The Only Mom ชาติชาย เกษนัส ถึงคน..ไม่คิดถึง พี่ชาย My Hero มาร-ดา

จะพูดเรื่องชาวบ้าน…ต้องรู้วิธีอยู่ให้เป็น

Home / bioscope / จะพูดเรื่องชาวบ้าน…ต้องรู้วิธีอยู่ให้เป็น

โดย นคร โพธิ์ไพโรจน์ บรรณาธิการฝ่ายหนังไทย BIOSCOPE

 

หนึ่งในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับวงการหนังเมียนมาปีนี้ คือความสำเร็จของหนังเรื่อง ‘มาร-ดา’ หรือ The Only Mom ซึ่งสร้างสถิติเป็นหนังที่ทำเงินทะลุ 1 พันล้านจั๊ตเร็วที่สุด ความน่าสนใจคือมันกำกับโดยคนไทย ชาติชาย เกษนัส ซึ่งเคยสร้างความฮือฮาในเมียนมามาแล้วด้วย ‘ถึงคน..ไม่คิดถึง’ หนังรักเรื่องก่อนหน้าของเขา

การที่มันเป็นหนังเมียนมาจากมุมมองคนไทย จึงมาพร้อมลีลาและภาษาการเล่าเรื่องที่แตกต่างจากหนังเมียนมาโดยทั่วไปเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ติดตามมาคือมุมมองของ ‘คนนอก’ ที่มีต่อสังคมที่บางทีมันก็สะท้อนออกมาในแบบที่คนในอาจมองไม่เห็น ในขณะเดียวกัน รหัสที่ซุกซ่อนอยู่ในหนังมันก็กลับมาสะท้อนซึ่งความเป็นไปที่เกิดขึ้นในสังคมไทยด้วยเช่นกัน

‘มาร-ดา’ เป็นหนังผีที่ว่าด้วยคุณแม่ซึ่งค้นพบว่าลูกสาวตัวเองที่มีปัญหาเรื่องการเข้าสังคมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป นอกจากจะตื่นมาใช้ชีวิตกลางดึกแล้วยังกลายเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย คล้ายได้ลูกสาวคนใหม่มาครอบครอง ซึ่งสำหรับคนเป็นแม่แล้ว การได้ลูกที่อยู่ในโอวาทก็นับเป็นของขวัญล้ำค่าชิ้นหนึ่ง เพราะงั้นความสยองที่เกิดขึ้นหลังจากนี้จึงมาจากความเฮี้ยนจากผู้เป็นแม่ที่พยายามกำราบทั้งวิญญาณและลูกสาวของตนด้วยอำนาจจากความเป็นแม่ที่ตนถือสิทธิโดยชอบธรรมนั่นเอง

หากมองมันเป็นหนังผีอีกเรื่องหนึ่ง มันคงเทียบเท่าได้กับหนังตระกูลเดียวกับ เจมส์ วาน ที่เป็นการต่อสู้กันระหว่างบทบาทความเป็นแม่กับอำนาจมืดที่อยู่เหนือธรรมชาติ แต่เมื่อผ่านสายตาของชาติชายแล้ว สิ่งที่หลบซ่อนอยู่ในหนังนั้นมันกลับสะท้อนมิติแสนละเอียดอ่อนออกมาอันสามารถพูดแทนสภาพสังคมของทั้งเมียนมาและไทยไปพร้อมกันด้วย

‘ถึงคน..ไม่คิดถึง’

ก่อนอื่นเราทำความรู้จักกับชาติชายผ่านผลงานที่ผ่านมาของเขากันก่อน หนังยาวเรื่องแรกของเขาคือ ‘ถึงคน..ไม่คิดถึง’ ซึ่งเป็นภารกิจของหลานสาวชาวไทยที่เดินทางไปเมียนมาตามเส้นทางในจดหมายรักของคุณย่า เพื่อย้อนกลับไปสำรวจมหากาพย์ความรักที่ถูกกีดกันด้วยฐานันดร และต่อมาเขาทำสารคดี ‘โยเดีย ที่คิด(ไม่)ถึง’ ซึ่งก็เป็นการกลับไปสำรวจผู้คนที่มีเชื้อสายไทยแต่ถูกกีดกันทางเชื้อชาติจากพรมแดนที่ถูกขีดเส้นไว้ในเวลาต่อมา

จากหนังสองเรื่องนี้ทำให้ชาติชายมีโอกาสได้เดินทางเข้าไปค้นคว้าข้อมูลและทำความรู้จักกับผู้คนในเมียนมาอยู่บ่อยครั้ง จนนับว่าเป็นคนทำหนังไทยที่มีความเข้าใจในสังคมเมียนมาเป็นอย่างดีคนหนึ่ง ซึ่งจากที่เราได้พูดคุยกับชาติชายนั้น ที่มาของการทำหนังเรื่อง ‘มาร-ดา’ มีประเด็นหลักคือการที่เขามองว่าสังคมที่ยึดมั่นในความดีทางศีลธรรมนั้น “อำนาจความเป็นแม่ เป็นสิ่งที่ยากจะต่อรอง”

‘มาร-ดา’

ด้วยเหตุนี้เขาจึงตีโจทย์ ‘อำนาจที่ยากจะต่อรอง’ เปรียบดั่งการยึดอำนาจของ ‘ผี’ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายตามหลักการและเหตุผลได้ ทว่ามันกลับมีอิทธิพลอย่างยิ่งยวดในชีวิตประจำวัน ซึ่งหากพิจารณาในตัวหนัง จะเห็นว่า ชาติชายได้สอดแทรกรายละเอียดที่เกิดจากอำนาจที่ยากจะต่อรองเอาไว้เต็มไปหมด โดยเฉพาะปูมหลังทางประวัติศาสตร์ทางการเมืองของเมียนมาที่เชื่อมโยงกับแนวคิดแบบสังคมนิยม ด้วยการให้หนังมีฉากหลังส่วนใหญ่เกิดขึ้นในบ้านโบราณหลังหนึ่งซึ่งทิ้งหลักฐานทางประวัติศาสตร์เอาไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายครอบครัว และภายถ่ายอดีตผู้นำ กับอีกหนึ่งสถานที่หลักคือพื้นที่อันเวิ้งว้างของเมืองเยนันชอง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ห่างไกลความเจริญและไม่ค่อยมีใครได้ไปเยือนนัก ซึ่งนอกจากจะได้ภาพอันแปลกตาแล้ว มันยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะการเป็นพื้นที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นขุมทรัพย์

“แม่น้ำอิระวดีในช่วงน้ำหลากมันกินพื้นที่กว้างมาก พื้นที่ราบบริเวณนั้นมันผ่านทั้งหมดเลย ตอนที่เราเอาโดรนบินเพื่อจะดูว่าอีกฝั่งอยู่ตรงไหน เราหาไม่เจอเพราะมันกว้างมาก แต่ว่าช่วงฤดูแล้งมันแห้ง เมื่อก่อนช่วงที่อังกฤษยึดเขาลือกันว่าสามารถตักน้ำมันได้จากผืนดิน ตรงนี้เป็นขุมทรัพย์ของเมียนมา แต่ชาวบ้านที่อยู่รอบๆบริเวณนั้นไม่ได้รับการพัฒนา มันเป็นเมืองที่เหมือนผู้มีอำนาจตักตวงทรัพยากรไว้ เป็นแผ่นดินทองที่คนตรงนั้นไม่ได้เป็นเจ้าของ ในอดีตมันเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองเมืองนึงเลย แต่ตอนนี้ทั้งเมืองมีแค่สามโรงแรมเล็กๆ เท่านั้น”

จากการทำการบ้านอย่างหนักเพื่อเรียนรู้สังคมของเพื่อนบ้านนั้น นอกจากจะนำมาซึ่งความเข้าใจบริบทมากขึ้นจนสามารถสื่อสารกับผู้คนต่างถิ่นได้แล้ว ไม่แปลกใจที่ชาติชายจะอดไม่ได้ในการใช้หนังเรื่องหนึ่งเพื่อสื่อสารบางอย่างกับตัวเองและคนดูที่เติบโตมาในสภาพสังคมเดียวกันอย่างบ้านเรา

‘พี่ชาย My Hero’

หากเทียบกันให้เห็นภาพ ‘พี่ชาย My Hero’ คือหนังไทยเรื่องหนึ่งที่นำเสนอวงจรของการเกณฑ์ทหาร ทว่ามาจากมุมมองของ จอช คิม ซึ่งเป็นชาวเกาหลี ซึ่งในแง่หนึ่งมันสามารถชำแหละให้เห็น ‘ปัญหา’ ของระบบได้อย่างชัดเจน ในมุมที่บางทีคนร่วมสังคมนั้นไม่ทันได้ตระหนักรู้ หรือมองเห็นแต่ไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติ แต่เมื่อให้คนนอกมอง มันจึงถูกเน้นย้ำให้เห็นชัดขึ้น ทว่ามันก็สามารถสะท้อนให้เห็นปัญหาร่วมกันของ ‘คนนอก’ เพราะชาวเกาหลีเองก็มีวิธีคิดต่อการรับใช้ชาติคล้ายกัน

แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ย่อมต้องมาจากความคุ้นเคยกับสังคมนอกบ้านของคนทำหนังที่ดีพอ จึงจะสามารถเรียนรู้ที่จะ ‘อยู่ให้เป็น’ กล่าวคือการสอดแทรกมุมมองเชิงวิพากษ์สังคมลงไปด้วยการสื่อสารที่ไม่ทำให้ ‘เจ้าบ้าน’ ปฏิเสธไปเสียก่อน เหมือนอย่างที่ทั้ง จอช คิม และ ชาติชาย เกษนัส ทำสำเร็จมาแล้ว