Eli Roth Inglourious Basterds Knock Knock

‘คนไม่ชอบความรุนแรงหรอก เว้นก็แต่ตอนมันอยู่ในหนัง’ อีไล ร็อธ นักแสดงและผู้กำกับขาประจำของหนังเลือดสาด

Home / bioscope / ‘คนไม่ชอบความรุนแรงหรอก เว้นก็แต่ตอนมันอยู่ในหนัง’ อีไล ร็อธ นักแสดงและผู้กำกับขาประจำของหนังเลือดสาด

“หมอนี่แหละคืออนาคตของหนังเฮอร์เรอร์!” เควนติน ทารันติโน คนทำหนังเลือดเดือดกล่าวถึง อีไล ร็อธ ไว้เช่นนั้น แถมร็อธเองยังปรากฏตัวในหนังของเขาอย่าง Inglourious Basterds (2009) ในบท โนโนวิตซ์ มือสังหารต้านนาซีที่มาพร้อมกระบองเหล็กฟาดศัตรู

และดูเหมือนคำนิยามที่ทารันติโนกล่าวไว้ก็หาได้เกินจริงนัก เพราะนอกเหนือจากที่ร็อธจะเที่ยวไปแสดงในหนังเฮอร์เรอร์สยองขวัญจำนวนอย่าง 2001 Maniacs (2005, ทิม ซัลลิแวน), Death Proof (2007, ทารันติโน), Piranha 3D (2010, อเล็กซานเดอร์ เอจา) แล้ว ร็อธยังทำหนังเองด้วย โดยหนังของเขานั้นมันก็เหมือนหนังที่เขาแสดงนั่นแหละ คือมันเต็มไปด้วยคาวเลือดและความสยองสยองยังไงล่ะ!

อย่าเพิ่งไปคิดว่าเจ้าหนุ่มที่มีผลงานการกำกับหนังคนนี้จะเป็นเหมือนนักแสดงคนอื่นๆ ที่ลองกำกับหนังและดังได้ด้วยชื่อจากงานแสดงเชียว เพราะร็อธนั้นเริ่มต้นจากการทำหนังก่อนจะมาแสดงเสียอีก เขาหลงใหลในศาสตร์ภาพยนตร์มาตั้งแต่ยังเด็กและเริ่มถ่ายหนังเรื่องแรกในวัยเพียงแปดขวบ หลังได้รับแรงบันดาลใจจาก Alien (1979, ริดลีย์ สก็อตต์) และโตมายังเข้าเรียนภาพยนตร์ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค ทำหนังนักศึกษาในชื่อ Restaurant Dogs เพื่อคารวะแก่สุดยอดผู้กำกับหนังเลือดสาดที่เขายกย่องอย่างทารันติโนจาก Reservoir Dogs (1992) และไปไกลถึงการชิงรางวัลหนังนักศึกษายอดเยี่ยมจากเวที Student Academy Award ด้วย

“ผมดู Alien ตอนอายุแปดขวบ สำหรับผมมันเป็นส่วนผสมระหว่าง Jaws (1975, สตีเวน สปีลเบิร์ก) กับ Star Wars (1977, จอร์จ ลูคัส) และเป็นหนังที่ทำให้ผมอยากเป็นผู้กำกับเลย!” ร็อธว่า


หลังจากนั้น ร็อธก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมด้วยการรับบทเป็นนักแสดงเอ็กซ์ตร้าในซีรีส์ The Practice พร้อมกันนั้น เขายังยึดมั่นความฝันเดิมในการจะเป็นผู้กำกับหนัง จนเส้นทางของเขาปะทะกันกับ เดวิด ลินช์ ผู้กำกับหนังเหวอที่ทำหนังเฮอร์เรอร์ได้เดือดที่สุดคนหนึ่งแห่งยุคสมัย ร็อธกลายเป็นผู้ช่วยของลินช์อยู่หกปี เฝ้ารีเสิร์ชและช่วยลินช์ปั้นโปรเจ็กต์ทำหนัง ทั้งยังปรากฏตัวให้คนจำได้ในหนังเฮอร์เรอร์ (อีกเช่นเคยจ้า) อย่าง Terror Firmer (1999, ลอยด์ คอฟแมน) สี่ปีต่อมา ร็อธระเบิดฟอร์มร้อนแรงในหนังที่เขากำกับเรื่องแรกอย่าง Cabin Fever (2002) เล่าถึงนักศึกษาห้ารายที่ไปเช่ากระท่อมพักผ่อนกันอยู่กลางป่า อันเป็นช่วงเวลาที่ไวรัสประหลาดกำลังระบาดพอดี คนที่ติดเชื้อไวรัสนี้จะกระหายเลือดและไล่ล่ามนุษย์ด้วยกัน (อึ๋ย) นำไปสู่การฆ่าคนและฉากกินเนื้อสุดหฤโหด และแม้วาพล็อตมันจะดาดๆ เช่นเดียวกับหนังตระกูลนี้ทั่วๆ ไป แต่มันก็แจ้งเกิดร็อธในฐานะคนทำหนังทันที แถมยังทำเงินไปได้ทั้งสิ้น 30 ล้านเหรียญฯ จากทุนเพียง 1.5 ล้านฯ เท่านั้น

Hostel (2005) คือหนังลำดับถัดไปของร็อธ เล่าถึงนักท่องเที่ยวดวงตกสามรายที่จับพลัดจับผลูไปเจอความโหดเลือดสาดในสโลวาเกีย “หนังเรื่องที่สองนี่มันสามารถทั้งสร้างชื่อทั้งทำลายคุณได้เลย” ร็อธว่า “เพราะมันส่งให้คุณกลายเป็นคนทำหนังอาชีพ ไม่ก็เป็นแค่ไอ้ผู้กำกับที่มีหนังฮิตเรื่องเดียวจอด (one hit wonder)” แน่นอนว่าหนังประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ด้วยทุนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน มันทำเงินไปทั้งสิ้น 80 ล้านเหรียญฯ และสร้างภาพจำให้ร็อธเป็นคนทำหนังเลือดเดือดน่าจับตาของอุตสาหกรรม หนังของร็อธมักเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงตรงไปตรงมาและโฉ่งฉ่างแบบเดียวกับหนังเฮอร์เรอร์ยุค 90 จำนวนมากที่คอยบันดาลใจเขา เหล่าตัวละครที่หนีตายจากฆาตกรโดยที่บางครั้งเราไม่ได้อยากเอาใจช่วย แต่เราอยากดูพวกเขาหนีเอาตัวรอด หรือไม่ก็ต่อสู้กับความบ้าคลั่งตรงหน้ามากกว่า เช่นเดียวกับหนังลำดับถัดมาของเขาอย่าง The Green Inferno (2013 -กลุ่มนักศึกษาเดินทางไปในป่าแอมะซอนแล้วเจอเรื่องสยดสยองสุดขีด) กับ Knock Knock (2015 -หนุ่มหล่อที่เจอสาวสวยมาเคาะประตูของความช่วยเหลือ โดยไม่รู้เลยว่าพวกหล่อนคือฆาตกรโหดกระหายเลือด!) “ก็ถ้าผมไม่ได้กลับบ้านแบบมีเลือดปลอมเปื้อนหัวจดเท้า ถือว่าไม่ได้ทำหน้าที่ผู้กำกับหนังเฮอร์เรอร์ที่ดี” ร็อธแซวตัวเอง

“คนไม่ชอบความรุนแรงที่อยู่ในชีวิตจริงหรอก แต่พวกเขาชอบเวลามันอยู่ในหนัง” ร็อธเล่าถึงความรุนแรงที่หลายครั้งดูเหมือนเกินจะต้านในหนังของเขา “และผมว่าสตูดิโอหนังเฮอร์เรอร์จำนวนมากก็ไม่ได้อยากทำร้ายใครด้วย ถ้ามันมีอะไรหรือฉากไหนที่สุดขีดมากๆ พวกเขาก็จะทดลองดูก่อน ถ้ามันทำร้ายคนดูจริงๆ พวกเขาก็เอาออก

“แต่หนังอย่าง Open Water (2003, คริส เคนติส -หนังทุนต่ำเตี้ยว่าด้วยคนเผชิญหน้ากับฉลามนักงาบ), Wolf Creek (2005, เกร็ก แม็กลีน -หนังโร้ดทริปที่เพียบไปด้วยฉากกราดกระสุน) หรือ The Devil’s Rejects (2005, ร็อบ ซอมบี -ชายหนุ่มหญิงสาวที่มาติดอยู่ในบ้านของฆาตกรโรคจิต!) พวกนี้เป็นหนังที่สร้างนอกเหนือระบบสตูดิโอ และผลลงเอยของหนังพวกนี้ไม่โอเคหรอก พวกเขาลืมไปว่าคนน่ะจ่ายเงินมาเพื่อการณ์นี้ เพื่อความน่ากลัวและความสยดสยอง”

เช่นเดียวกับทารันติโนและคนทำหนังเฮอร์เรอร์คนอื่นๆ ร็อธเองถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงความรุนแรงที่ปรากฏในหนัง โดยเฉพาะเมื่อมันอาจไปปลูกรากความโหยหาและกระหายเลือดให้แก่คนดู หรือมากไปกว่านั้น อาจเป็นแบบอย่างให้หลายๆ คนออกไปถือมีดล่าคนบนถนนก็ได้! “มันก็ไม่มีตัวอย่างจริงๆ จังๆ สักหน่อยว่าหนังเฮอร์เรอร์คือต้นเหตุของการก่อความรุนแรง คนรู้หรอกน่าว่ามันเป็นเรื่องปลอม พวกเขาถึงได้อนุญาตให้ตัวเองเพลิดเพลินกับมันได้ไงล่ะครับ” เขาอธิบาย “มันช่วยให้พวกเขาต่อกรกับความกลัวเบื้องลึกของตัวเองได้ ความกลัวที่อยู่นอกเหนือจากการควบคุมของพวกเขา

“เวลามีคนไปวางระเบิดคลีนิกทำแท้งแล้วบอกว่าเขาทำตามที่ไบเบิลบอก ทีนี้ แต่ไม่มีใครหรอกจะพูดว่า ‘ก็คว่ำบาตรคัมภีร์ไบเบิลนั่นซะสิ’ แต่จะพูดว่ามีไอ้โรคจิตคนนึงที่อยากฆ่าคนแล้วอ้างศาสนา เหมือนกันแหละ ไม่มีใครตายเพราะหนังเฮอร์เรอร์หรอก อันที่จริงตรงข้ามด้วยซ้ำไป มันเป็นหนังที่เหมาะสำหรับการไปออกเดตจะตายไป เพราะรับประกันได้เลยว่าได้กำมือกับคู่เดตทั้งเรื่องแหงๆ แถมถ้ามันเวิร์ค คุณก็ไม่ต้องกลับไปนอนคนเดียวด้วยนะ” เขาปิดท้ายด้วยอารมณ์ขัน

BIOSCOPE Theatre
เสาร์ที่ 6 เมษายน
Knock Knock
รับชมได้ 24 ชม.
ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre

Image may contain: 3 people, people sitting and text

ตัวอย่าง BIOSCOPE Theatre เมษายน 2019