Percy Jackson & the Olympians: The Lightning Thief The Chronicles of Narnia: The Lion the Witch and the Wardrobe

เรื่องชิงรักหักสวาทของตำนานเทพกรีก: ตัวละครหลักในหนังและเกมทั่วโลก

Home / bioscope / เรื่องชิงรักหักสวาทของตำนานเทพกรีก: ตัวละครหลักในหนังและเกมทั่วโลก

ชายครึ่งม้าครึ่งคน, หญิงที่มีเรือนผมเป็นงู ฯลฯ เราน่าจะคุ้นเคยกับเรื่องราวเหล่านี้ เพราะเช่นเดียวกับตำนานลี้ลับหลายๆ แห่งในโลก เทพเจ้ากรีกแฝงตัวแทรกไปอยู่ในตำนาน ในเทพนิยาย เรื่องเล่าพื้นบ้านตลอดจนวรรณกรรมและภาพยนตร์ แผ่ขยายอิทธิพลจากตะวันตกข้ามมาสู่ตะวันออก ด้วยเหตุผลหลักๆ คือ เรื่องราวของเทพเจ้าเหล่านี้ นอกจากซับซ้อนแล้วมันยังเปี่ยมไปด้วยนัยยะสะท้อนสังคมของกรีกโบราณ มากไปกว่านั้น มันยังมีเรื่องราวของการชิงรักหักสวาทเป็นพื้นฐาน ที่ยิ่งขับให้ชีวิตและต้นกำเนิดของพวกเขามีสีสันจนถูกนำไปใช้เป็นองค์ประกอบภาพยนตร์อยู่หลายครั้ง

เรื่องราวของทวยเทพเหล่านี้ก่อกำเนิดขึ้นบนเทือกเขาโอลิมปัส ซึ่งเป็นสถานที่สถิตของเทพเจ้าเหล่านี้ หากบางครั้ง เมื่อเหล่าเทพเจ้าลงมาเยือนยังโลกมนุษย์หรือลึกไปยังบาดาลด้านล่าง ก็บังเกิดเป็นเรื่องราวน่าสนใจที่น่าติดตามและปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมกระแสหลักหลายครั้ง และนี่คือเหล่าทวยเทพที่หลายคนน่าจะคุ้นตาในหนังหลายต่อหลายเรื่อง…

 

มิโนทอร์

ชายที่มีร่างเป็นคนและศีรษะเป็นวัว จุดกำเนิดของมิโนทอร์นั้นดราม่าและเต็มไปด้วยความเซอร์แตกอย่างยิ่ง เขาคือบุตรของนางพาซีฟาอี ภรรยาของพระเจ้าไมนอส ที่สมสู่กับโคเผือก (!!) แล้วออกมาเป็นมิโนทอร์ อันเนื่องมาจากความกราดเกรี้ยวของเทพโพไซดอน -เทพองค์ใหญ่แห่งเทือกเขาโอลิมปัส- พระองค์ทรงประทานโคเผือกรูปงามให้แก่พระเจ้าไมนอสมาเป็นเครื่องสังเวยพระองค์ หากแต่ไมนอสกลับสงสารเจ้าวัวตัวงามจนฆ่าไม่ลง โพไซดอนจึงโกรธจัดและสาปให้นางพาซีฟาอีตกหลุมรักวัวเผือกตัวนี้และนอกใจไมนอส

นางได้ให้กำเนิดเด็กเพศชายผู้มีเรือนกายเป็นมนุษย์และหัวกับหางของวัว ทั้งยังมีลักษณะนิสัยดุร้ายและเหี้ยมโหดจนถูกจับขังไว้ในเขาวงกต ที่ในเวลาต่อมา ชาวเมืองจะส่งชายหนุ่มหญิงสาวเข้าไปในเขาวงกตนั้นเพื่อเป็นบรรณาการของมิโนทอร์ ผู้ที่ถูกส่งเข้าไปจะวิ่งวนหาทางออกจนขาดใจตายหรือไม่ก็ปะทะเข้ากับมิโนทอร์กลางทางและถูกสังหาร นักวิชาการเคยวิเคราะห์ความหมายและต้นกำเนิดของมิโนทอร์ว่าเป็นหนึ่งในลัทธิบูชาวัวของคนโบราณ ตลอดจนอิทธิพลของเกาะครีตที่ครอบงำเหนือทะเลอีเจียน ที่ครั้งหนึ่งชาวเมืองเคยต้องส่งคนหนุ่มสาวไปเป็นบรรณาการ โดยมีผู้ทำพิธีคือนักบวชที่สวมหน้ากากหรือแต่งกายเหมือนวัว

อย่างไรก็ตาม มิโนทอร์ได้ปรากฏกายในวัฒนธรรมกระแสหลักหลายอย่าง ทั้งในงานเขียนกวีนิพนธ์ Inferno ของ ดันเต, เป็นตัวละครหลักของเกม Shadow of the Colossus ที่โผล่มาทุบผู้เล่นแบบไม่ยั้งมือ, ยามเฝ้าประตูนรกในเกมดังของยุค Assassin’s Creed: Odyssey และเป็นวายร้ายที่เราจะไม่เอ่ยถึงไม่ได้เลยใน God of War ตลอดจนหนังดังๆ หลายเรื่องอย่าง The Minotaur (1960, ซิลวิโอ อมาดิโน) หนังแฟนตาซีที่มีอสูรครึ่งคนครึ่งวัวเป็นวายร้าย, Minotaur (2006, โจนาธาน อิงลิช), Immortals (2011, ทาร์เซ็ม ซิงห์) โดยมิโนทอร์ปรากฏตัวในฐานะมนุษย์ร่างยักษ์ที่สวมเครื่องประดับที่หัวเป็นวัว และ Percy Jackson & the Olympians: The Lightning Thief (2010, คริส โคลัมบัส) อสุรกายที่ตามสังหารเหล่าเยาวชนครึ่งเทพครึ่งมนุษย์

 

เมดูซา

ใน Percy Jackson & the Olympians ยังเล่าเรื่องราวของหญิงอีกนางหนึ่งอย่าง เมดูซา มนุษย์สาวกับหัวงูในตำนานที่ว่า หากใครสบตาเจ้างูบนหัวของหล่อนเข้าจะทำให้ร่างกายกลายเป็นหิน แท้จริงแล้วเธอคือหญิงสาวที่มีหน้าตาสวยงามกับเรือนผมยาวสลวย กระทั่งเมื่อโชคชะตาเล่นตลกให้เธอพบเจอการกลั่นแกล้งรังแกจากทวยเทพตัวโตๆ ทั้งยังถูกสาปให้มีหน้าตาอัปลักษณ์และมีผมเป็นงู เมดูซาก็ใช้ความกราดเกรี้ยวนั้นควบรวมกับเส้นผม สาปแช่งให้ใครก็ตามที่จ้องมองเธอกลายเป็นหินในฉับพลัน ตามตำนานแล้ว เธอตายเพราะฝีมือของเพอร์ซีอุส (หรือก็คือ ‘เพอร์ซี’ ในตัวหนังนี่เอง) ชายหนุ่มผู้ปราบเธอได้ด้วยสติปัญญาด้วยการให้เธอส่องภาพสะท้อนของเธอและพ่ายภัยตัวเองในที่สุด

ซิกมุนด์ ฟรอยด์ นักจิตวิเคราะห์ชาวเยอรมันตีความเรื่องราวการก่อกำเนิดของเมดูซาว่า มันคือการสะท้อนความหวาดหวั่นต่อการถูกตอนหรือตัดอัณฑะของเหล่าเด็กผู้ชาย เมื่อพวกเขาเห็นเครื่องเพศของแม่ -ซึ่งไม่เหมือนของพวกเขาทั้งยังปกคลุมไปด้วยขนจำนวนมาก- และกลายเป็นภาพชวนสั่นประสาทในการนึกถึงตัวเองยามไม่มีลึงค์ มิหนำซ้ำงูมากมาย (ซึ่งแทนภาพของขนดกหนา) บนหัวของเมดูซายังถูกตัดทิ้งอีกต่างหาก และในอีกทางหนึ่ง จากหนังสือ  Female Rage: Unlocking Its Secrets, Claiming Its Power ของ แมรี วาเลนทิส กับ แอนน์ เดอเวน ก็ระบุชัดเจนว่าตัวตนของเมดูซานั้นสะท้อนรูปลักษณ์ความกราดเกรี้ยวของเพศหญิง แม้ว่าหลายๆ คนจะจดจำเรื่องราวอันน่าเศร้าของชีวิตเมดูซาไม่ได้เลยก็ตาม หากแต่อิทธิพลและอำนาจที่เมดูซามีเมื่อครั้งมีชีวิต โดยเฉพาะการสาปให้ผู้ชายแข็งเป็นหิน (หรือนัยหนึ่งคือการเอาชนะ) ก็เป็นสัญลักษณ์ที่พวกเธอจดจำได้อย่างแม่นยำ

มิหนำซ้ำ เมดูซายังถูกชาวสุญนิยม (nihilism) ตีความว่า การเลี่ยงที่จะไม่มองดวงตาของเธอเพื่อจะไม่กลายเป็นหินนั้น เปรียบได้กับการพยายามหลีกเลี่ยงเรื่องราวชวนจิตตกที่ว่า จักรวาลนั้นช่างปราศจากความหมายเสียจริงๆ และวิธีคิดเช่นนี้ก็ไปปรากฏอยู่ในวรรณกรรม The Mutiny of the Elsinore ของ แจ็ค ลอนดอน นักเขียนชาวอเมริกันด้วย ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ยักษ์ Versace ด้วยเหตุว่า เมดูซานั้นเป็นภาพแทนความงาม ศิลปะและปรัชญา

นอกเหนือจาก Percy Jackson & the Olympians เมดูซายังเป็นตัวละครหลักในหนังอีกหลายเรื่อง โดยอยู่ในหนังที่ว่าด้วยตำนานเทพกรีกทั้งสองเวอร์ชั่นอย่าง Clash of the Titans (1981, เดสมอนด์ เดวิส) และ Clash of the Titans (2010, หลุยส์ เลแตร์ริเยร์), Miss Peregrine’s Home for Peculiar Children (2011, ทิม เบอร์ตัน)

 

คิเมียรา

สัตว์ร้ายที่หลายคนอาจคุ้นเคยกับชื่ออยู่เพราะเป็นหนึ่งในตัวละครที่ปรากฏบ่อยมากที่สุดตัวหนึ่งในวัฒนธรรมกระแสหลัก  เรือนร่างของคิเมียราเป็นส่วนผสมของสัตว์สามชนิด หัวถึงหน้าอกเป็นสิงโต มีลำตัวของแพะ ท้ายเป็นงูหรือมังกร นอกจากมีเรี่ยวแรงอันทรงพลังแล้ว คิเมียร่ายังพ่นไฟ หายใจเป็นควันพิษ และมีหางคมกริบที่บั่นคอมนุษย์ได้ เฮซิโอด นักกวียุคโบราณได้เขียนบรรยายถึงคิเมียราใน ธีออโกนี (Theogony หรือเทวพงศาวดาร) ว่าคิเมียรานั้นเป็นมีแม่เป็นอีคิดนา (เทพหญิงที่มีใบหน้างดงาม ท่อนล่างเป็นงูยักษ์) และมีพ่อเป็นไทฟอน (อสูรยักษ์) พี่น้องของคิเมียราล้วนแต่เป็นสัตว์ร้ายแห่งตำนานกรีก ทั้งหมาสามหัวเฝ้าประตูนรกอย่างเซอร์เบอรัส, สฟิงซ์ นางสิงห์ที่มีใบหน้าเป็นมนุษย์และเชาว์ปัญญาหลักแหลม และไฮดรา งูยักษ์เก้าหัวที่งอกหัวได้ใหม่ทุกครั้งที่ถูกตัดทิ้ง

คิเมียราถูกปราบโดย เบลเลอโรฟอน วีรบุรุษนักปราบสัตว์ร้ายที่ได้ม้ามีปีกนามเพกาซัสให้ความช่วยเหลือในการกำราบคิเมียรา โดยบินหลบลมหายใจพิษและลูกไฟจากคิเมียราจนเบลเลอโรฟอนยิงหัวหนึ่งของคิเมียราได้กลางอากาศ เบลเลอโรฟอนสังหารคิเมียราด้วยการปาหอกตะกั่วเข้ากลางลำตัวของสัตว์ร้าย บางตำนานเล่าว่าหอกนั้นหลอมละลายไปในที่สุดเมื่อปะทะกับลมหายใจเฮือกสุดท้ายของคิเมียรา

โรเบิร์ต เกรฟส์ นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษให้ความเห็นว่า คิเมียรานั้นเป็นภาพสะท้อนของปฏิทินโบราณที่หมายถึงฤดูกาลหลักทั้งสาม ซึ่งแต่ละฤดูนั้นมีสัญลักษณ์เป็นสิงโต แพะและงู อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา ด้วยความแข็งแกร่งของมัน คิเมียราได้ขยับขยายชื่อเสียงไปอยู่ในหนังและเกมหลายภาค ไม่เว้นแม้แต่แอนิเมชั่นขวัญใจเด็กๆ อย่าง Ben 10 หรือ Hunter x Hunter ที่ภาคมดปรากฏชื่อของเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างคิเมียรา แอนต์ และในหนังฟอร์มยักษ์ Wrath of the Titans (2012, โจนาธาน ลีเบสแมน) ก็มีคิเมียราเป็นอสุรกายยักษ์ที่ต้องปราบลงให้ได้

 

ฟอน

หลายคนน่าจะรู้จักเทพฟอนดีจากการปรากฏตัวของมิสเตอร์ทัมนัส (รับบทโดย เจมส์ แม็กอะวอย) จากภาพยนตร์ดัง The Chronicles of Narnia: The Lion, the Witch and the Wardrobe (2005, แอนดรูว อดัมสัน) ที่สร้างจากวรรณกรรมชื่อเดียวกันของ ซี เอส ลูอิส นักเขียนชาวอังกฤษ ฟอนนั้นมีศีรษะและร่างกายท่อนบนแบบมนุษย์ เว้นแต่มีเขาและใบหูแหลมอย่างแพะ ท่อนล่างจนถึงเท้าเป็นแบบแพะเช่นกัน

ฟอนมักจะทำให้มนุษย์ที่ต้องออกเดินทางผ่านป่าคนเดียวต้องหวาดกลัวอยู่บ่อยๆ หากแต่เมื่อมนุษย์หลงทาง ฟอนจะเป็นผู้นำทางจนหาทางออกจากป่าได้ ในเวลาต่อมา ฟอนได้ถูกนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างงานศิลปะสมัยก่อนมากมาย โดยเฉพาะรูปปั้น Barberini Faun ในประเทศเยอรมนีที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเฮลเลนิสต์โดยไม่ปรากฏชื่อเจ้าของผลงาน ทั้งฟอนยังเป็นตัวละครหลักในวรรณกรรมหรือภาพยนตร์อีกหลายต่อหลายเรื่อง นอกเหนือจากงานเขียนอันเลื่องชื่อของลูอิสแล้ว ฟอนยังปรากฏตัวใน Pan’s Labyrinth (2006, กีร์เยโม เดล โตโร) ในฐานะผู้นำทางของเด็กหญิงด้วย