Michael Abels Us หลอน ลวง เรา

ไมเคิล อาเบลส์ คอมโพเซอร์ผู้สร้างบทสวดแห่งความหวาดกลัวใน Us

Home / bioscope / ไมเคิล อาเบลส์ คอมโพเซอร์ผู้สร้างบทสวดแห่งความหวาดกลัวใน Us

“ผมอยากให้มันเป็นเสียงการเดินขบวนของปีศาจ แบบเดียวกับที่คุณรู้สึกเวลาความมุ่งร้ายกำลังเดินทางมาหาคุณ”

นั่นดูจะเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุดที่ ไมเคิล อาเบลส์ มีให้กับดนตรีประกอบหนังเรื่อง Us (2019, จอร์แดน พีล) เพราะเพลงที่เกิดจากการขับร้องเสียงประสานของเด็กๆ ก่อนค่อยๆ ทวีจังหวะด้วยกลองและเครื่องสาย ได้กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่โหมกระหน่ำความเฮี้ยนคลั่งของหนังเฮอร์เรอร์เรื่องล่าสุดของพีล หลังจากที่เขาและอาเบลส์เคยร่วมกันสร้างความสำเร็จมาแล้วจาก Get Out (2017)

เช่นเดียวกันกับพีล Get Out -ซึ่งว่าด้วยชายหนุ่มผิวสีเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวของคนรักสาวผิวขาวและพบเรื่องไม่ชอบมาพากลในบ้าน- คือหนังเรื่องแรกในฐานะคอมโพเซอร์ของอาเบลส์ ก่อนหน้านี้เขาเป็นลูกมือทำดนตรีประกอบให้ซีรีส์ฟอร์มเล็กอย่าง Delights and Dances และ Urban Legends ก่อนที่ผลงานจะไปเข้าตาพีลผู้กำลังมองหาคอมโพเซอร์เหมาะๆ สำหรับหนังของเขาอยู่พอดี “ผมสนใจไมเคิล อาเบลส์มากๆ” พีลว่า “เพราะเขาเป็นคนทำสกอร์เพลงที่สร้างความรู้สึกสิ้นหวัง แต่ยังเจือปนรากฐานของความเป็นคนดำด้วย”

ไมเคิล อาเบลส์

ไม่แปลกที่เป็นเช่นนั้น ตัวอาเบลส์เองสืบทอดเชื้อสายคนผิวสีมาจากบรรพบุรุษ เขาฉายแววเด่นด้านดนตรีตั้งแต่วัยเด็กสมัยแรกหัดเล่นเปียโน ก่อนจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยดนตรีเฉพาะทางที่ลอสแองเจลิส รวมถึงลงเรียนเทคนิคการตีกลองของชาวแอฟริกันตะวันตกที่สถาบันศิลปะแห่งแคลิฟอร์เนีย สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการประกอบสร้างท่วงทำนองที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นคนผิวสีและดนตรีแบบชาวแอฟริกัน ดังที่อาเบลส์เคยหลอนเราจนขนหัวลุกมาแล้วด้วย Sikiliza Kwa Wahenga (ภาษาสวาฮีลี แปลว่า ฟังเสียงของบรรพบุรุษเธอสิ) จาก Get Out ซึ่งประกอบด้วยเครื่องดนตรีและจังหวะของคนผิวสี ในน้ำเสียงการขับร้องที่ “ให้ความรู้สึกของการอยู่ท่ามกลางความสิ้นหวัง” อันเป็นโจทย์ที่พีลมอบหมายให้อาเบลส์ และอาเบลส์ส่งต่อความสำเร็จเช่นนี้ใน Us เมื่อเพลง Anthem ที่ถูกเปิดในช่วงต้นของเรื่องกลายเป็นที่พูดถึงอย่างหนาหู มันเป็นเสียงดนตรีแบบเกรกอเลียนแชนต์ (Gregorian chant -เพลงสวดแบบคริสต์ที่ไม่มีดนตรีประกอบ) หรือเพลงสวดเกรกอเรียน ที่โหมบรรยากาศให้ลึกลับและชวนพรึงเพริดสุดขีด

“ตอนแรกจอร์แดนเขาบอกเรื่องย่อผมมาแค่ว่า ‘มันว่าด้วยเรื่องร่างซ้ำอะ คุณลองออกแบบเสียงจากเครื่องดนตรีที่มันยังไม่ซ้ำกับใครมาได้มั้ย'” อาเบลส์อธิบายเงื่อนไขแรกของการประพันธ์ดนตรีประกอบให้หนังที่ว่าด้วยครอบครัวหนึ่งต้องเผชิญการไล่ล่าจากคนที่มีรูปร่างเหมือนพวกเขาเอง “โอ้โห ช่างเป็นโจทย์ที่ดีอะไรเช่นนี้ เพราะมันเปิดโอกาสให้เราได้สร้างอะไรต่อมิอะไรมากมาย เขาไม่เคยบอกว่า ‘เอาแบบนั้นแบบนี้’ แต่จะบอกแค่ว่า ‘ทำไงก็ได้ให้มันสื่อถึงความเป็นคู่’

อาเบลส์เริ่มงานจากการอ่านบทที่พีลส่งมาให้แล้วเริ่มร่างดนตรีแยกเป็นท่อน จุดที่สร้างความต่างให้ดนตรีประกอบหนังเฮอร์เรอร์ทั้งสองเรื่องคือ ‘ความหมายแฝง’ ที่อยู่ในเนื้อเพลง Sikiliza Kwa Wahenga นั้นมีเนื้อเพลงที่กระซิบเป็นท่วงทำนองว่า “เผ่นเร็ว!” ขณะที่เพลงประกอบใน Us นั้นไม่ได้มีความหมายอื่นใดเป็นพิเศษ นั่นเพราะอาเบลส์ต้องการสร้างความคลุมเครือให้กับคนดูที่ไม่อาจล่วงรู้ถึงจุดประสงค์การมาเยือนของเหล่าผู้คนในชุดสีแดงได้ การปราศจากความหมายในเนื้อเพลงจึงเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่สร้างความสับสน ปั่นป่วนให้แก่คนดู เช่นเดียวกันกับความไม่รู้ไม่เข้าใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า “คุณจะถูกบังคับให้ฟังห้วงอารมณ์ของตัวเอง สัญชาติญาณของตัวคุณเองมากกว่าสติปัญญาหรือสิ่งที่คุณรู้อยู่ก่อนแล้ว” อาเบลส์อธิบาย

“และนั่นเพราะว่าดนตรีประกอบจากหนังเรื่องนี้มันไม่ควรไปเหมือนวัฒนธรรมอื่นใดที่มีอยู่แล้วในโลกนี้ แม้ว่าโดยธรรมชาติของเพลงแบบนี้มันจะให้บรรยากาศแบบตะวันตกมากกว่าก็ตามที แต่เหตุผลหลักๆ ที่มันมีจังหวะและท่วงทำนองแบบนี้ก็เพราะเราอยากให้มันให้ความรู้สึกของเหล่าผู้คนที่เคลื่อนไหวและพร้อมปะทะ มันคือบทเพลงแห่งการต่อสู้”

ความที่ตัวละครกว่าครึ่งใน Us เดินทางมาจากท่อใต้ดินเพื่อทวงคืนและแก้แค้นสิทธิอันพึงมีของพวกเขา ทำให้ทั้งพีลและอาเบลส์มองว่าโลกใต้ดินนั้นคือโลกอีกใบที่มีลักษณะเฉพาะ เพื่อการณ์นี้ อาเบลส์จึงต้องผสานเสียงจากเครื่องดนตรีหลายชิ้นเข้าด้วยกัน เพราะไม่เช่นนั้นมันจะกลายเป็นบทเพลงที่ฟังดูมาจากตะวันตกมากจนเกินไปจากเสียงฮัมแบบเกรกอเลียนแชนต์ “แรกเริ่มมันมีแค่เสียงเด็กร้องประสานเสียงกันเท่านั้น ซึ่งพอมันมาอยู่ในหนังของจอร์แดนกลับทำให้เสียงของเด็กที่ควรจะฟังแล้วมีความสุข เป็นมิตรนั้นกลับฟังดูชวนสั่นประสาทแทน

“แล้วจากนั้นแหละครับที่ทำนองเริ่มถูกใส่เข้ามา เป็นทำนองที่มีเสน่ห์และไม่ดูเป็นเพลงของการชุมนุมประท้วงด้วย มันมีจังหวะขัด (syncopated -การเน้นจังหวะที่ไม่ใช่จังหวะตก) และการออกแบบทำนองแบบชาวเผ่าเพื่อสื่อให้คนดูเข้าใจว่าเพลงนี้ไม่ได้มาจากแค่วัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งเท่านั้น ซึ่งมันสำคัญมากเพราะตัวละครร่างซ้ำของลูพิตานั้นตอบคำถาม ‘พวกคุณเป็นใคร’ ด้วยการแสยะยิ้มแล้วตอบว่า ‘เราคือคนอเมริกัน!’ แล้วนี่แหละโคตรจะเป็นอารมณ์ขันของหนังเรื่องนี้เลย”

การส่งมอบความกลัวคือหัวใจสำคัญในบทเพลงของอาเบลส์ สกอร์ที่เขาประกอบสร้างขึ้นมาจึงมีทั้งจังหวะช้าเชือน คุกคามตลอดจนกระโชกคนดูจนขวัญผวา “ผมว่าทั้งหมดนี้มันขึ้นอยู่กับว่าคนดูเขาอยากเจอประสบการณ์ความกลัวแบบไหน และสกอร์หนังก็มีขึ้นเพื่อตอกย้ำความกลัวแบบนั้น ใน Get Out แต่ละฉากมันถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจนและมีกลิ่นอายคอมิดี้ในตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งดนตรีประกอบ แต่ Us นั้นฉากคอมิดี้มันรวบรัดกว่า สกอร์เพลงจึงขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ตัวละครกำลังเผชิญหน้าอยู่ ตอนที่พวกเขาตื่นกลัว สกอร์ก็จะโหมจนน่าสยดสยอง แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ตัวละครกำลังแย่งชิงตำแหน่งแห่งที่กัน สกอร์จะเบาลงเพื่อให้พวกเขาหาทางออกต่อสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ ผมสร้างดนตรีขึ้นมาจากฉากแต่ละฉากเป็นสำคัญ”

ความไม่รู้ของตัวละคร เนื้อเพลงที่ปราศจากความหมาย และเนื้อเรื่องที่สั่นสะเทือนความรู้สึก ทั้งหมดนี้ได้ขับส่งให้ Us กลายเป็นหนังเฮอร์เรอร์น่าจับตาของปี 2019 ไปอย่างไม่มีข้อกังขา ซึ่งเรื่องนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่ได้รับการสอดประสานอันแข็งแกร่งจากการกำกับของพีล และการประพันธ์ท่วงทำนองของอาเบลส์