George Miller Mad Max Mad Max 2 Mad Max Beyond Thunderdome Mad Max: Fury Road

Mad Max: Fury Road ปั้นบทแบบไม่ต้องเขียน!

Home / bioscope / Mad Max: Fury Road ปั้นบทแบบไม่ต้องเขียน!

(มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของหนังนะจ๊ะ)

นอกจากความสำเร็จในแง่ของรายได้ ทั้งการเปิดตัวที่อันดับ 2 บนบ็อกซ์ออฟฟิศในสหรัฐอเมริกา กระทั่งถึงการกวาดเงินจากทั่วโลกจนผ่านตัวเลข 378 ล้านเหรียญไปได้ (ซึ่งมากกว่าสามภาคแรกเมื่อสามทศวรรษก่อนหลายเท่า!) หนังแอ็กชั่นเรื่องล่าสุดจากแฟรนไชส์ Mad Max ของ จอร์จ มิลเลอร์ อย่าง Mad Max: Fury Road (2015) ก็ยังเก็บเกี่ยวคำวิจารณ์อันสวยหรูจากทั่วทุกสารทิศ แถมยังติดอันดับต้นๆ ในโผหนังเยี่ยมประจำเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีนั้น ทั้งๆ ที่มันเป็นเพียงแค่หนังฉายโชว์นอกสายประกวด ซึ่งอันที่จริงแล้ว แม้ว่ากลวิธีการเล่าเรื่องอันสุดขีดคลั่งของหนังเรื่องนี้จะเป็นที่พูดถึง แต่เชื่อหรือไม่ว่ามันไม่ได้ถูกเขียนออกมาในลักษณะของ ‘บทหนัง’ (Screenplay) เพื่อใช้สำหรับการถ่ายทำเลย!

เอ๊ะ! ถ้ามิลเลอร์-ในฐานะของต้นเรื่องและผู้กำกับ-ไม่ได้ ‘เขียน’ บท แล้วเขาสามารถปลุกปั้นเรื่องเล่าในหนังให้ออกมาโดนใจผู้ชมส่วนใหญ่ไปพร้อมๆ กับสร้างกระแสฮือฮาในหมู่นักวิจารณ์ได้อย่างไรกัน?

ออกสตาร์ต : ไอเดียหลัก (Big Idea) ต้องแข็งแรง

เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 35 ปีมาแล้ว ที่มิลเลอร์ได้แนะนำให้เรารู้จักกับ แม็กซ์ ร็อคคาแทนสกี -ตัวละครเอกสุดระห่ำใน Mad Max (1979), Mad Max 2: Road Warrior (1981) และ Mad Max Beyond Thunderdome (1985) ซึ่งทั้งหมดนั้นรับบทโดย เมล กิบสัน– และเรื่องราวการต่อสู้กับความอยุติธรรมบนท้องถนนในโลกยุคหลังอารยธรรมล่มสลายของเขา ซึ่งสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้แฟรนไชส์นี้ยังคงติดตรึงอยู่ในใจผู้ชมมาเนิ่นนาน และสามารถกลับมาโลดแล่นบนจอหนังได้อีกครั้งอย่างงดงามนั้น ก็คงจะเป็นผลมาจากไอเดียหลักของเรื่องในข้างต้น-อันเกิดจากส่วนผสมระหว่างนิสัยการเป็นคนชอบจินตนาการมาตั้งแต่ยังเด็ก, ประสบการณ์โชกโชนขณะทำงานเป็นหมอประจำห้องฉุกเฉิน, ความชื่นชอบในหนังแอ็กชั่นไล่ล่า และการชอบตั้งคำถามต่อสภาวะสังคมของมิลเลอร์-ที่มีความแข็งแรงจนสามารถ ‘ต่อยอด’ ไปได้อย่างไม่รู้จบนี่เอง

โดยใน Fury Road นี้ ไอเดียหลักก็มาจากการที่มิลเลอร์เดินทางไปอินเดียในช่วงปี 2001 และได้เห็นทะเลสาบอันเหือดแห้งจากภัยแล้งที่ล้อมรอบโรงแรม Taj Lake Palace จนกลายมาเป็นพล็อตว่าด้วย ‘สงครามการแย่งชิงน้ำ’ ที่ต้องใช้เวลาถึง 10 ปีก่อนจะถูกพัฒนามาเป็นเรื่องราวของ อิมมอร์ทัน โจ (ฮิวจ์ คีย์ส-เบิร์น) ผู้นำบ้าอำนาจแห่งอาณาจักรกลางทะเลทรายที่ครอบครองน้ำเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว จน ฟิวริโอซา (ชาร์ลีซ เธอรอน) หนึ่งในสมุนเอกตัดสินใจทรยศโจด้วยการพาภรรยาสาวทั้ง 5 ของเขาหนีออกมาและมุ่งหน้าไปยัง ‘กรีนเพลซ’ บ้านเกิดอันอุดมสมบูรณ์ของเธอ ก่อนที่การไล่ล่าสุดบ้าคลั่งจะเริ่มต้นขึ้น โดยมี แม็กซ์ (ทอม ฮาร์ดี) เชลยของอาณาจักรเข้ามาพัวพันด้วยเพื่อร่วมกันหาทางเอาชีวิตรอด “หนึ่ง, มันจะเป็นหนังแอ็กชั่นที่ใช้เวลาในการไล่ล่านานถึงสามวัน และสอง, แม็กกัฟฟิน (MacGuffin) -ซึ่งตามขนบหนังจะหมายถึงสิ่งของที่ตัวละครต่อสู้แย่งชิงกัน- จะไม่ใช่ ‘สิ่งของ’ อีกต่อไป แต่มันคือ ‘มนุษย์’ (= ภรรยาทั้ง 5) นี่แหละ” มิลเลอร์กล่าว

เกียร์ 1 : วางโครงสร้าง (Structure) ให้ตอบโจทย์

เมื่อไอเดียหลักของภาคนี้คือ ‘การทำหนังไล่ล่าโดยที่ผู้ชม(แทบจะ)ไม่ต้องหยุดพักหายใจ’ ตามสไตล์ Mad Max มิลเลอร์จึงเลือกที่จะวางโครงสร้างของหนังด้วยการ ‘เรียงฉากแอ็กชั่นต่อกันไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ’ ซึ่งแม้ว่าตามปกติ การเริ่มต้นหนังด้วยฉากแอ็กชั่นนั้น เป็นเรื่องยากที่จะทำให้ผู้ชมรู้จักตัวละครและเข้าใจเหตุผลของฉากได้ภายในระยะเวลาอันสั้น แต่มิลเลอร์ก็แก้เกมได้ดีด้วยการแสดงคาแร็กเตอร์ของตัวละครให้ชัดตั้งแต่ในนาทีแรกๆ ของหนัง (เช่น แม็กซ์คือผู้รอดชีวิตจิตหลอน, ฟิวริโอซาคือนางตัวแสบ, โจคือผู้นำบ้าอำนาจ เป็นต้น) ผู้ชมจึงสามารถเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว และที่สำคัญ โครงสร้างในลักษณะนี้ก็ยังทำให้ Fury Road แตกต่างจากหนังแอ็กชั่นทั่วไป -ที่มักจะมีความพยายามในการแบ่งน้ำหนักระหว่าง ‘ฉากแอ็กชั่น’ กับ ‘เนื้อเรื่อง’ ให้สมดุลกัน- โดยสิ้นเชิง เพราะมิลเลอร์มองว่า สาระสำคัญที่แท้จริงของหนังเรื่องนี้ หาใช่การแจกแจงรายละเอียดปลีกย่อย แต่คือการเล่าถึง ‘ตัวละครที่กำลังต่อสู้เพื่ออิสรภาพ’ ต่างหาก เขาจึงจงใจให้ข้อมูลเฉพาะในส่วนที่ผู้ชม ‘จำเป็นต้องรู้เพื่อที่จะได้เข้าใจเรื่องในฉากถัดไป’ เท่านั้น

เกียร์ 2 : เขียนบททำไม วาดสตอรี่บอร์ด (Storyboard) เลยง่ายกว่า!

ดังที่กล่าวไปในตอนต้นว่า Fury Road เป็นหนังไม่มีบท เนื่องจากมิลเลอร์คิดว่ารูปแบบของบทหนังที่มีแต่ตัวอักษรนั้น อาจทำให้ทีมงาน/นักแสดงมองไม่เห็น ‘ภาพ’ เดียวกัน ฉะนั้น เขาจึงเลือกที่จะเขียนเรื่องออกมาในรูปแบบของ ‘งานภาพ’ เสียเลย! “สตอรี่บอร์ดมันย่อมดีกว่าอยู่แล้ว เพราะคุณไม่จำเป็นต้องเขียนอธิบายทิศทางของการแสดงหรือการเคลื่อนกล้อง คุณจะเห็นเลยว่าคุณต้องไปอยู่ตรงไหน” มิลเลอร์บอก “สตอรี่บอร์ดพวกนั้นเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากเลยนะ แล้วทุกคนก็สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นมาจากมันได้เลย” ซึ่งเขาเริ่มต้นด้วยการดึงเอา เบรนแดน แม็กคาร์ธี (ศิลปินคอมิกส์/นักออกแบบผู้เคยวาดรูป Mad Max ส่งมาให้มิลเลอร์จนถูกทาบทามให้มาช่วยออกไอเดียในฉบับซีรีส์ที่ไม่ได้สร้างเมื่อปี 1997) มาช่วยออกแบบเรื่องราวและคอนเซ็ปต์โดยรวมของหนัง ก่อนที่เขาจะนำมาพัฒนาเป็นสตอรี่บอร์ดแบบช็อตต่อช็อต-โดยมีสถานะกึ่งกลางระหว่างการเป็นเอกสารแจกแจงหลักการ, บทหนัง และคอมิกส์- จำนวนกว่า 3,500 ช่องร่วมกับศิลปินคนอื่นๆ อาทิ มาร์ค เซ็กซ์ตัน และ ปีเตอร์ พาวด์ และหัวหน้าฝ่ายเทคนิคด้านต่างๆ โดยมีเป้าหมายคือ การเล่าเรื่องราวแอ็กชั่นไล่ล่าครั้งนี้ ผ่าน ‘งานภาพ’ ที่ไม่ว่าผู้ชมชาติไหนๆ ก็สามารถดูรู้เรื่องได้โดยไม่ต้องอาศัยซับไตเติ้ล!

เกียร์ 3 : อย่าละทิ้งเรื่องปูมหลัง (Backstory)

หลังจากที่สตอรี่บอร์ดเป็นรูปเป็นร่างดีแล้ว นิโค ลาธูริส (ผู้เขียนบทร่วมที่เคยแสดงเป็น ‘ช่างเครื่อง’ ในหนังภาคแรก) ก็เข้ามาช่วยมิลเลอร์คิดรายละเอียดต่างๆ ที่สตอรี่บอร์ดไม่สามารถอธิบายได้อย่างลงลึกและชัดเจน โดยเฉพาะการสร้าง ‘ปูมหลัง’ ที่อธิบายถึงความเป็นมาของตัวละคร, ยวดยานพาหนะ, อาวุธ และข้าวของอื่นๆ ในโลกของหนัง เพื่อช่วยให้ทีมงาน/นักแสดงสามารถตีความขณะทำงานได้ง่ายขึ้น โดยมิลเลอร์เผยว่า “เราพยายามเขียนสิ่งที่คล้ายกับเป็น ‘ไบเบิ้ล’ ในโลกของหนังเรื่องนี้ออกมา ยกตัวอย่างเช่น เราเขียนถึงวิธีคิดที่อิมมอร์ทัน โจแบ่งลำดับชั้นในการปกครองอาณาจักรที่เขาดูแลเอาไว้ ผ่านการใช้ป้อมปราการ 3 แห่ง รวมถึงการจัดสรรน้ำ น้ำมัน และอาวุธทั้งหมด ซึ่งนักแสดงทุกคนจะได้รับมอบข้อมูลบางอย่างที่ถูกเขียนขึ้นมาสำหรับพวกเขา หรือแม้แต่วิดีโอที่ถูกอัดไว้ขณะที่พวกเรากำลังคุยกันถึงตัวละครต่างๆ” ซึ่งปูมหลังของตัวละครหลายตัว (เช่น นักซ์ หนึ่งในลูกสมุนคลั่งของโจที่รับบทโดย นิโคลัส โฮลต์) ก็ถูกแต่งขึ้นมาอย่างละเอียดยิบ นับตั้งแต่วันที่พวกเขาถือกำเนิดขึ้น เรื่องราวและผู้คนที่พบเจอระหว่างนั้น ไล่เลยมาจนถึงวันที่เราได้เห็นตัวละครนี้ในหนัง “มันละเอียดถึงขนาดที่ว่า ถ้าผมหยิบพร็อพชิ้นไหนขึ้นมา คนที่สร้างพร็อพหรือนักแสดงที่ต้องทำงานกับพร็อพชิ้นนั้น ต้องสามารถอธิบายได้ว่าเรื่องปูมหลังของมันเป็นยังไงเลยนะ” เขาหัวเราะ

อนึ่ง มิลเลอร์ยังเชิญนักเขียนบทละครสายเฟมินิสต์อย่าง อีฟ เอนสเลอร์ ผู้โด่งดังจาก The Vagina Monologues มาเป็นที่ปรึกษาในการสร้างมิติทางอารมณ์ให้กับเหล่าตัวละครเพศหญิงอีกด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคนจึงมองว่า หนังเรื่องนี้เชิดชูความเป็นหญิงนัก

เกียร์ 4 : ปล่อย ‘ลูกบ้า’ ไปให้สาแก่ใจ (ถ้าไม่กลัวคนดูด่า!)

นอกจาก ‘ลูกบ้า’ ของมิลเลอร์ในขั้นตอนของการก่อร่างเนื้อหาแล้ว เรื่องเล่าของ Fury Road นั้น ก็ยังเต็มไปด้วยลูกบ้าหลายจุดที่เสี่ยงต่อการทำให้ผู้ชม ‘เหวอแตก’ กับหนังจนพาลไม่อยากดูต่อเอาได้ง่ายๆ ทั้งการใส่แฟลชแบ็คภาพหลอนของตัวละคร(ที่น่าจะเป็น)ลูกและเมียของแม็กซ์เข้ามาโดยไม่ได้ขยายความใดๆ ต่อเลย, การให้แม็กซ์ถูกจับและไม่มีประโยชน์อะไรกับพล็อตเรื่องเลยตลอด 50 นาทีแรกของหนัง (จากความยาวทั้งหมด 120 นาที) ตรงข้ามกับฟิวริโอซาที่ดูเหมือนจะเป็นคนขับเคลื่อนหนังเสียมากกว่า หรือแม้แต่การทำลายเป้าหมายของตัวละคร-นั่นคือการหนีไปกรีนเพลซ-ที่ฝ่าฟันกันมาจนถึงนาทีที่ 100 ลงไปอย่างง่ายดาย ด้วยการบอกผู้ชมว่า กรีนเพลซถูกทำลายไปแล้ว และสิ่งเดียวที่ตัวละครทำได้ก็คือ ย้อนกลับไปยังอาณาจักรที่พวกเขาหนีตายมา! – ซึ่งเดชะบุญที่ความน่าตื่นตาของฉากแอ็กชั่นทั้งหลายแหล่ในหนัง โดยเฉพาะฉากไล่ล่าสุดอลังการในช่วง 20 นาทีสุดท้ายที่หลายฝ่ายยกให้เป็น ‘ฉากขับรถไล่ล่าที่บ้าคลั่งที่สุดในโลกภาพยนตร์’ (ฉากเดียวกับที่เรากรี๊ดไปกับสมุนกีตาร์ไฟและสมุนกายกรรมไม้ค้ำสูงนั่นแหละ!) ก็ช่วย ‘ดึงซีน’ ให้ผู้ชมสามารถมองข้ามลูกบ้ายิบย่อยในข้างต้นไปเสียสิ้น – ซึ่งนี่คือความสำเร็จในการเล่าเรื่องแบบจอร์จ มิลเลอร์อย่างไม่ต้องสงสัย!

 

ตัดทอนและเรียบเรียงมาจากส่วนหนึ่งของบทความในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 162