Game of Thrones Game of Thrones Season 8

Game of Thrones ศึกชิงบัลลังก์ แฟรนไชส์ดัง …พลิกโลก

Home / bioscope / Game of Thrones ศึกชิงบัลลังก์ แฟรนไชส์ดัง …พลิกโลก

โดย ธีรภัทร เจริญสุข

 

“Winter is coming.” – “ฤดูหนาวกำลังมา”

ประโยคติดปากที่แพร่หลายไปทั่วทั้งโลกอินเตอร์เน็ตจนถึงโลกแห่งความเป็นจริงอันเป็น ‘คำเตือน’ ถึงความเลวร้ายที่ยังมาไม่ถึงเพื่อให้เราตั้งตัวเตรียมรับมือในข้างต้นนี้ มาจากซีรีส์สุดฮิตทางช่อง HBO อย่าง Game of Thrones (หรือ ‘มหาศึกชิงบัลลังก์’) ที่สร้างปรากฏการณ์ซีรีส์ให้ยิ่งใหญ่ไปทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

Game of Thrones ดัดแปลงมาจากหนังสือนิยายแฟนตาซีมหากาพย์สุดเข้มข้นชุด A Song of Ice and Fire ของ จอร์จ อาร์ อาร์ มาร์ติน เป็นเรื่องราวของมหาศึกชิงบัลลังก์แห่งแผ่นดินเวสเทอรอส ที่เหล่าตระกูลขุนนาง, แม่ทัพ, นักบวช, นักเวทย์, นักฆ่า และทหารรับจ้างใน 7 แคว้นแห่งทวีปเวสเตอรอส ต่างวางแผนซับซ้อนเพื่อแย่งชิงอำนาจสูงสุดบน ‘บัลลังก์เหล็ก’ โดยความนิยมอย่างสูงในซีรีส์นี้ เกิดขึ้นจากการที่ตัวละครต่างมีบุคลิกบทบาทเป็นตัวของตัวเองมีเหตุผล แรงจูงใจ การตัดสินใจต่างๆ ที่เชื่อมโยงบนพื้นฐานความเป็นจริงที่มีอยู่ ไม่มีตัวละครไหนดีบริสุทธิ์หรือเลวร้ายหมดทุกอย่าง

ที่สำคัญคือ ไม่มีใครรู้ได้ว่าตัวละครนั้นจะตายเมื่อไร เพราะผู้เขียนอย่างมาร์ตินนั้นพร้อมจะ ‘ฆ่า’ ตัวละครสุดรักของผู้อ่านหรือผู้ชมได้ทุกเมื่อ

นับตั้งแต่มาร์ตินเขียนเล่มแรกของซีรีส์ที่มีชื่อว่า A Game of Thrones สำเร็จในปี 1991 กว่าจะได้รับการพิจารณาตีพิมพ์ก็ใช้เวลาถึง 5 ปี เขาเผยว่าเรื่องราวในนิยายได้รับแรงบันดาลใจมาจากสงครามกลางเมืองที่เรียกว่า ‘สงครามกุหลาบ’ ของอังกฤษระหว่างช่วงศตวรรษที่ 15 ซึ่งลีลาการเขียนในนิยายใช้การเล่าจากหลายมุมมองของหลายตัวละครตัดสลับไปมา เมื่อนำมาใช้ในซีรีส์ก็ทำให้ผู้ชมค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์กับตัวละครไปทีละขั้น และหลายครั้ง ก็จะดับความสัมพันธ์นั้นลงด้วยความตายอันแสนโหดร้าย ซึ่งจนถึงปีนี้ นิยายชุด A Song of Fire and Ice ตีพิมพ์ออกมาทั้งหมด 5 เล่ม (ซึ่งแพรวสำนักพิมพ์ได้แปลเป็นภาษาไทยแล้ว)

เมื่อช่อง HBO ตัดสินใจนำนิยายชุดนี้มาดัดแปลงเป็นซีรีส์ออกฉายทีมงานผู้สร้างก็ได้ติดต่อให้มาร์ตินเข้าร่วมเป็นผู้เขียนบทด้วย ทำให้งานนิยายต้องล่าช้าออกไป ซึ่งนิยายเล่มที่ 6 The Winds of Winter ก็ทิ้งช่วงมาถึง 6 ปีแล้วโดยยังไม่ได้ตีพิมพ์ออกมา และหนังสือที่คาดว่าจะเป็นเล่มสุดท้าย คือ A Dream of Spring ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้เฉลยตอนจบในเร็ววันนี้ ทำให้แฟนๆ ต่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเมื่อเห็นคนเขียนออกมาโพสต์ตามโซเชียลเน็ตเวิร์คว่า ไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ แล้วสาปแช่งให้รีบไปเขียนเล่มต่อให้เสร็จ แต่ลุงจอร์จก็ไม่อินังขังขอบ แถมยังออกมาขอแรงโหวตว่า ชาวเน็ตชอบตัวละครตัวไหนที่สุด ซึ่งทุกคนก็อกสั่นขวัญแขวนว่า ถ้าโหวตตัวที่ชอบไป ลุงจะฆ่าให้ตายในเล่มหน้าเลยหรือเปล่า?

ปรากฏการณ์ Game of Thrones เมื่อออกฉาย เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ซีรีส์โทรทัศน์ของ HBO เพราะมันได้รับเรตติ้งการชมแบบถล่มทลาย เฉพาะในสหรัฐอเมริกา ซีรีส์ซีซั่นแรกมีผู้ชมเฉลี่ย 2.52 ล้านคน และซีซั่น 7 ซึ่งเป็นซีซั่นล่าสุด มีผู้ชมสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ เฉลี่ย 10.26 ล้านคน และประมาณการว่า มีผู้ชมในเวลาฉายพร้อมกันทั่วโลกถึง 30 ล้านคน – จำนวนผู้ชมอันมหาศาลนี้ปรากฏชัด เมื่อถึงเวลาที่ตอนใหม่เริ่มออกอากาศ เพราะผู้คนในโซเชียลมีเดียจะออกมาพูดถึงเนื้อหาของมันอย่างรวดเร็วตามหน้าฟีดข่าว และหลายคนก็ต้องปิดตัวเอง หลบหน้าออกจากสังคมโซเชียลฯ จนกว่าตัวเองจะมีเวลาว่างดู เพราะกลัวถูกสปอยล์นั่นเอง

การลงทุนของ HBO นับว่าคุ้มค่าอย่างล้นเหลือ เมื่อพิจารณาว่า HBO ใช้ต้นทุนในการถ่ายทำประมาณ 6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อตอน แต่รายรับเฉลี่ยของซีรีส์ในแต่ละซีซั่นกลับสูงถึง 692 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ ซีรีส์ยังได้รับเงินอุดหนุนจากสหภาพยุโรปเพื่อใช้ฉากในประเทศต่างๆ ถ่ายทำ โดยเฉพาะเซ็ตฉากในกรุงเบลฟาสต์ ไอร์แลนด์เหนือ และเมืองดูบรอฟนิก โครเอเชีย ซึ่งก็ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและการลงทุนจากนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ตามรอยไปเที่ยวชมพื้นที่จริงจากซีรีส์สุดโปรด แม้กระทั่ง สมเด็จพระราชินีนาถ อลิซาเบธที่ 2 ก็ยังเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมชมกองถ่าย แต่น่าเสียดายที่พระองค์มิได้ทรงประทับลงบนบัลลังก์เหล็กจำลองแต่อย่างใด

ประมาณการว่า ผลทางเศรษฐกิจของ Game of Thronesเพิ่มมูลค่าให้กับไอร์แลนด์เหนือถึง 150 ล้านปอนด์ และส่งผลต่อกระแสการเงินของ HBO มากกว่า 5% หุ้นของ HBO ทะยานขึ้นเมื่อ Game of Thrones ฉายหรือได้รับความนิยมและตกลงเมื่อตัวละครสำคัญที่คนดูรักตายจากไป แม้กระทั่งการรณรงค์ว่าสหราชอาณาจักรจะอยู่หรือจะแยกออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ซีรีส์นี้ก็ถูกนำมาเป็นหนึ่งในหัวข้อหาเสียงว่าถ้าออกจากยุโรป Game of Thrones อาจไม่ได้รับงบสนับสนุนให้ถ่ายทำอีกต่อไป!

เรื่องราวที่ครอบคลุมลึกซึ้งของ Game of Thrones ถูกนำมาวิเคราะห์ สันนิษฐาน และตีความมากมาย นิตยสาร Foreign Policy ยกทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศมาใช้ประเมินความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นและตระกูลต่างๆ ในเวสเทอรอสและบนภาคพื้นทวีปเอสซอส, The Economist คำนวณงบประมาณของรัฐบาลแห่งบัลลังก์เหล็กและต้นทุนการทำสงครามของแว่นแคว้นต่างๆ, The Wall Street Journal วิเคราะห์ความคุ้มทุนและกำไรของธนาคารเหล็กแห่งบราวอสในการให้กู้และสูญเสียไป และแม้กระทั่งสำนักข่าวชั้นนำอย่าง CNN, BBC หรือแม้แต่สำนักข่าวโลกอิสลามอย่าง Al Jazeera ก็ให้พื้นที่ข่าวแก่ซีรีส์เรื่องเดียวนี้ตลอดฤดูกาลที่ออกฉาย

กระทั่งมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งอย่างฮาร์วาร์ดก็เปิดคลาสเรียนจำลองสถานการณ์โลกของ Game of Thrones ในวิชาเรียนตำนานพื้นบ้านและปกรณัมวิทยา ด้วยเหตุผลที่ว่า การศึกษา Game of Thrones นั้นสามารถจำลอง “โลกที่สะท้อนประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมซึ่งบิดเบี้ยวและถูกบิดเบือนจากการเล่าเรื่อง เช่นเดียวกับโลกตะวันตกยุคกลางระหว่างศตวรรษที่ 4-15” ซึ่งการอ่านนิยายและเล่นสวมบทบาทตามตัวละคร ช่วยให้เราเข้าใจการเมือง ศาสนา ความสัมพันธ์ระหว่างขุมอำนาจต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้งและช่วยให้เข้าใจตัวตนของคนในเรื่องเล่าอย่างถ่องแท้ด้วย

และ Game of Thrones ก็ยังกลายเป็นซีรีส์เรื่องแรกที่ถูกอาชญากรไซเบอร์คุกคาม เมื่อกลุ่มแฮ็คเกอร์ได้เจาะเข้าไปยังฐานข้อมูลของ HBO แล้วขู่ว่าจะปล่อยสปอยล์เนื้อเรื่องและฉากต่างๆ ของ Game of Thrones ออกมาก่อนฉายจริงเพื่อเรียกค่าไถ่ แต่ทาง HBO ก็ไม่ได้เปิดเผยว่ายอมรับคำเรียกร้องค่าไถ่หรือไม่

นอกจากนี้ ซีรีส์ชุดนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นให้กับการแต่งแฟนฟิกชั่น, การสปอยล์เนื้อหาปลอม, การตัดต่อมีม (Meme), การแต่งตัวคอสเพลย์, การผลิตสินค้าทั้งที่ถูกลิขสิทธิ์และแฟนเมด ไปจนถึงคำคมและสำนวนต่างๆ จากซีรีส์ ซึ่งสำนักพิมพ์แห่งอ็อกซ์ฟอร์ดได้รับเข้าไปพิจารณาเพื่อบรรจุลงพจนานุกรม เช่นเดียวกับวรรณคดีและนิยายระดับตำนานเรื่องอื่นๆ ในอดีต

Game of Thrones จึงถือเป็นซีรีส์ที่มีคนหลายสิบล้านทั่วโลกรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ว่าเนื้อเรื่องต่อไปจะเป็นเช่นไร ซึ่งก็คงได้แต่คาดเดากันไปต่างๆ นานาจนกว่า HBO จะนำออกฉาย แต่สำหรับนิยายเล่มจบนั้น ก็ได้แต่หวังว่าลุงจอร์จคนเขียนจะไม่ตายไปเสียก่อน

แม้ในนิยายจะบอกว่า “Valar Morghulis” – “มนุษย์ทั้งมวลล้วนมรณา” ก็ตาม!

ตัดทอนและเรียบเรียงมาจากส่วนหนึ่งของบทความในนิตยสารไบโอสโคป ฉบับที่ 183 / อ่านเต็มๆ ได้ ที่นี่