Akira Black Panther Chronicle Dane Dehaan Found Footage Josh Trank Michael B. Jordan

Chronicle : ย้อนรอยหนังซูเปอร์ฮีโร่ found footage เลือดเดือด

Home / bioscope / Chronicle : ย้อนรอยหนังซูเปอร์ฮีโร่ found footage เลือดเดือด

หลายคนคงยังไม่ลืมว่า Chronicle (2012) ของ จอช แทรงค์ คือหนึ่งในหนังซูเปอร์ฮีโร่ทุนต่ำที่สามารถทลายกรอบในการเล่า ‘เรื่องราวเหนือมนุษย์’ ลงได้อย่างราบคาบ ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องในสไตล์ฟาวด์ฟุตเตจ (found footage – ภาพเคลื่อนไหวจากอุปกรณ์บันทึกภาพต่างๆ เช่น กล้องมือถือ, กล้องวงจรปิด) ที่สร้างบรรยากาศสมจริงและไม่น่าไว้วางใจให้เกิดขึ้นได้ในเวลาเดียวกัน, การแสดงอันถึงแก่นถึงอารมณ์ของสามนักแสดงนำอย่าง เดน เดอฮาน, อเล็กซ์ รัสเซลล์ และ ไมเคิล บี จอร์แดน ที่ช่วยสร้างที่ทางในวงการให้พวกเขา(บางคน)ในเวลาต่อมา และความหม่นมืดจากบทหนัง-อันว่าด้วยวัยรุ่นสามนายที่พลังพิเศษได้เปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปตลอดกาล-ที่ทำให้ผู้ชมหลายคนต้องสะเทือนใจ!

เดอฮาน, รัสเซลล์ และจอร์แดนรับบทเป็น แอนดรูว์ – เด็กหนุ่มที่ถูกรังแกอยู่บ่อยครั้ง, แม็ตต์ – ลูกพี่ลูกน้องของเขา และ สตีฟ – เพื่อนสุดป๊อปของทั้งคู่ (ตามลำดับ) สามเพื่อนซี้ที่บังเอิญไปพบกับหลุมลึกลับที่บรรจุผลึกพร่างพรายในคืนหนึ่ง และมันได้มอบพลังพิเศษเหนือมนุษย์ให้พวกเขา ก่อนที่พลังนั้นจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้หนึ่งในพวกเขา ‘ไปไกล’ กว่าแค่การแกล้งคนเล่นสนุกไปวันๆ

นอกจากที่คนเขียนต้นเรื่องอย่าง แม็กซ์ แลนดิส (คนเขียนบท) และแทรงค์จะได้รับแรงบันดาลใจมาจากคอมิกและหนังซูเปอร์ฮีโร่อย่างชัดเจนแล้ว แทรงค์ก็ยังเผยด้วยว่าเขาได้อิทธิพลบางส่วนมาจากหนังไซ-ไฟกึ่งสยองขวัญหน่วงหนักอย่าง Carrie (1976) และ The Fury (1978) ของ ไบรอัน เดอ พัลมา รวมถึงแอนิเมชั่นชั้นครูจากญี่ปุ่นอย่าง Akira (1988, คัตสึฮิโระ โอโตโมะ) ที่แทรงค์ยืนยันว่า Chronicle รับเอา ‘ความเจ๋ง’ หลายอย่างมาแบบเต็มๆ “ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับ Akira ครับ” เขาเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย “มีหลายอย่างที่พวกเราสามารถใส่มันลงไปในหนังเรื่องนี้ เพราะตัวละครเหล่านี้มันสามารถส่องสะท้อนสิ่งที่พวกเราเป็นจริงๆ ในฐานะของวัยรุ่นได้”

และแม้ว่าสามตัวละครเอกของเขาจะเคยเกือบถูกเขียนให้ ‘คลั่ง’ กันทั้งหมดในตอนจบ หรือแม้กระทั่งมีตัวละครตัวหนึ่งฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยม-ด้วยการฉีกร่างเขาออกเป็นชิ้นๆ-จากอำนาจมืดของพลังที่พวกเขาครอบครอง แต่สุดท้ายก็ถูกแก้ไขในร่างต่อๆ มา เพราะมันดู ‘ดาร์คไป’ จนอาจทำให้เสี่ยงจะได้เรตที่จำกัดอายุผู้ชม และ “ความรุนแรงที่ล้นเกินโดยไม่เผื่อช่องว่างให้ผู้ชมได้เข้าถึงหัวจิตหัวใจของตัวละครได้มากพอ” ก็อาจไม่นำพาไปสู่การตั้งคำถามที่เหมาะสมต่อเรื่องราวที่พวกเขาตั้งใจจะเล่าสักเท่าไหร่ – ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็กลายมาเป็นบทหนังที่ติดอันดับ ‘บทดีที่ไม่มีคนสร้างเสียที’ ในแวดวงคนทำหนังฮอลลีวูดอยู่พักใหญ่เรื่องนี้นี่เอง

แทรงค์คัดเลือกสามนักแสดงที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักให้มารับบทนำดังกล่าวเพื่อความน่าเชื่อถือ โดยให้พวกเขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันก่อนถ่ายทำเป็นเวลา 15 วันเพื่อสร้างความสนิทสนมตามบทบาท และด้วยเงินทุนที่มีอยู่ไม่มากนัก ทีมงานจึงเลือกถ่ายทำหนังเรื่องนี้ที่เคปทาวน์ แอฟริกาใต้ (ตามสัญชาติของโปรดักชั่นที่สนับสนุนหนัง …แต่เนื่องด้วยเรื่องราวเกิดขึ้นในอเมริกา ทีมงานจึงต้องลงทุนขนรถจากที่นั่นมาใช้ เพราะรถในแอฟริกาใต้นั้นเป็นรถพวงมาลัยซ้ายทั้งหมด!) รวมถึงแวนคูเวอร์ แคนาดา เป็นเวลานานกว่า 4 เดือน และแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นหนัง found footage แต่ขณะถ่ายทำ ผู้กำกับภาพอย่าง แม็ตธิว เจนเซน ก็ใช้กล้องชั้นดีอย่าง Arri Alexa มาบันทึกภาพแบบ ‘แฮนด์เฮลด์’ ให้สมกับการเป็นภาพจากกล้องมินิดีวีของตัวละคร-อันเป็นกล้องหลักในการเล่าเรื่อง (บางฉากที่ตัวละครแอนดรูว์ถูกแกล้งจนกล้องมินิดีวีหล่นไถลไปกับพื้น ตากล้องก็ถึงกับต้องเอา Arri Alexa ติดไว้กับสเก็ตบอร์ดแล้วไถตามกันเลยทีเดียว!) แล้วจึงค่อยใช้ขั้นตอนโพสต์โปรดักชั่นในการสร้างลุคแบบ found footage ให้เกิดขึ้นกับงานภาพอีกทีหนึ่ง

Chronicle กวาดรายได้จากทั่วโลกไปกว่า 126 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากทุนสร้างแค่เพียงแค่ 12 ล้านฯ เท่านั้น (กลยุทธ์โปรโมตหนึ่งของหนังคือการปล่อยคลิปไวรัล ‘คนบินได้เหนือกรุงนิวยอร์ค’!) แถมยังได้รับคำชมไปอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะจากนักวิจารณ์ใหญ่ผู้ล่วงลับอย่าง โรเจอร์ อีเบิร์ต ที่ถึงกับออกมาชื่นชมว่า Chronicle ของจอช แทรงค์ค่อยๆ เติบใหญ่กลายเป็นหนังบันเทิงอันแสนแปลกใหม่ที่ผสมผสานองค์ประกอบอย่างเรื่องเล่าต้นกำเนิดซูเปอร์ฮีโร่, ความเหนือจริงแบบไซ-ไฟ และดราม่าวัยรุ่นชีวิตบัดซบเข้าด้วยกันได้เป็นอย่างดี”  

อย่างไรก็ตาม นอกจากการที่เดอฮานได้แต่งงานมีลูกกับนักแสดงประกอบสาวอย่าง แอนนา วูด ซึ่งปรากฏตัวพร้อมเขาในหนังเรื่องนี้แล้ว (ตอนนั้นทั้งคู่คบหากันมาห้าปีตั้งแต่สมัยไฮสคูล) สิ่งที่น่ายินดีไปกว่าการทำเงินถล่มทลายก็คือ ทั้งเดอฮานและจอร์แดได้มีโอกาสแสดงหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ทุนสูงกว่า(มาก)ในเวลาต่อมาอย่าง The Amazing Spider-Man 2 (2014, มาร์ก เว็บบ์ – เดอฮานเล่นเป็นตัวร้าย กรีนก็อบลิน), Fantastic Four (2015, แทรงค์ – จอร์แดนเล่นเป็นมนุษย์ไฟ จอห์นนี สตอร์ม) และ Black Panther (2018, ไรอัน คูกเลอร์ – จอร์แดนเล่นเป็นน้องชายตัวร้าย อีริก คิลล์มองเกอร์) หรือแม้แต่แทรงค์กับตากล้องอย่างเจนเซนก็เช่นกัน (รายแรกแน่นอนว่ากำกับ Fantastic Four ส่วนรายหลังก็ถ่าย Wonder Woman แฟรนไชส์ดังของผกก. แพ็ตตี เจนกินส์ ทั้งสองภาค)

“ผมคิดว่าเราทุกคนล้วนต้องเคยรู้สึก ‘แปลกแยก’ ในจุดหนึ่งจุดใดด้วยกันทั้งนั้น” แทรงค์ทิ้งท้ายถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในหนังแจ้งเกิดเรื่องนี้ของเขา “และนี่ก็คือตัวละครเด็กที่โดดเดี่ยวและไม่มีใครเข้าใจเขาอย่างแท้จริง ผมจึงไม่อยากเล่าเรื่องพวกนี้ให้ออกมาซ้ำซากเหมารวมอีกแล้ว เพราะผมเคยเติบโตอยู่ในสถานะแบบนั้นมาก่อน”