Jordan Peele Us

‘มันคือเราและเราคือมัน’ ชนชั้นและร่างซ้ำอันซับซ้อนใน Us ของ จอร์แดน พีล

Home / bioscope / ‘มันคือเราและเราคือมัน’ ชนชั้นและร่างซ้ำอันซับซ้อนใน Us ของ จอร์แดน พีล

เมื่อปี 1994 เจ้าหนูจากนิวยอร์ค เขตอัปเปอร์เวสต์ไซด์วัย 15 ปี ปรากฏตัวในรายการข่าวช่อง ABC พร้อมคำถามสั้นๆ ต่อประธานาธิบดี บิลล์ คลินตัน “เอ่อ… ผมแค่สงสัยว่า คุณจะช่วยครอบครัวที่แม่ต้องดูแลลูกของพวกหล่อนเองคนเดียว เพราะพ่อช่วยดูแลไม่ได้หรือไม่มีเงินมาจ่ายยังไงบ้างฮะ”

อีกทศวรรษต่อมา เจ้าหนูคนที่ว่าเข้าไปออดิชั่นเป็น บารัค โอบามา ในรายการ Saturday Night Live (1975) และแม้เขาจะพลาดบทนี้ แต่บานประตูของอุตสาหกรรมบันเทิงยังเปิดกว้างให้เขาเสมอ เมื่อในที่สุด เขาแจ้งเกิดในฐานะนักแสดงคอมิดี้จากซีรีส์บ๊องบวม MADtv ตามด้วยรายการทอล์คโชว์ Key & Peele ที่จับประเด็นสังคมและข่าวเซอร์แตกในอเมริกามาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส

สิบปีให้หลัง ไอ้เจ้าหนุ่มที่เป็นทั้งนักแสดงคอมิดี้ เป็นทั้งพิธีกรรายการเสียดสีสังคม ก็หยิบจับเอาองค์ประกอบมากมายที่ก่อร่างสร้างเป็นเขาขึ้นมาตั้งแต่ยังเด็ก ประเดิมอาชีพผู้กำกับเรื่องแรกในชีวิตด้วย Get Out (2017) หนังวิพากษ์การเหยียดผิวชวนเหวอจากเทศกาลซันแรนซ์ที่กลายเป็นหนังม้ามืด ส่งเขาคว้ารางวัลเขียนบทยอดเยี่ยมจากออสการ์มาครองเป็นตัวแรก และไม่รอช้า เขาสานต่อความสำเร็จด้วยหนังลำดับถัดมาอย่าง Us (2019) เมื่อชาวประชาอเมริกันถูก ‘เงา’ ของพวกเขาไล่ล่า!

แน่นอนว่า เรากำลังพูดถึง จอร์แดน พีล ผู้กำกับที่เพิ่งลงสังเวียนการทำหนัง และสร้างลายเซ็นอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาแล้วในหนังทั้งสองเรื่อง นั่นคือ หนึ่ง มันนำแสดงด้วยนักแสดงผิวสี สอง มันวิพากษ์เรื่องการเมืองสหรัฐฯ และสาม มันว่าด้วยเรื่องของอเมริกันชน ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่พีลให้ความสนใจตั้งแต่ยังเด็ก บวกรวมกับการเป็นคอหนังสยองขวัญตัวยงตั้งแต่ยังเด็กถึงขั้นศึกษาการทำหนังธริลเลอร์ด้วยตัวเอง ประกอบกับการเติบโตในย่านที่การเหยียดผิวสียังเดือดดาล (เขาเคยถูกตำรวจเรียกและตั้งข้อหาว่าก่อความวุ่นวายทั้งที่ไม่ได้ทำ แต่ถูกใส่ความเพราะเป็นคนดำ) ล้วนแล้วแต่ค่อยๆ หล่อหลอมให้เขามองการเมืองและสังคมเหล่านี้ว่ามันสามารถเป็นองค์ประกอบหนึ่งของหนังธริลเลอร์ได้สบายๆ

พีลได้ไอเดียการทำหนังเรื่อง Us (ซึ่งแปลว่า ‘เรา’ ได้เท่าๆ กับที่แปลว่า United States หรือ ‘สหรัฐฯ’) มาจากการมองกระจกในค่ำคืนหนึ่งแล้วเกิดความรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างที่เขาเองอธิบายไม่ได้ “ถ้าคุณเห็นตัวเอง แล้วไอ้คุณอีกคนมันส่งยิ้มตอบกลับมา คุณก็รู้ได้เลยว่าไอ้อีกคนนั่นมีอำนาจเหนือคุณแน่ๆ”

กระจกซึ่งสะท้อนเงาและได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในหนังของพีลนั้น ได้รับการสอดแทรกเข้ามาในหนังอย่างชาญฉลาด “กระจกมันทำให้เราตั้งคำถามกับอัตลักษณ์ของตัวเอง เพราะสิ่งเดียวที่เรารู้สึกว่ามันพึ่งพิงได้คือสามัญสำนึกของตัวเราเอง และความรู้สึกแน่แท้นั่นแหละคือจักรวาลในตัวเรา และหากเราตั้งคำถามต่อสิ่งนี้ เราคงเผชิญหน้ากับวิกฤติเชิงอัตถิภาวนิยม (existential) แน่นอน

“ผมเคยได้ยินตำนานเรื่องด็อปเปิลแกงเกอร์ (Doppelgänger -ความเชื่อเรื่อง ‘ร่างซ้ำสอง’ หรือแฝดปีศาจของเยอรมนี) และผมว่ามันเป็นภาพแทนของประเด็นที่ผมอยากสื่อได้ นั่นคือภาวะการไม่กล้าเผชิญหน้ากับตัวเอง และมันสะท้อนความรู้สึกผิด ความบอบช้ำ ความหวาดกลัวและความเกลียดชังที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ความตลก สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราไม่ยอมเผชิญหน้าด้วย ฉะนั้น เมื่อมันปรากฏตัวออกมา มันจึงออกมาอย่างบ้าคลั่งถึงที่สุด”

Us ว่าด้วยเรื่องของ แอดิเลด (ลูพิตา นียองโก) และครอบครัวอันประกอบไปด้วยสามีและลูกอีกสองคน เดินทางไปพักผ่อนที่หาดซานตาครูซในบ้านพักที่เธอเคยอาศัยกับครอบครัวเมื่อยังเด็ก และการหวนกลับมายังที่นี่ทำให้เธอครุ่นคิดไปถึงประสบการณ์หลอนเมื่อปี 1986 เมื่อเธอในวัยเด็กออกไปเที่ยวสวนสนุกกับพ่อแม่หลังนั่งดูรายการโทรทัศน์ที่โฆษณาแคมเปญ Hands Across America และเธอได้พลัดหลงเข้าไปในบ้านกลที่เต็มไปด้วยกระจก และเผชิญหน้ากับ ‘ตัวเธอเอง’ ที่ส่งยิ้มกลับมาให้

และการหวนมาเยือนซานตาครูซในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้แอดิเลดประหวั่นพรั่นพรึงกับอดีตของเธอ หากแต่เธอยังพบว่า มีคนแปลกหน้า สวมชุดแดงสี่คนบุกเข้ามาในบ้าน และเรื่องหลอนกว่านั้น… คนทั้งสี่ล้วนแต่มีใบหน้าเหมือนเธอและสมาชิกในครอบครัวทั้งสิ้น! (กรี๊ด!!)

‘ความเป็นคู่’ และ ‘ร่างซ้ำ’ คือแนวคิดหลักที่พีลพยายามสื่อสารผ่าน Us ผสานรวมกับความเหลื่อมล้ำทางสังคมในสหรัฐฯ ดังที่แอดิเลดเอ่ยถามร่างด็อปเปิลแกงเกอร์ของเธอว่า ‘เธอเป็นใคร’ ร่างนั้นตอบกลับมาว่า ‘คนอเมริกัน’ “ความเป็นคู่มันอยู่ในประเทศนี้ อยู่ในความเชื่อของเราและปีศาจของเรา แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ Us พูดใหญ่กว่านั้น เพราะคำว่า ‘us’ หรือ ‘เรา’ เป็นภาวะแบบอัตนัย (subjective) แต่ทุกคนกลับเข้าใจคำว่า ‘us-เรา’ ต่างออกไป มันอาจจะเป็น ‘เรา’ ที่หมายถึงครอบครัว, ‘เรา’ ที่หมายถึงเมือง หรือ ‘เรา’ ที่หมายถึงประเทศ, ‘เรา’ ที่หมายถึงมนุษยชาติ และผมว่ามันเป็นรูปแบบที่เรียบง่ายที่สุด ธรรมชาติของคำว่า ‘เรา’ ย่อมแปลว่าต้องมี ‘พวกมัน’ ด้วยใช่ไหม

“เรานี่แหละคือศัตรูที่อันตรายที่สุดของตัวเอง ไม่ใช่ในเชิงปัจเจกแต่หมายถึงในเชิงกลุ่ม เชิงครอบครัว สังคม ประเทศและโลกนี้ เราหวาดกลัวเงา ความลึกลับและความ ‘เป็นอื่น’ ว่ามันจะมาเยือนและฆ่าเราทิ้ง ยึดการงานเราและทำในสิ่งที่อยากทำในฐานะเรา และเรายังหวาดกลัวในสิ่งที่เรากำลังยับยั้งมันอยู่ ทั้งความบาป ความรู้สึกผิด ความตาย ไม่อาจมีใครมารับผิดชอบสิ่งที่เราเป็นได้ทั้งนั้น เราล้วนรับผิดชอบในสิ่งที่เราเป็น และเราก็โทษตัวเองที่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่เรามองไม่เห็นบนโลกนี้”

นอกเหนือจากประเด็นนี้ สิ่งที่ถูกพูดถึงอย่างมากใน Us คือการที่พีลให้ตัวละครหลักคือครอบครัววิลสันนั้นเป็นคนดำทั้งหมด มันได้ก่อมวลบรรยากาศและความคาดหวังบางอย่างว่า เขาอาจจะกำลังวิพากษ์ประเด็นสีผิวอีกครั้งแบบที่เคยทำมาแล้วใน Get Out แต่เอาเข้าจริง ครอบครัววิลสันก็เป็นแต่เพียงครอบครัวคนดำที่ไปพักผ่อนแถวชายทะเล… แล้วก็ไม่เห็นมีอะไรเกี่ยวกับสีผิวของพวกเขาอีกนี่!

“การให้ตัวละครหลักเป็นครอบครัวคนดำนั้นไม่ใช่เรื่องของเชื้อชาติหรืออะไร” พีลตอบเรียบๆ “ผมว่า ถ้ามีอะไรสักอย่างที่มันเรียบง่ายหรือเป็นเรื่องปกติสามัญมากๆ อย่างครอบครัวคนดำอยู่ตรงริมชายหาด มันเป็นเรื่องสำคัญนะ แถมมันยังเกิดแรงกระเพื่อมที่ดีทั้งในกลุ่มคนแอฟริกัน-อเมริกันและนอกเหนือจากนั้น เพราะมันสะท้อนภาพชีวิต(อันสามัญ)ของคนแบบเราๆ นั่นเองครับ

“คือก็มีคนดูหลายคนเลยที่เข้าโรงมาเพื่อเตรียมดูประเด็นเรื่องสีผิวในหนังเรื่องนี้ พอไม่มี พวกเขาก็เริ่มหันมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘แล้วทำไมฉันถึงต้องคิดว่า หนังที่มีคนดำมันต้องพูดประเด็นเรื่องคนดำกันล่ะ’ อะไรแบบนั้น”

และหนังซึ่งไม่ได้วิพากษ์ประเด็นสีผิว ก็ได้พุ่งหอกแหลมคมไปยังประเด็นที่เผ็ดร้อนในทุกสังคมอย่างชนชั้น ครอบครัววิลสันเป็นครอบครัวชนชั้นกลาง ตัวแอดิเลดเองเติบโตมาในครอบครัวที่ส่งเสริมเธอทุกด้าน เธอเรียนเต้น หัดวาดรูป และเมื่อสร้างครอบครัว เธอและสามีก็พร้อมสนับสนุนลูกๆ ให้ทำในกิจกรรมที่ถนัดอย่างลงกรีฑาหรือซ้อมวิ่ง พวกเขายังคบหากับครอบครัวไทเลอร์ซึ่งเป็นครอบครัวคนขาว เบ่งใส่กันเรื่องความร่ำรวยขณะพักผ่อนอยู่ที่ชายหาด ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าพวกเขาคือคนชนชั้นกลางของอเมริกาที่ใช้ชีวิตอย่างเลิศหรูไปทุกด้านในสหรัฐฯ

“หนังมันว่าด้วยเรื่องของคนที่มีสิทธิพิเศษ (privilege) -โดยเฉพาะในประเทศนี้- แทบไม่เคยนึกถึงคนข้างล่างเลย” พีลอธิบาย “เรารับและส่งต่อวัฒนธรรมของการเมินเฉยต่อผู้คนที่อดทนเพื่อเราให้เราได้ทำในสิ่งที่อยากทำ

“แล้วอะไรก็ตามที่มันงดงามและแสนจะดูสมบูรณ์แบบมากๆ นั่นแหละคือคำโกหกของความสยองขวัญหรือเฮอร์เรอร์ เหมือนในหนัง แคมเปญ Hands Across America ถูกนำเสนออย่างสดใสและเปี่ยมสุข หากแต่มันซ่อนวัฒนธรรมมืดดำหม่นหมองไว้ข้างใต้”

ในหนัง แอดิเลดสวมเสื้อสีขาวขณะที่ต่อสู้กับร่างซ้ำของเธอที่สวมชุดสีแดง จนในที่สุด เสื้อผ้าของแอดิเลดก็เปราะเปื้อนไปด้วยเลือดทั้งของเธอและอีกฝ่ายจนกลายภาพไปเป็นสีแดงสด

“ไม่ว่า ‘เรา’ ของคุณจะหมายถึงอะไร แต่เราล้วนสร้างคำว่า ‘พวกมัน’ ให้มีความหมายถึงความเป็นศัตรู และบางที ‘พวกเรา’ อาจจะเป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของตัวเองก็ได้” พีลสรุป