Hands Across America Jordan Peele Us จอร์แดน พีล หลอน ลวง เรา

อะไรคือ Hands Across America: รู้จักแคมเปญการกุศลสุดหลอนในหนังของ จอร์แดน พีล

Home / bioscope / อะไรคือ Hands Across America: รู้จักแคมเปญการกุศลสุดหลอนในหนังของ จอร์แดน พีล

นอกเหนือไปจากความสยดสยองและความเซอร์แตกใน Us (2019) หนังลำดับล่าสุดของ จอร์แดน พีล มันยังเต็มไปด้วยน้ำเสียงการเล่าเรื่องเสียดสีสังคมอเมริกัน และสัญญะมากมายในหนังที่ถูกเล่าผ่านเรื่องราวชวนสติหลุดของ แอดิเลด (ลูพิตา นียองโก) และครอบครัวเดินทางไปพักผ่อนที่หาดซานตาครูซในบ้านพักที่เธอเคยอาศัยกับครอบครัวเมื่อยังเด็ก และมันได้กระตุ้นให้เธอหวนนึกถึงประสบการณ์หลอนในปี 1986 เมื่อเธอพลัดหลงกับพ่อแม่ในสวนสนุกและเจอ ‘ตัวเธอเอง’ ส่งยิ้มกลับมาให้ แต่ความสยองที่แท้จริงได้เริ่มขึ้นเมื่อแอดิเลดกับครอบครัวพบว่า หน้าบ้านพักของพวกเขานั้นมีคนใส่ชุดแดงยืนรออยู่… โดยทั้งหมดมีใบหน้าและรูปร่างเหมือนกันกับเธอและและสมาชิกในครอบครัว!!

สิ่งที่เป็นเงื่อนไขสำคัญและถูกย้ำอย่างหนักในหนังคือแคมเปญ Hands Across America ที่แอดิเลดในวัยเด็กนั่งดูโฆษณาของมัน หนำซ้ำยังสวมเสื้อยืดที่สกรีนโลโก้แคมเปญนี้ และมันได้กลายสภาพจากโฆษณาชวนเชื่อเมื่อต้นเรื่องให้กลายเป็นห่วงโซ่มนุษย์สุดหลอน ทั้งยังเป็น ‘สาร’ ที่พีลอยากจะสื่อมากที่สุดด้วย

Hands Across America เป็นแคมเปญการกุศลในปี 1986 จัดตั้งขึ้นมาโดย เคน คราเก็น โปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์และอุตสาหกรรมดนตรี และได้รับการสนับสนุนจากโครงการ USA for Africa (ซึ่งโปรดิวซ์เพลงช่วยเหลือชาวแอฟริกันชื่อดังอย่าง We Are the World เมื่อปี 1985 เพียงปีเดียวก่อนแคมเปญนี้จะเริ่มขึ้น) เป้าหมายหลักของแคมเปญคือการเรี่ยไรเงินเพื่อสนับสนุนคนไร้บ้านและผู้หิวโหยจำนวนมากในสหรัฐฯ ด้วยการให้คนออกมายืนจับมือกันเป็นระยะเวลา 15 นาที และร่วมบริจาคเงินสมทบทุนเพื่อสนับสนุนผู้ยากไร้ดังกล่าว ประมาณการกันว่า ทั่วสหรัฐฯ มีคนร่วมกันจับมือต่อแถวทั้งสิ้น 6.5 ล้านคนตลอด 48 รัฐ

โดยเจ้าแคมเปญใหญ่ยักษ์นี้ถูกกระตุ้นผ่านความเป็นอเมริกันจ๋าสุดขีด โดยเฉพาะเมื่อโฆษณาได้รับการออกฉายกลางงานแข่งขันชิงแชมป์อเมริกันฟุตบอลของลีกยักษ์ NFL หรือซูเปอร์โบวล์ -ซึ่งก็แน่นอนว่าเป็นอีเวนต์กีฬาที่ใหญ่ที่สุดของมหาชนชาวอเมริกัน- ผ่านโฆษกซึ่งเป็นสองนักแสดงชื่อดังในเวลานั้นอย่าง บิลล์ คอสบี และ ลิลี ทอมลิน ที่มาพร้อมประโยคปลุกใจแสนคลาสสิกว่า “Hands Across America จะเป็นงานอีเวนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก นี่คืออเมริกันดรีมโดยแท้ และมีเพียงคุณเท่านั้นที่สร้างมันขึ้นมาได้!”

ตัวโฆษณายังเต็มไปด้วยความอลังการ เพลงประกอบโฆษณาซึ่งชื่อเดียวกันกับแคมเปญนั้นขับร้องโดยศิลปินดังอย่าง โจ เซริซาโน, แซนดี ฟารินา แถมตัวมิวสิกวิดีโอยังประกอบด้วยนักแสดงแถวหน้าอย่าง โรบิน วิลเลียมส์, แคเธอลีน เทอร์เนอร์, ไมเคิล ดักลาส (น่าเสียดายที่ตัวเพลงไม่ฮิตระเบิดเท่า We Are the World ซึ่งมาจากองค์กรเดียวกันคือ USA for Africa) ตัวโฆษณานั้นว่าด้วยมวลมหาชนชาวอเมริกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จับมือยิ้มแย้มข้ามรัฐด้วยความสมัครสมาน (เอ่อ…) ด้านหนึ่ง มันจึงเป็นโฆษณาชวนเชื่อแบบที่ว่าด้วย ‘จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน’ ที่เชิดชูความสามัคคีของคนอเมริกันนั่นเอง

“ทุกคนในโฆษณาไม่รับค่าตัวเลย” คราเก็นซึ่งเป็นเจ้าของโปรเจ็กต์นี้ให้สัมภาษณ์ไว้ “เรารู้ว่าการจัดการและการโปรโมตแคมเปญนี้มันน่าจะกินเวลาหลายเดือน และเราก็เริ่มโครงการด้วยความทะเยอทะยานเป็นอย่างมาก เรามีทีมงาน 400 ชีวิตทำงานตลอดเก้าเดือน จ้างผู้จัดงาน และมันก็ดูจะเป็นแคมเปญทางการเมืองด้วย แต่แทนที่จะเป็น ‘ออกไปเลือกตั้งกัน’ ก็เป็น ‘ออกมาจับมือกัน’ มากกว่า”

แถวแรกตั้งต้นขึ้นในแบตเตอรี่ปาร์คซิตี้กลางกรุงนิวยอร์ค โดยเด็กหญิงไร้บ้านวัยเพียงหกขวบ ลากยาวไปจนถึงทำเนียบขาวที่ โรนัลด์ เรแกน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในยุคสมัยนั้น กับสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งอย่าง แนนซี เรแกน เข้าร่วมแคมเปญด้วยการจับมือกันกับเหล่าเด็กๆ ที่ถูกเกณฑ์มาร่วมงานนี้โดยเฉพาะ ตลอดจนอดีตประธานาธิบดีอย่าง บิลล์ คลินตัน ที่ยืนจับมือแถวรัฐอาร์คันซอ และเหล่าคนดังอย่าง ไมเคิล แจ็คสัน, เดวิด ค็อปเปอร์ฟีลด์, ดอน จอห์นสัน ฯลฯ ที่ออกมาร่วมแคมเปญจากหลายๆ รัฐ (แถมที่รัฐอิลลินอยส์ยังมีคนแต่งตัวเป็น อับราฮัม ลินคอล์น อดีต ปธน.สหรัฐฯ ออกมายืนจับมือร่วม 50 คน เช่นเดียวกันกับที่รัฐเทนเนสซีที่มีคนแต่งเป็น เอลวิส เพรสลีย์ 54 ราย!)

และแม้ว่ามันจะเป็นแคมเปญที่โฆษณาไว้ดิบดีว่า เป็นโซ่มนุษย์ที่จับมือกันข้ามประเทศได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ข้อเท็จจริงแล้วก็ไม่ใช่เช่นนั้น (และเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ) ดังที่เรารู้กันว่าสหรัฐอเมริกานั้นกว้างอย่างมหาศาล แถมบางภูมิภาคยังถูกคั่นไว้ด้วยหุบเขาหรือแม่น้ำขนาดใหญ่โดยเฉพาะทางใต้ โซ่มนุษย์ที่ว่าจึงขาดตอนอยู่บ่อยครั้ง จนดูเหมือนว่าแถวที่ยาวที่สุดจะอยู่ที่รัฐแอริโซน่าซึ่งค่อนข้างเป็นพื้นที่ราบเท่านั้น แถมยังไม่มีรัฐไหนจากเขตนิว อิงแลนด์ถูกเกณฑ์เข้าร่วมแคมเปญนี้จนเกิดการประท้วงขนาดย่อมๆ เช่นเดียวกันในรัฐฮาวายที่นักแสดง ทอม เซลเล็ค และวุฒิสมาชิกประจำเมืองถึงกับออกแคมเปญของตัวเองในชื่อ Hands Across Hawaii พร้อมสโลแกนแสบสันต์ว่า “ชาวฮาวายก็เป็นคนอเมริกันด้วยนะโว้ย!”

แต่ถามว่าเจ้าแคมเปญนี้มันประสบความสำเร็จไหม ถ้าในแง่ความดังและชื่อเสียง ตลอดจนความอลังการของมัน ก็อาจจะต้องตอบว่าใช่ หากแต่วัดจากผลลัพธ์นั้น ตามที่นิตยสาร The New York Times ระบุไว้ คาดว่าตัวแคมเปญทำเงินไปได้ถึง 34 ล้านเหรียญฯ -ซึ่งเป็นยอดรายรับที่รวมจากการขาย ‘เสื้อยืด’ ของแคมเปญด้วย- หากแต่เมื่อมันถูกหักค่าใช้จ่ายสะระตะแล้ว ก็เหลือเพียง 15 ล้านเหรียญฯ เท่านั้นที่ได้ไปใช้ประโยชน์ตรงตามเป้าประสงค์ของแคมเปญ (อ้าว)

“แต่มันก็ไม่เคยมีอะไรแบบนี้มาก่อนนี่นา แล้วผมว่านี่แหละที่ทำให้แคมเปญนี้มันเฉียบสุดยอดไปเลย” คราเก็นว่า

 

แล้วอย่างนั้น แคมเปญนี้มันเกี่ยวข้องอะไรกับหนังเฮอร์เรอร์วิพากษ์สังคมอเมริกาของพีล ผู้ที่เอาแคมเปญนี้มาชำแหละและแซะจนไม่มีชิ้นดีในหนังของเขา “มันเป็นโครงการที่มองโลกในแง่ดีและเปี่ยมไปด้วยความหวังของชาวอเมริกันโดยแท้จริงเลยล่ะครับ” พีลเล่าให้ฟังถึงเจ้าแคมเปญที่สะกิดใจเขาตั้งแต่ครั้งแรกๆ ที่เขานั่งดูมันทางโทรทัศน์ “บวกกันกับไอ้วิธีคิดแบบ ‘อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้นหากเรายังจับมือกันไว้’ ของโรนัลด์ เรแกนเขาล่ะ

“คือมันก็เป็นการแสดงออกที่ดีอยู่หรอก แต่ก็อย่างว่า มันแก้ปัญหาปากท้องอะไรไม่ได้เลย” เขาสรุป

พีลได้ไอเดียการเขียนบท Us มาจากการนั่งดูคลิปโฆษณาตัวนี้ผ่านยูทูบ ก่อนจะพบว่าตัวเองรู้สึกผะอืดผะอมหลังดูความสมัครสมานสามัคคีในวิดีโอจบ โฆษณาที่ครั้งหนึ่งออกอากาศไปทั่วสหรัฐฯ ทั้งยังถูกปั้นแต่งให้มีความหมายแสนจะแง่บวกและทรงพลัง ได้ทิ้งร่องรอยความรู้สึกชวนหดหู่ให้แก่พีล จนเขาตระหนักได้ว่า นี่อาจเป็นทิศทางที่หนังของเขาควรจะเป็นก็ได้! “มันทำให้ผมคิดถึงการทำหนังโดยเล่าเรื่องประเทศนี้กับการลุกขึ้นประท้วงของกลุ่มคน” พีลสาธยาย

Us จึงพูดถึงคนชนชั้นกลางที่เพิกเฉยต่อ ‘คนข้างล่าง’ ในชุดแดงที่อาศัยอยู่ในท่อที่รัฐบาลทอดทิ้งตลอดหลายชั่วอายุคน การลุกขึ้นทวงสิทธิ์อันควรจะพึงมีของเหล่าคนชุดแดงที่ลุกฮือขึ้นมาจากท่อใต้ดินจึงสะท้อนผ่านการที่พวกเขาจับมือกันเป็นแถวเดียว ข้ามน้ำ ข้ามภูเขาอันเป็นสิ่งที่ Hands Across America ของจริงไม่อาจทำได้สำเร็จ “หนังมันว่าด้วยเรื่องของคนที่มีสิทธิพิเศษ (privilege) -โดยเฉพาะในประเทศนี้- แทบไม่เคยนึกถึงคนข้างล่างเลย” พีลอธิบาย “เรารับและส่งต่อวัฒนธรรมของการเมินเฉยต่อผู้คนที่อดทนเพื่อเราให้เราได้ทำในสิ่งที่อยากทำ”

แคมเปญ Hands Across America นั้นสร้างขึ้นมาโดยความบริสุทธิ์ใจและหวังดี หากแต่มันเป็นความหวังดีที่มากับการมอง ‘ลง’ ไปยังคนไร้บ้านด้วยสายตาของผู้มาโปรด แน่ล่ะ ว่ามันไม่ใช่เป็นแคมเปญที่จ้องทำลายล้างหรือมีจุดประสงค์เลวร้าย หากแต่มันได้สะท้อนความไร้เดียงสาบางประการของเหล่าชนชั้นกลาง ผู้ฝันหวานว่าการออกมาจับมือกันข้ามรัฐและบริจาคเงินนั้น จะเยียวยาบาดแผลอันเรื้อรังของสหรัฐฯ ได้… และดังที่เราเห็น ว่ามันไม่ได้ผล หนำซ้ำในอีกสองทศวรรษต่อมา มันยังกลายมาเป็นตัวเดินเรื่องสำคัญที่ว่าด้วยการชำแหละสังคมอเมริกันชนใน Us อีกต่างหาก