George Miller Mad Max Mad Max 2 Mad Max Beyond Thunderdome Mad Max: Fury Road Mel Gibson

จอร์จ มิลเลอร์ x Mad Max : เส้นทางสู่โลกแห่งการทำหนังอย่างบ้าคลั่ง

Home / bioscope / จอร์จ มิลเลอร์ x Mad Max : เส้นทางสู่โลกแห่งการทำหนังอย่างบ้าคลั่ง

โดย ศรัณยู ตรีสุคนธ์

 

มันเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่า ทำไมผมถึงได้หลงรักหนัง แต่ถ้าต้องบอก มันเกิดขึ้นในวันหนึ่งสมัยที่ผมยังเรียนแพทย์ ผมเห็นโปสเตอร์หนังเรื่องที่เผยให้เห็นเรียวขาของผู้หญิง แต่ด้านบนเป็นนิ้วที่ชูสัญลักษณ์สันติภาพ ผมตัดสินใจเดินเข้าไปดูและพบว่ามันคือหนังเรื่อง M*A*S*H* (1970) ของ โรเบิร์ต อัลต์แมน พอดูจบ ผมตัดสินใจควักเงินที่มีอยู่น้อยนิดซื้อตั๋วเข้าไปดูอีกรอบ นั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด ผมเคยคิดว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสได้ทำหนัง แต่ความคิดนั้นจบลงหลังจากที่ผมได้ดูหนังเรื่องนั้น”

จอร์จ มิลเลอร์ รำลึกถึงความหลังที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นอาชีพนักทำหนังของเขากับ Mad Max (1979) หนังยาวเรื่องแรกที่เขาได้สร้างโลกขึ้นมาใหม่ โลกที่เต็มไปด้วยความเลวร้าย, ป่วยไข้ และรุนแรงที่แทบทุกฉากในหนังแสดงให้เห็นถึงความ ‘บ้าคลั่ง’ เหนือจินตนาการของคนที่สร้างมันขึ้นมา โดย Mad Max เล่าถึงประเทศออสเตรเลียยุคบ้านป่าเมืองเถื่อนในโลกดิสโทเปียที่ทุกแห่งหนถูกปกครองโดยแก๊งอันธพาล-ผู้เปลี่ยนท้องถนนให้กลายเป็นดินแดนแห่งการประหัตประหารฆ่าฟันผู้บริสุทธิ์และการขโมยน้ำมัน แม็กซ์ (เมล กิบสัน) เป็นตำรวจที่มีพร้อมทุกอย่าง จนกระทั่งแก๊งมอเตอร์ไซค์สุดชั่วที่มี Toecutter (ฮิวจ์ คีย์ส-เบิร์น) เป็นหัวโจกได้ทำลายครอบครัวของเขา แม็กซ์จึงต้องออกโรงล่าล้างแค้น!

จอร์จ มิลเลอร์ (ขวา) ขณะกำกับภาคล่าสุด Mad Max: Fury Road (2015)

สำหรับการทำหนังเรื่องแรกอย่าง Mad Max นอกจากมิลเลอร์จะได้แรงบันดาลใจมาจากอากาศและภูมิประเทศในเมืองชินชิลา-บ้านเกิดของมิลเลอร์-ที่ละม้ายกับเกาะคีธีรา-บ้านเกิดของพ่อเขาในกรีซ-ซึ่งเขานำมาใช้เป็นต้นแบบสำหรับการหาโลเคชั่นถ่ายทำแล้ว การเป็นนักศึกษาแพทย์-ผู้สนใจในศาสตร์การทำหนังมาโดยตลอด-และการทำงานในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลในเมืองซิดนีย์ก็ทำให้เขาได้เห็นสภาพคนบาดเจ็บ รวมถึงศพผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่เต็มไปด้วยแผลเหวอะหวะ อีกทั้งภาพความเจ็บปวด, บาดแผล และความโหดร้ายจากอุบัติเหตุบนท้องถนนที่คร่าชีวิตเพื่อนของเขาไปหลายคนในช่วงวัยรุ่นก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน โดยเขาเคยให้สัมภาษณ์เมื่อตอนหนังเข้าฉายว่า “อเมริกามีปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืน แต่ที่ออสเตรเลีย เรามีปัญหาความรุนแรงจากอุบัติเหตุรถยนต์ครับ”

แรงบันดาลใจอีกประการหนึ่งก็คือ ความปรารถนาที่จะสร้าง “หนังเงียบที่มีเสียง” โดยใช้ภาพเคลื่อนไหวในแบบ ‘ตลกเจ็บตัว’ ของ บัสเตอร์ คีตัน และ แฮโรลด์ ลอยด์ มาใช้เป็นแบบอย่างในการสร้างฉากแอ็กชั่น “งานภาพที่เล่าเรื่องได้นั้นสำคัญมาก ผมพยายามทำให้ Mad Max เป็นหนังที่แม้แต่คนญี่ปุ่นก็ยังดูรู้เรื่อง โดยที่ไม่จำเป็นต้องอ่านซับไตเติ้ลเลย” เขาว่า แถมแนวคิดหลักของมิลเลอร์ยังคือการจำลองฉากหลังของหนังให้อยู่ในยุคดิสโทเปียที่บ้านเมืองแทบจะไม่มีขื่อไม่มีแปอีกต่อไป เพื่อทำให้ความรุนแรงในหนังดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

 

ทุนสร้างเริ่มแรกสำหรับ Mad Max มาจากการทำงานเป็นแพทย์ฉุกเฉินอิสระของมิลเลอร์ โดยวิธีการทำงานเพื่อสร้างรายได้เอามาทำหนังก็คือ การให้ ไบรอน เคนเนดี (เพื่อนนักศึกษาที่ได้ก่อตั้งบริษัท เคนเนดี มิลเลอร์ โปรดักชั่นส์ขึ้นมาและได้ทำหนังร่วมกันหลายเรื่อง) ทำหน้าที่ขับรถพาเขาไปรักษาคนที่ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงการไปรักษาผู้ป่วยนอกสถานที่ มิลเลอร์และเคนเนดีทำงานที่เหนื่อยสายตัวแทบขาดนี้เพื่อเก็บหอมรอมริบมาใช้เป็นทุนสร้างหนังในช่วงแรกซึ่งกินเวลาถึง 3 เดือนเต็ม ซึ่งพวกเขายังใช้เวลาทำงานสังเกตรายละเอียดของอุบัติเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นจริงบนท้องถนนเพื่อมาประยุกต์ในการถ่ายทำฉากในลักษณะเดียวกันของหนังอีกด้วย

ขณะที่ในส่วนของแก๊งอันธพาลของตัวละครวายร้ายนาม Toecutter มิลเลอร์อ้างอิงลักษณะมาจากกลุ่มวัยรุ่นที่หลงใหลในความรุนแรงจากนิยายเรื่อง A Clockwork Orange ของ แอนโธนี เบอร์เจสส์ โดยเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดในหนังเป็นผลงานการเขียนบทร่วมของ เจมส์ แม็กคอสแลนด์ -นักข่าวหนุ่มชาวไอริชผู้รักหนังแบบเข้าเส้น- ที่มิลเลอร์พบเข้าในปาร์ตี้มื้อเย็นงานหนึ่งและพูดคุยกันได้อย่างเข้าขา จนต้องชวนให้มาร่วมงานกันในหนังยาวเรื่องแรกนี้

ความพยายามอย่างหนักในการหาเงินทำให้มิลเลอร์ได้ทุนในการสร้างหนังราว 350,000-400,000 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งด้วยทุนสร้างที่ค่อนข้างจำกัดนี้ ก็ทำให้มิลเลอร์เลือกใช้บริการของสิงห์มอเตอร์ไซค์ตัวจริง รวมถึงสมาชิกของกลุ่ม The Vigilantes ซึ่งเป็นกลุ่มนักขี่มอเตอร์ไซค์ท้องถิ่น (ที่คล้ายๆ กับกลุ่ม Hell’s Angels กลุ่มนักขี่มอเตอร์ไซค์ ฮาร์เลย์-เดวิดสัน ในสหรัฐอเมริกาที่ก่อตั้งเมื่อปี 1948) ในการเป็นสตั๊นต์แมนจำเป็นเพื่อเข้าฉากแอ็กชั่นหลายๆ ฉาก-ที่ก็รวมถึงฉากขับรถผาดแผลงด้วย โดยค่าเหนื่อยที่จ่ายให้กับสตั๊นต์แมน(บางคน)นั้นเป็นเพียง slabs (คำแสลงที่ใช้เรียกแพ็คเบียร์จำนวน 24 กระป๋อง) ก็มี!

แถมสิ่งที่มิลเลอร์ทำก็เรียกได้ว่า ‘ไปไกล’ เกินกว่างานกำกับอยู่มากโข ยกตัวอย่างเช่น หน้าที่หลักของเขาหลังจากที่ถ่ายทำฉากแอ็กชั่นบนท้องถนนก็คือการกวาดเศษแก้วออกไปจากพื้นถนนให้หมดเพื่อหลีกเลี่ยงการมีปัญหากับตำรวจ, ลงทุนเสียสละรถตู้ Mazda Bongo ส่วนตัวมาใช้สำาหรับถ่ายฉากขับรถไล่ล่า หรือยอมยกห้องครัวของเขาเองมาใช้เป็น ‘ห้องตัดต่อชั่วคราว’ เลยทีเดียว!

ความบ้าพลังในการทำหนังครั้งแรกของจอร์จ มิลเลอร์เห็นได้อย่างเด่นชัดในการถ่ายทำ ‘ฉากขับรถไล่ล่า’! …กล่าวคือเขาหลีกเลี่ยงที่จะใช้เทคนิคทางด้านภาพ การใช้มุมกล้อง หรือการลำดับภาพที่ฉับไวในการหลอกสายตาผู้ชม เพราะมีฉากแอ็กชั่นหลายฉาก (จริงๆ แล้วคือเกือบทั้งเรื่อง!) ที่ถ่ายทำโดยใช้สปีดความเร็วในการขับรถจริงๆ อย่าง เช่น สปีดมิเตอร์บนรถมอเตอร์ไซค์ของตัวละคร จิม (เพื่อนคู่หูแม็กซ์ รับบทโดย สตีฟ บิสลีย์) ที่วัดความเร็วได้ถึง 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้นเป็นความเร็วของรถที่กำลังแล่นอยู่จริงๆ (กรี๊ด!!!) ซึ่งคงต้องนับถือความกล้าหาญชนิดท้ามฤตยูของผู้กำากับภาพ เดวิด เอ็กก์บี ที่ถ่ายทำาฉากซิ่งรถมอเตอร์ไซค์จนผู้ชมแทบจะสัมผัสได้ถึงแรงปะทะของลมบนใบหน้านี้ด้วยการนั่ง-หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือการเกาะยึดตัวเองให้ติดกับเบาะหลังของรถให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้-พร้อมทั้งแบกกล้องถ่ายหนัง 35 มม.ไปด้วย เพื่อที่จะได้มีชีวิตรอดสำหรับฉากต่อไป!

Mad Max 2
Mad Max Beyond Thunderdome

ถึงทุกวันนี้ Mad Max ถูกสร้างออกมาอีกหลายภาค และยังถือเป็นหนังของมิลเลอร์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้หนังอีกหลายเรื่อง (เช่น หนังโหดตระกูล Saw หรือแม้แต่หนังการ์ตูนผจญภัยอย่าง Ben 10) และได้รับการยกย่องจากคนทำหนังรุ่นหลังอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงหนังที่มีการถ่ายทำฉากขับรถไล่ล่าได้อย่างดิบเถื่อนและรุนแรงที่สุด นั่นเป็นเพราะว่าทั้งความเร็วและความเสี่ยงในการถ่ายทำล้วนเป็น ‘ของจริง’ ที่ผ่านการซักซ้อมและทดสอบมาเป็นอย่างดี แม้จะมีทุนรอนและทีมงานอยู่เพียงหยิบมือก็ตาม

ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากแรงผลักดันจากภายในที่เต็มไปด้วยลูกบ้าและความไม่กลัวเกรงต่อสิ่งใดทั้งสิ้นของ จอร์จ มิลเลอร์ – ชายหนุ่มผู้ตั้งใจทำหนังเรื่องแรกให้ออกมาตรงกับความต้องการของตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้!

 

ตัดทอนและเรียบเรียงมาจากส่วนหนึ่งของบทความในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 188 / อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่