Edge of Tomorrow Emily Blunt Ghost in the Shell Tom Cruise วรรณกรรมญี่ปุ่น หนังดัดแปลง

Edge of Tomorrow vs. Ghost in the Shell เมื่อ ‘วรรณกรรมญี่ปุ่น’ ถูกเคลือบด้วย ‘สูตรหนังฮอลลีวูด’

Home / bioscope / Edge of Tomorrow vs. Ghost in the Shell เมื่อ ‘วรรณกรรมญี่ปุ่น’ ถูกเคลือบด้วย ‘สูตรหนังฮอลลีวูด’

โดย คำแพง คนึงเหตุ

 

หลังจากที่ผู้สร้างหนังอเมริกันดัดแปลงมังงะญี่ปุ่นอย่าง Ghost in the Shell (2017, รูเพิร์ต แซนเดอร์ส) เปิดตัวนักแสดงนำหญิงร่วมชาติ สการ์เล็ตต์ โจฮันส์สัน ในบท ผู้พันโมโตโกะ ตัวเอกสุดคลาสสิกของเรื่อง-ซึ่งแน่นอนว่าในต้นฉบับนั้นเป็น ‘สาวญี่ปุ่น’ หนังก็ถูกวิจารณ์ยับตั้งแต่ยังไม่ทันได้ลงโรงฉายว่าฮอลลีวูด ‘ฟอกขาว’ หรือทำให้ตัวละครในหนังที่ดัดแปลงจากงานฝั่งตะวันออกกลายเป็น ‘คนผิวขาว’ ไปอีกแล้ว ขณะที่เสียงของอีกฟากฝั่งก็โต้กลับมาอย่างเผ็ดร้อนว่า ในเมื่อมันเป็นหนังสัญชาติอเมริกัน ก็ไม่น่าแปลกถ้าผู้สร้างจะเลือกใช้นักแสดงอเมริกัน!

อย่างไรก็ดี สุดท้าย หนังเรื่องนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จ-ทั้งกระแสตอบรับและรายได้-เท่าใดนักเมื่อคราวที่ออกฉาย ซึ่งไม่อาจทราบได้อย่างแน่ชัดว่า เป็นผลมาจากปัญหาดังกล่าวหรือความไม่กลมกล่อมของตัวหนังเองกันแน่

การที่ Ghost in the Shell ถูกฮอลลีวูด ‘ทำให้เป็นอเมริกัน’ จนมนต์เสน่ห์จากต้นฉบับเลือนหายไปนั้น ทำให้เราเริ่มสงสัยว่า แล้ว ‘หนังดัดแปลงข้ามสัญชาติ’ อย่าง Edge of Tomorrow (2014, ดัก ไลแมน) ที่ถูก ‘ดัด’ และ ‘แปลง’ ภายใต้อิทธิพลทางความคิดและมุมมองของคนทำหนังฮอลลีวูดเช่นเดียวกันนี้ จะมีชะตากรรมที่ ‘เหมือน’ หรือ ‘ต่าง’ ไปจาก Ghost in the Shell มากน้อยเพียงใด?

Edge of Tomorrow

Edge of Tomorrow และ Ghost in the Shell -ในเวอร์ชั่นที่ถูกกล่าวไปในข้างต้น- ต่างก็มีที่มาที่ไปคล้ายๆ กัน กล่าวคือทั้งคู่เป็นหนังที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมญี่ปุ่นเหมือนกัน และเป็นหนังฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์เหมือนกัน แต่ด้วยเหตุบางประการทำให้ตัวหนังและผลตอบรับออกมาต่างกันราวฟ้ากับเหว!

หนังเรื่องแรกถูกสร้างมาจากไลต์โนเวลเรื่อง All You Need Is Kill (2004) ของ ฮิโรชิ ซากุระซากะ โดยเล่าเรื่องของ วิลเลียม เคจ (ทอม ครูซ) ผู้พันขี้ขลาดแห่งกรมประชาสัมพันธ์ที่ไม่เคยลงสนามรบจริงจังมาก่อน แต่ดันถูกบังคับให้ออกรบกับเอเลี่ยนที่กำลังคุกคามโลกอย่าง มิมิค ซึ่งหลังต่อสู้กันจนเละเทะกันไปข้างหนึ่ง เคจก็บังเอิญได้รับความสามารถพิเศษจากเจ้าเอเลี่ยนในการ ‘ย้อนกลับไปเริ่มต้นวันใหม่ได้ในทุกครั้งที่ตาย’ และได้พบกับวีรสตรีสงคราม ริตา วราทาสกี (เอมิลี บลันต์) ผู้ที่ร่วมมือกับเขาในการวางแผนเอาชนะเหล่าเอเลี่ยน ซึ่งเนื้อเรื่องที่ว่านี้ก็ใกล้เคียงต้นฉบับมาก เพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับรูปแบบของสื่อภาพยนตร์และบริบทอเมริกันตามสไตล์ฮอลลีวูดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตัดทอนหรือเปลี่ยนบุคลิกตัวละครบางตัว (เช่น การปรับสองตัวเอกให้มีอายุมากขึ้น เพื่อให้นักแสดงฮอลลีวูดดังๆ มารับบทได้) หรือการลดทอนรายละเอียดที่ซับซ้อนลงเพื่อให้สามารถเล่าเรื่องทั้งหมดภายในเวลาจำกัดของหนัง (เช่น ปรับเงื่อนไขการย้อนเวลาของมิมิค)

นอกจากนี้ ฮอลลีวูดยังอยากให้ผู้ชมออกจากโรงหนังด้วยรอยยิ้มมากกว่าหัวใจที่หดหู่ จึงมีการใส่ ‘มุกตลก’ ลงไปในบางฉาก-ซึ่งต่างจากต้นฉบับที่เน้นความดราม่าจริงจัง งานนี้นักแสดงนำอย่างครูซเป็นผู้ออกไอเดียเองว่าอยากให้ตัวละครเคจตายแบบ ‘อนาถปนฮา’ หน่อย ซึ่งการใส่ฉากที่ว่าลงในเรื่องก็ไม่ได้ทำไปเพื่อหมายเรียกผู้ชมอย่างพร่ำเพรื่อ แต่มันกลับช่วยส่งเสริมเนื้อเรื่องให้ดูน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย เพราะตามบท เคจไม่เคยออกรบและยังเป็นคนขี้ขลาดมาก (ซึ่งต่างจาก เคจิ ตัวเอกในต้นฉบับที่แม้จะไม่เคยรบเช่นกัน แต่ก็เป็นคนจริงจังและตั้งใจออกรบเอง) ฉะนั้น ในช่วงแรกๆ ที่ลงสนามรบ เขาก็ควรจะต้องตายด้วยท่าทางที่ผู้ชมต้องส่ายหัวอยู่แล้ว

Ghost in the Shell

จะเห็นได้ว่าแม้ Edge of Tomorrow จะเดินตามขนบการเล่าเรื่องแบบฮอลลีวูด แต่มันก็ไม่ได้กระทบเนื้อหาหลักมากนัก และสิ่งที่เพิ่มเติมเข้าไปกลับช่วยส่งเสริมประเด็นของเรื่องได้ดี ในขณะที่ Ghost in the Shell เวอร์ชั่นฮอลลีวูดดูจะ ‘พลาด’ ในส่วนนี้ เพราะแม้ว่าในส่วนของเนื้อเรื่อง-อันว่าด้วยผู้พันสาวนักบู๊ในร่างจักรกลที่กำลังสงสัยใคร่รู้ในตัวตนของเธอ-นั้น ผกก. รูเพิร์ต แซนเดอร์ส จะถอดแบบจากต้นฉบับมังงะ Mobile Armored Riot Police: Ghost in the Shell (1989) ของ มาซามูเนะ ชิโระ (รวมถึง Ghost in the Shell ฉบับแอนิเมชั่นปี 1995 ของ มาโมรุ โอชิอิ ที่กลายเป็นผลงานขึ้นหิ้งไปแล้ว) มาไม่น้อย แต่ก็กลับประสบความล้มเหลว

แซนเดอร์สดัดแปลงโดยพยายามตัด ‘ฉากสุ่มเสี่ยง’ ทั้งหลายออกเพื่อรักษาผู้ชมกลุ่มใหญ่เอาไว้ ตั้งแต่บรรดาฉากโหดเหี้ยมเลือดสาด ไปยันฉากโป๊เปลือยของตัวเอก เพราะทั้งในมังงะและแอนิเมชั่น เราจะได้เห็นผู้พันในสภาพเปลือย(เกือบ)ล่อนจ้อนอยู่ตลอดเวลา แถมยังถูกนำเสนอว่าเป็นตัวละครที่เปิดเผยในเรื่องเพศด้วย ซึ่งในหนังของแซนเดอร์ส เราจะแทบไม่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้เลย – ทั้งนี้ก็เพราะผู้สร้างพยายามรักษา ‘ความแรง’ ของหนังให้อยู่ในเรต PG-13 ซึ่งดีกว่าเรต R ที่จะยิ่งไปจำกัดกลุ่มผู้ชมให้น้อยลง

ทว่าสิ่งที่ทำให้หนังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักกลับไม่ใช่ประเด็นที่กล่าวมา(หรือแม้แต่การใช้นักแสดงผิวขาว) หากแต่เป็นการลดทอน ‘แก่นสาร’ ของต้นฉบับไปจนแทบไม่เหลือเค้าต่างหาก เพราะแก่นเรื่องที่แท้ของต้นฉบับคือ การตั้งคำถามถึงความเป็นมนุษย์และทวินิยมเรื่องกาย-จิต (การแยกแยะกายและจิตออกจากกัน) ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเข้าใจยาก แซนเดอร์สจึงตัดสินใจลดทอนประเด็นนี้ลง-ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะมากเกินไปจนทำให้นักวิจารณ์อย่าง มานอห์ลา ดาร์กิส แห่งนิวยอร์คไทม์สตำหนิว่า ตัวหนังดูกลวงเปล่าไปหน่อย ยิ่งเมื่อเทียบกับเวอร์ชั่นของโอชิอิที่ทำได้ลึกซึ้งกว่ามาก แถมการที่แซนเดอร์สหยิบยืมองค์ประกอบหลายๆ อย่างจากเวอร์ชั่นนั้นมา (เช่น ฉากเปิดเรื่องที่เหมือนกันแบบช็อตต่อช็อต) ก็ยิ่งทำให้โดนวิจารณ์หนักเข้าไปอีกว่ารับมาเฉพาะสไตล์ของงานภาพ แต่กลับไม่รับเอาเนื้อหาสาระมาด้วย

จากกรณี Edge of Tomorrow และ Ghost in the Shell นี้น่าจะเป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ‘สูตรสำเร็จแบบหนังฮอลลีวูด’ ไม่ได้การันตีผลตอบรับที่ดี(หรือแย่)เสมอไป หากแต่ขึ้นอยู่กับคนทำหนังแต่ละคนว่าจะสามารถหยิบจับเอาข้อดีของต้นฉบับมาตีความใหม่อย่างไรให้กลมกล่อมมากกว่า

 

ตัดทอนและเรียบเรียงมาจากส่วนหนึ่งของบทความในนิตยสารไบโอสโคป ฉบับที่ 187 / อ่านเต็มๆ ได้ ที่นี่