Yoo Ah In ยู อาอิน

‘หรือว่าคุณเลือกที่จะมีชีวิตเชื่องๆ กันล่ะ’ ยูอาอิน ในนามความขบถแห่งเกาหลีใต้

Home / bioscope / ‘หรือว่าคุณเลือกที่จะมีชีวิตเชื่องๆ กันล่ะ’ ยูอาอิน ในนามความขบถแห่งเกาหลีใต้

“การสละตนเพื่อบางเรื่อง มันทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตเปี่ยมความหมายขึ้นมา” ยูอาอิน ให้สัมภาษณ์ไว้ และประโยคนั้นก็ดูไม่แปลกอะไร มีนักแสดงมากมายที่อุทิศชีวิตเพื่องานการกุศลและความเคลื่อนไหวเชิงสังคม แต่คงมีไม่กี่คน -โดยเฉพาะในเกาหลีใต้- ที่อ้าแขนรับคำวิพากษ์วิจารณ์ด้วยการเคลื่อนไหวในประเด็นสุ่มเสี่ยงอย่างการสนับสนุนเฟมินิสต์, ชำแหละฉากหน้าของอุตสาหกรรมบันเทิง ตลอดจนตีแผ่ประวัติศาสตร์การสังหารหมู่ที่เกาหลีใต้อยากลืมตลอดมาด้วยการเข้าร่วมงานครบรอบ 71 ปีของเหตุการณ์สังหารหมู่ที่เกาะเชจูเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

ภายหลังแจ้งเกิดจากหนังทุนต่ำ Boys of Tomorrow (2007, โนดองซ็อก) ที่ไปฉายไกลยังเทศกาลหนังนานาชาติโลการ์โน ตลอดจนเป็นที่นิยมสุดขีดหลังซีรีส์ Like for Likes และ Descendants of the Sun เขาออกมาแสดงความเห็นถึงสังคมอนุรักษนิยมสุดขั้วของเกาหลีใต้ที่ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของนักกิจกรรมทั้งฝั่งหัวก้าวหน้าหรือฝั่งอื่นๆ กลายเป็นเรื่องรุนแรงและเป็นหมัน

การออกมาแสดงความเห็นวิจารณ์บ้านเมืองโดยนักแสดงชื่อดังอย่างยูอาอิน มันจึงเป็นการกระชากพรมที่รัฐบาลเกาหลีใต้ปกปิดมาอย่างยาวนาน และมาพร้อมหอกดาบอันแหลมคมที่ทิ่มแทงเขาในฐานะคนที่วิจารณ์อยู่ในที่สว่าง หากแต่ก็ดูจะเป็นทางที่เขาตัดสินใจเลือกแล้ว “เราพัฒนาอะไรใหม่ๆ ไม่ได้เลยหากปราศจากการรื้อวิธีคิดแบบเก่า มันจะค่อยๆ เปลี่ยนอย่างช้าๆ จนหมดจดในที่สุด ถ้าใครสักคนบอกว่าความคิดนี้ดี คุณก็จะยึดอยู่กับความคิดแบบนั้นไปเรื่อยๆ” เขาว่า และการเป็นหนึ่งในหัวขบวนการแผ้วทางสิ่งใหม่ๆ ให้สังคมเกาหลีใต้ ก็ดูจะเป็นเป้าหมายหลักที่เขาปักธงไว้ ณ เวลานี้

“แม้ผมจะไม่ใช่โยนออฟอาร์คหรือเยซูคริสต์ แต่การสละตนเพื่อบางสิ่งมันก็ทำให้ผมรู้สึกเปี่ยมความหมายมากขึ้น มันเติมเต็มความเป็นผม” แน่นอนว่าเขาไม่เคยเรียก และไม่แม้กระทั่งเห็นว่าตัวเองเป็นนักบุญหรือผู้มาโปรด หากแต่มันคือวิธีเดียวที่ทำให้เขารู้สึกมีตัวตนและไม่กลวงเปล่าอีกต่อไป “มันเป็นวิธีที่ผมจะใช้ชีวิตและดำรงอยู่บนโลกนี้”

เช่นเดียวกันกับหลายๆ แห่งในโลก เกาหลีใต้เป็นประเทศอนุรักษนิยมที่ค่อนข้างหัวโบราณและแฝงความรุนแรงไม่น้อย การเปลี่ยนผ่านความเชื่อหรือกระทั่งขนบเดิมๆ เป็นเรื่องทำได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะความหลากหลายทางเพศและสิทธิสตรีที่ดูเหมือนจะยังไม่เป็นที่เปิดกว้างมากนัก “ผมว่าตอนนี้ สังคมของเรากำลังเดินไปสู่ความก้าวหน้า แต่มันยังมีคนเจ็บปวดจากกระบวนการข้ามผ่านนี้อยู่ ก็ถ้าคุณยังหวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมดีขึ้น ผมก็หวังว่าคุณจะมีความอดทนให้มากขึ้นเหมือนกัน”

นั่นเพราะทั้งหมดนี้นำมาสู่การปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างคนหัวเก่ากับหัวใหม่ การวิพากษ์วิจารณ์ที่หลายครั้งเลยเถิดไปเป็นการคุกคามจนเกินจะควบคุม “เราทุกคนล้วนแตกต่างกันทั้งนั้นแหละครับ และระหว่างที่ผมพยายามทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างเราเช่นนี้ ผมก็หวังว่าเราจะยังเป็นหนึ่งเดียวกันได้ หวังว่าเราจะไม่แบ่งแยกกันและต่อสู้กันเองด้วยความเป็นซ้ายจัดหรือขวาจัด หรือเรื่องสีผิว หรือศาสนา หวังว่าเราจะไม่ผลักกันและกันไปสู่การต่อสู้ที่มันน่าละอาย

“มันคงน่าประทับใจมากๆ ถ้าเราไม่ถือความเชื่อของเราต่างดาบแล้วหันไปทำร้ายคนอื่น และถ้าเราไม่พิพากษาคนทำผิดด้วยความตาย ก็จะไม่มีใครถูกทิ้งขว้างไว้บนโลกใบนี้ครับ”

ความมุ่งมั่นใจการจะเปลี่ยนแปลงและเป็นกระบอกเสียงของยูอาอินถูกขับให้ชัดขึ้นเมื่อเขาออกแถลงการณ์ The Cries of My Generation ใจความหลักของมันไม่ใช่แค่การลุกขึ้นยืนต่อแรงต้านการเป็นประชาชนที่ดีในนิยามของเกาหลีใต้เท่านั้น แต่มันยังมุ่งหมายให้ผู้คนได้ผลิบานต่อความเป็นตัวเองอย่างแท้จริง “เหตุผลที่ผมยืนกรานในความเห็นของตัวเองก็เพราะโลกนี้มันกีดกันผมจากการเป็นตัวของตัวเองมากเกินไปแล้ว ทั้งที่ผมอดกลั้นและยอมรับสิ่งที่โลกอยากให้เป็นมาโดยตลอด คุณคิดว่ามนุษย์เรามีชีวิตอย่างเสรีและเท่าเทียมกัน หรือเพียงแค่มีชีวิตอย่างเชื่องๆ เป็นระเบียบตามแบบที่รัฐกำหนดกันล่ะ”

“สิ่งที่ผมต่อต้านไม่ใช่โลกนี้ แต่เป็นตัวเองที่จำนนต่อโลกต่างหาก ทุกคนล้วนสวมหน้ากากเหมือนๆ กัน คิดเหมือนๆ กันและแสดงออกเหมือนๆ กัน ใส่เสื้อผ้าแบบเดียวกัน พูดจาด้วยความสุภาพเท่ากัน มีนิสัยเหมือนกันหมด นั่นคือต่างใฝ่ฝันถึงโลกอันแสนน่าเบื่อหน่าย ผมอยากเขย่าสังคมอันนิ่งเนิบเช่นนี้”

“ผมคงไม่หวังว่าจะมีคนมาปลอบประโลม ยอมรับหรือเข้าอกเข้าใจกัน และเพียงแค่อยากทำลายเขตแดนอันแตะต้องไม่ได้เสมอมาของสังคม ผมยอมทนเสี่ยงต่อความเจ็บปวดจากการถูกล่าแม่มด ดีกว่ายินยอมเป็นทาสเพื่อให้รู้สึกปลอดภัย”

“สิ่งที่ผมต้องการหาใช่ความมั่นใจแต่การได้เป็นตัวของตัวเองต่างหาก สิ่งที่ผมมองหาไม่ใช่การเคารพตัวเองแต่เป็นการได้ดำรงอยู่โดยแท้จริง ผมอยากเป็นมนุษย์ที่กล้าหาญจะบุกทะลวงไปข้างหน้า ไม่ใช่วิญญาณที่ลอยเคว้งอยู่ในโลกโสมมนี้”

“ผมปรารถนาจะทำลายภาพลักษณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้เป็น ‘คนบาป’ ภายใต้กฎอันเก่าแก่และโหดร้าย […] ท้ายที่สุด ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลานๆ ของผมหรือคนรุ่นต่อไป จะได้ใช้ชีวิตในโลกที่กดขี่กันน้อยกว่าที่ผมอยู่ หวังว่าพวกเขาจะได้อยู่ในโลกที่ดีกว่า แทนที่จะทำในสิ่งที่ถูกสั่งให้ทำ จงทำในสิ่งที่คุณคิดเถอะ ทำในสิ่งที่คุณชอบ ไม่ใช่คนอื่นชอบ เลือกทางเดินของตัวเอง ไม่ใช่ทางที่คนอื่นเลือกให้ เติบโตไปพร้อมๆ กับเรียนรู้การเคารพผู้อื่นและความหลากหลาย ผมหวังอยากเห็นโลกที่มีมนุษยธรรมและเต็มไปด้วยสีสัน หวังว่าคนที่อึดอัดและโดดเดี่ยวจากการถูกระบอบการปกครองอันเลวร้ายนี้ จะได้รับการช่วยเหลือในที่สุด”

“มาร่วมไว้ทุกข์ให้กับความตายอันน่าเศร้าของยุคสมัยนี้กันเถอะครับ”
“ด้วยรัก”

เช่นเดียวกันกับการเคลื่อนไหวประเด็นสตรีนิยมในเกาหลีใต้ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก ยูอาอินเป็นหัวหอกหลักในการทำลายกำแพงความเท่าเทียมระหว่างเพศนี้ ทั้งออกแถลงการณ์ว่าด้วยการสนับสนุนเฟมินิสต์ ตลอดจนให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลายต่อหลายครั้ง และแม้วิธีคิดของยูอาอินจะสอดรับกับกระบวนการเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิสตรีในเกาหลีใต้ แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่เคยถูกต่อต้านจากการเคลื่อนไหวเหล่านี้ โดยเฉพาะเมื่อมันรับไม้ต่อมาจากกระแส #Metoo จากฝั่งตะวันตกและระเบิดพลังกลายเป็นการล่าแม่มดครั้งใหญ่ ยูอาอินกล่าวถึงประเด็นนี้ว่า “ทุกวันนี้ เฟมินิสต์เป็นกระบวนการเคลื่อนไหวที่สำคัญที่สุดแล้ว แต่มันติดตรงโครงสร้างที่เป็น ‘ผู้ชายที่คุกคามผู้หญิง’ ปะทะ ‘ผู้หญิงที่เป็นเหยื่อ’ เราอาศัยอยู่ในโลกใบนี้ร่วมกัน และผมเชื่อว่ามันมีหนทางถกเถียงที่กราดเกรี้ยวน้อยกว่านี้ได้ สงบมากกว่านี้ได้” (แน่นอนว่าเขาได้รับทั้งก้อนหินทั้งดอกไม้… และจากทุกฝ่ายด้วยจากการให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้)

ล่าสุด ยูอาอินเข้าร่วมงานครบรอบ 71 ปีของเหตุการณ์ลุกฮือที่เกาะเชจู (Jeju 4.3 หรือการสังหารหมู่วันที่ 3 เดือน 4 แห่งเกาะเชจู) กับ คิมยองอ็อก นักปรัชญาชาวเกาหลีใต้ที่ยูอาอินร่วมงานด้วยในทอล์คโชว์ Do-ol Ah-in Going All Directions โดยเขาขึ้นอ่านแถลงการณ์เจตจำนงอันแน่วแน่ของประชาชนที่ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลทหารที่ปกครองประชาชนเมื่อ 71 ปีที่แล้ว หลังมีข่าวลือว่าชาวบ้านเป็นคอมมิวนิสต์ เจ้าหน้าที่ทหารเลยกราดยิงชาวบ้านตายเป็นหมื่นๆ จนเกิดจลาจลต่อต้านรัฐ ธีมงานในปีนี้คือการเฉลิมฉลองจิตวิญญาณการต่อสู้และแสวงหาสันติภาพของชาวเชจู

ก่อนหน้านี้ เหตุการณ์ลุกฮือที่เกาะเชจูถูกรัฐสั่งห้ามพูดถึง จนการต่อสู้ในครั้งนั้นเงียบหายไปร่วมห้าทศวรรษ จนเมื่อปี 2006 รัฐบาลเกาหลีใต้ได้รื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาอีกหนและเอ่ยขอโทษประชาชนสำหรับการสังหารหมู่และพยายามปกปิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้ไว้ในอดีต “ผมเคยกล่าวถึงเหตุการณ์นี้ระหว่างถ่ายทำ Do-ol ก็จริง แต่น่าละอายเหลือเกินที่พบว่าตัวเองแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับวันที่ 3 เดือน 4 แห่งเกาะเชจูเลย ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อที่จะเรียกด้วยซ้ำ หรือทำไมเราจึงไม่ควรรู้เรื่องนี้ ผมละอายมากที่ช่างไม่รู้อะไรเสียเลย

“หลังจากเรียนรู้เหตุการณ์ลุกฮือที่เกาะเชจู ผมได้ตระหนักว่ามีการเคลื่อนไหวในประวัติศาสตร์ที่เราไม่ควรลืม และต้องพูดถึงมันต่อไปแม้ในปัจจุบัน แรกเริ่ม ผมประหลาดใจ แล้วก็โกรธ จากนั้นจึงรู้สึกเสียใจมาก ไม่อยากเชื่อเลยว่าเหตุการณ์เหล่านี้ได้เกิดขึ้นจริงๆ นึกไม่ออกว่าผู้ที่กระทำผิดในวันนั้นใช้ชีวิตต่อมาได้อย่างไร และไม่รู้จริงๆ ว่าเกาะเชจูแบกรับโศกนาฏกรรมเช่นนี้มาโดยตลอด

“สิ่งเดียวที่ผมพอจะคิดได้คือ เราต้องจดจำประวัติศาสตร์นี้ไว้ อย่าไปผลักมันให้เป็นธุระของใครคนใดคนหนึ่ง ระหว่างที่ผมกำลังพูดอยู่ด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งนี้ ผมก็โล่งใจที่ในที่สุด ผมก็รู้เรื่องราวมากพอจะเอ่ยว่าขอโทษ ขออภัย และนี่เองที่เราต้องเรียนรู้โศกนาฏกรรมนี้ไว้ มีคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่สนใจเรียนรู้เหตุการณ์ลุกฮือที่เกาะเชจู นั่นเพราะพวกเขาเชื่อว่าเหตุสังหารหมู่เช่นนี้ไม่ควรเกิดซ้ำอีกแล้ว และนี่แหละที่ทำให้ผมมีความหวัง”

ก็เป็นไปได้ว่านับจากนี้ไป ยูอาอินจะยังต้องเผชิญหน้ากับก้อนหินที่ถูกปามาเพราะความแตกต่างทางความคิด -โดยเฉพาะเมื่อเขายืนอยู่ในความเจิดจ้าของการมีชื่อเสียง- แต่ก็อีกเช่นกัน เมื่อเวลาเข้าข้างความเปลี่ยนแปลงเสมอนั้น ก้อนหินที่เขาได้รับจะน้อยลงและถูกแทนที่ด้วยดอกไม้ อย่างน้อยก็ในวันใดวันหนึ่ง