘แรงระเบิด’ ของการปฏิวัติอันรุนแรงและเดือดดาล!

ไม่น่าเชื่อว่า หนังที่เคยสร้างความปวดประสาทให้แก่เหล่าคนดูเมื่อปี 1999 อย่าง The Matrix หนังแจ้งเกิดของ ลานา และ ลิลี สองพี่น้องวาชอว์สกี มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ไปเรียบร้อยแล้ว หลังเมื่อวันที่ 24 มีนาคม สองทศวรรษก่อนมันฉายรอบปฐมทัศน์ที่เวสต์วูด, แคลิฟอร์เนียและทำนักวิจารณ์เหวอแตกกันทั้งโรง ด้วยเรื่องราวสลับซับซ้อน ว่าด้วยการต่อสู้ระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรซึ่งมันไปไกลกว่าการเป็นหนังแอ็กชั่นซึ่งมีอยู่เกลื่อนกลาดในยุคนั้น แต่มันยังวิพากษ์วิจารณ์ปรัชญาความมีอยู่ของมนุษย์ การเมืองและสังคมได้อย่างน่าสนใจ บวกรวมกันกับพลังเทคนิคการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ดึงเอาการใช้ซีจีมาใช้เป็นส่วนผสมหลักในการเล่าเรื่องอย่างจริงจัง อันเป็นหนึ่งในสิ่งที่คนทำหนังยุคนั้นยังไม่ค่อยมีใครกล้าใช้นัก

ด้วยเหตุนี้ แม้คำวิจารณ์ส่วนใหญ่ในเวลานั้นจะเทไปทางว่า The Matrix เป็นหนังเซอร์แตกจนอาจผิดหวังได้หากอยากเข้าไปดูการต่อสู้แบ่งฝักแบ่งฝ่ายระหว่างฝั่งดีฝั่งร้าย แต่ความซับซ้อนและความใจถึงจะเล่าเรื่องแบบเล่นท่ายากของสองพี่น้องนักทำหนัง บวกกับความฮ็อตระเบิดของ คีอานู รีฟ ที่รับบทนำในเรื่อง ก็ส่งให้หนังทำเงินไปทั้งสิ้น 464 ล้านเหรียญฯ จากทุน 63 ล้านเหรียญฯ ทั้งยังงอกภาคต่อตามมาอีกสองภาคด้วย

คล้อยหลังมา 20 ปี ไอ้เจ้าหนังที่ตัวเอกใส่แว่นดำ กับโค้ดสีเขียวลายพร้อยนี้ ก็ได้ส่งมอบ ‘มรดก’ บางอย่างให้แก่แวดวงคนทำหนังและอุตสาหกรรมฮอลลีวูดไม่น้อย โดยเฉพาะความอาจหาญบ้าพลังของสองพี่น้องวาชอว์สกีที่บุกเบิกเทคนิคการใช้ซีจีไอเข้ามาผสมในการเล่าเรื่อง ตลอดจนการนำเอาการออกแบบการต่อสู้โดย หยวนวู่ปิง และสไตล์แบบหนังแอ็กชั่นของฮ่องกงมาใช้ในเรื่อง รวมไปถึงลีลาดึงฉาก ‘สโลวโมชั่น’ เพื่อหลบกระสุนซึ่งประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของการเล่าเรื่องและการโชว์เทคนิคกราฟิกคอมพิวเตอร์ ซึ่งความสำเร็จของมันนั้นประกอบจากหลายส่วน ทั้งความคิดสร้างสรรค์ของผู้กำกับและขีดจำกัดของตัวเทคโนโลยีเองที่ขยับขยายจนสามารถตอบสนองจินตนาการอันไร้ขีดจำกัดของสองพี่น้องได้ มันไม่เพียงแต่อาศัยพลังของกล้องถ่ายทำภาพยนตร์เท่านั้น แต่ จอห์น เกย์ตา หัวหน้าทีมงานฝ่ายวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ยังต้องเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์กราฟิกและเทคนิคพิเศษต่างๆ ใหม่หมดยกชุดเพื่อรองรับกับเทคนิคการถ่ายทำ ตลอดจน บิลล์ โปป ผู้กำกับภาพที่เฟ้นหามุมกล้องเพื่อรองรับกับฉากในตำนานนี้ “(The Matrix)เป็นหนังที่ยากที่สุดที่ผมเคยทำมาแล้วมั้งครับ เพราะมันไม่มีฉากไหนง่ายเลย เคยหวังไว้เหมือนกันว่าคงมีสักฉากที่ให้ผมได้นั่งถ่ายธรรมดาๆ แบบชาวบ้านเขามั่ง แต่ก็ไม่ยักมี” โปปกล่าว

“สิ่งนึงที่เราพยายามจะทำให้ได้คือ ตอนถ่ายฉาก ‘โลกจริง’ เราใช้เลนส์ถ่ายไกล (long lenses) เพื่อแยกมนุษย์ให้เด่นออกจากพื้นหลัง” พี่น้องวาชอว์สกีเล่า “แล้วเรายังย้อมแสงให้เป็นสีน้ำเงินในโลกความจริง กับสีเขียวในโลกจำลองด้วย”

ข้ามพ้นมาจากความอลังการในแง่เทคนิคการถ่ายทำ มันยังเป็นหนังที่วิพากษ์ระบบการเมืองและสังคมได้อย่างจัดจ้านฉูดฉาด ตัวลานาเติบโตมาในโรงเรียนคาทอลิกเคร่งศาสนา อันเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของการสัมผัสรู้ถึงตัวตนลึกๆ ของตัวเองในวัยเด็กที่ถูกบีบบังคับให้อยู่ในกรอบของระเบียบวินัยอยู่ตลอดเวลา และมันได้กลายมาเป็นแรงผลักสำคัญยิ่งในการทำหนังที่กลายเป็นตำนานเรื่องนี้

ปรัชญาใน The Matrix ถูกนำไปตีความอย่างหลากหลาย มันถูกนำไปเทียบกันกับวิธีคิดของ เรอเน เดการ์ต นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ที่เชื่อว่ามนุษย์นั้นมีศักยภาพในการจะคิดและปกครองตนเองได้โดยปราศจากการครอบงำ ขณะที่เหล่าผู้คนในโลกของ The Matrix ล้วนถูกควบคุม บงการและ ‘ใช้ชีวิต’ โดยคอมพิวเตอร์เป็นผู้ดูแล ทั้งมันยังถูกลากไปวิเคราะห์ผ่านวิธีคิดของ เพลโต อย่างถ้ำของเพลโต ( Allegory of the Cave) ที่ระบุถึงกลุ่มคนที่ถูกล่ามไว้ในถ้ำ ทั้งหมดหันหน้าเข้าผนัง เฝ้ามองดูเงาที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของเปลวไฟด้านหลัง และพวกเขาล้วนแล้วแต่เชื่อว่า เงาของเปลวไฟที่ขยับไหวอยู่ตรงหน้าพวกเขานั้นเป็น ‘ความจริง’ และนั่นคือโลกทั้งใบที่พวกเขาเข้าใจและรู้จัก

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครหลักอย่างนีโอ (รีฟ) หรือแอนเดอร์สัน เมื่อเขาหลับและตื่นขึ้นมาบนเตียง คอมพิวเตอร์ ชุดสูท และโต๊ะทำงานคือภาพที่ปรากฏขึ้นในถ้ำและเขาเชื่อว่ามันคือเรื่องจริงเพียงหนึ่งเดียวที่เขารู้จัก กระทั่งเมื่อ มอร์เฟียส (ลอว์เรนซ์ ฟิชเบิร์น) ยื่นยาให้เขาสองเม็ด เม็ดสีน้ำเงินจะให้นีโอกลับไปใช้ชีวิตในโลกที่เขารู้จักและเชื่อ ส่วนเม็ดสีแดงจะกระชากทุกสิ่งที่นีโอรู้จักออกไปจากชีวิต หากแต่มันจะพาเขาออกจาก ‘ผนังถ้ำ’ ที่เฝ้ามองมาโดยตลอด

นักวิจารณ์ต่างลงความเห็นว่ามันช่างเป็นหนังที่ ‘กระแทกกระทั้น’ ชีวิตชนชั้นกลางยุค 90 ในอเมริกาเสียเหลือเกิน เนื่องจากเศรษฐกิจในอเมริกานั้นเติบโตอย่างรวดเร็วอันเป็นผลพวงมาจากยุคหลังสงครามเย็น ค่าเงินและความมั่นคงเริ่มฟื้นตัวหลังซบเซามาช้านาน มันได้ก่อกำเนิดบริษัทใหม่ๆ และการว่าจ้างงานจำนวนมาก คนหนุ่มสาวมากมายตบเท้าเข้าไปเป็นพนักงานบริษัทในลักษณะเดียวกับที่เราเห็นนีโอ นั่นคือใช้เวลานั่งอยู่หลังคอมพิวเตอร์ในชุดสูทเรียบร้อย และเป็นรากของต้นกำเนิดงานประจำออฟฟิศอันทอดยาวมาจนปัจจุบัน และชีวิตอันซ้ำซากเฉื่อยชาเช่นนั้นก็เปรียบได้กับโลกจำลองที่เต็มไปด้วยความสงบเรียบร้อย เสียจนเมื่อนีโอถูกตามล่าตัว เขาถึงกับรำพึงรำพันออกมาอย่างขวัญเสียว่า “ฉันเป็นแค่พวกคนไร้ตัวตนเองนะ” และนั่นคือเรื่องราวก่อนที่เขาจะตัดสินใจคว้ายาสีแดงกลืนเข้าปาก เพื่อแหกคอกถ้ำและโลกที่รู้จักมาชั่วชีวิต เพื่อไปเผชิญกับโฉมหน้าที่แท้จริงและความเลวร้ายของสังคม

 

คำถามที่ The Matrix ฝากไว้และยังทรงพลังถึงทุกวันนี้คือ ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกยาเม็ดสีแดงแบบเดียวกับนีโอหรือไม่ หรือจะเลือกเม็ดสีน้ำเงินเพื่อกลับไปสู่ความสะดวกสบายและความคุ้นเคยเช่นเดิมที่เราเคยรู้จัก แต่ไม่ว่าจะอย่างไหนล้วนมีแต่ราคาที่ต้องจ่าย หากแต่วัดจากความสงบอันนิ่งเนิบมาโดยตลอดในสังคม ก็อาจเป็นไปได้ว่า หลายคนอาจจะเลือกยาสีน้ำเงินมาโดยตลอด และเก็บเอาความเดือดดาลไว้ในใจลึกๆ เสมอมา ซึ่งไม่แน่ว่าเมื่อถึงเวลาแล้ว เราอาจจะหมดความอดทนกับความสงบอันจอมปลอมและเลือกยาสีแดงเช่นเดียวกันกับนีโอก็เป็นได้… แม้ว่านั่นจะหมายความถึงการมีราคาที่ต้องจ่ายก็ตาม