Andrew Garfield David Robert Mitchell It Follows Under the Silver Lake หายนะหาย เดวิด โรเบิร์ต มิตเชลล์ แอนดรูว การ์ฟีลด์

Under the Silver Lake สาบสูญไปในความเพ้อคลั่ง ฝันและกัญชาของ เดวิด โรเบิร์ต มิตเชลล์

Home / bioscope / Under the Silver Lake สาบสูญไปในความเพ้อคลั่ง ฝันและกัญชาของ เดวิด โรเบิร์ต มิตเชลล์

“หนังเรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องลึกลับในเรื่องลึกลับอีกที แถมตัวละครก็ยังมีความลึกลับเองอีก แต่ถามว่าผมจะอธิบายเรื่องพวกนี้ไหม… ไม่อะพวก” เดวิด โรเบิร์ต มิตเชลล์

น่าจะมีหนังฮอลลีวูดหลายสิบเรื่อง ที่ว่าด้วยชายหนุ่มออกตามสืบถึงการหายตัวไปของหญิงสาวที่เขาหลงรัก แต่คงมีไม่กี่เรื่องที่ตัวละครเอกปุ๊นกัญชาทั้งวัน เอาไข่ไกยัดปากเด็กที่มาขูดรถเขาเป็นรูป เอ่อ… ไอ้จู๋ และควงเฟนเดอร์ มัสแตงของ เคิร์ต โคเบน ฟร้อนต์แมนแห่ง Nirvana ต่างอาวุธ! แถมทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้คราบของการเป็นหนังฟิล์มนัวร์ สืบสวนและสะสางผมทุกอย่างในเรื่องด้วยท่าทีจริงจังอีกต่างหาก!

นี่คือเรื่องราวของ Under the Silver Lake (2019) หนังฉายเปิดหนังเมืองคานส์ลำดับล่าสุดของเดวิด โรเบิร์ต มิตเชลล์ ชายผู้เคยระเบิดความเซอร์แตกให้เราได้เห็นมาแล้วในหนังสร้างชื่อเรื่องก่อนของเขาอย่าง It Follows (2014) ที่ว่าด้วยสัมพันธ์สวาทของสาวน้อยนางหนึ่ง ที่หลังจากเสร็จกิจแลกเปลี่ยนสารเคมี (อะแฮ่มๆ) ด้วยกันกับแฟนหนุ่มแล้ว เธอกลับมองเห็นวิญญาณที่ตามจองล้างจองผลาญเธอไม่เลิก!

มิตเชลล์เริ่มฝันอยากทำหนังอย่างจริงจังก็ตอนที่เขาโยกย้ายจากมิชิแกนมายังเมืองแสงสีอย่างลอสแองเจลิส เพื่อสานต่อความฝันที่เคยมีสมัยเป็นนักศึกษาเมื่อเขาลองถ่ายหนังสั้นเก็บไว้ตามมีตามเกิด หากแต่หนังยาวของเขาที่ตั้งใจจะถ่ายทำตั้งแต่ย้ายเข้ามาในแอลเอนั้นมีอันต้องดับมอดลงไปก่อนอันเนื่องมาจากอุปสรรคหลายประการ เช่นเดียวกันกับที่คนทำหนังหลายคนต้องเผชิญ มิตเชลล์หันไปทำงานเบื้องหลัง สั่งสมประสบการณ์ และระเบิดมันออกมาเป็นหนังยาวเรื่องแรกอย่าง The Myth of the American Sleepover (2010) ว่าด้วยกลุ่มหนุ่มสาวที่แสวงหาความหมายของชีวิตและความรักก่อนฤดูร้อนอันแสนสั้นจะจบสิ้นลง… และทำเป็นเล่นไป! แม้ว่าหนังมันจะทำเงินได้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนชวนท้อแท้ แต่มันก็ชิงรางวัลกล้องทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ทั้งยังคว้ารางวัลใหญ่จากเทศกาลหนังเมืองโดวิลส์กับเทศกาลหนัง SXSW มาครอง นับเป็นการแจ้งเกิดมิตเชลล์ในฐานะคนทำหนังอินดี้น่าจับตาในทันที

หากแต่มิตเชลล์ไม่ได้รีบเร่งสานต่อความสำเร็จโดยเร็ว เขาหายไปทำเบื้องหลัง ปั้นบท และให้กำเนิดหนังเฮอร์เรอร์ชวนขนหัวลุกที่แจ้งเกิดเขาในแวดวงหนังกระแสหลักอย่างเต็มภาคภูมิด้วย It Follows ด้วยทุนสร้างเพียงสองล้านเหรียญฯ ไอ้เจ้าหนังเซอร์แตกเรื่องนี้กลับกวาดรายได้ไปทั้งสิ้น 23 ล้านเหรียญฯ

มิตเชลล์

และเช่นเดียวกับหนังเรื่องก่อนหน้า มิตเชลล์ใช้เวลาอีกสี่ปีในการฟูมฟักหนังยาวลำดับล่าสุดของเขา Under the Silver Lake หนังนัวร์ชวนสติแตก ดดยมันเล่าถึง แซม (แอนดรูว การ์ฟีลด์) หนุ่มหล่อที่อาศัยอยู่ในย่านฮอลลีวูด ใจกลางเมืองลอสแองเจลิส เขาตกหลุมรักสาวงามข้างบ้านที่อยู่ๆ ก็หายตัวไปอย่างลึกลับ แซมปักใจเชื่อแน่วแน่ว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากลและตัดสินใจตามสืบด้วยการแกะคำใบ้จากเพลงป๊อปที่ต้องฟังถอยหลัง, หนังสือการ์ตูนของนักเขียนท้องถิ่น, ข้อความบนกล่องซีเรียล และเกมนินเทนโด้!

องค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ Under the Silver Lake ไม่ใช่หนังฟิล์มนัวร์หรือหนังอินดี้สติแตกแบบที่เราเคยดูคือสารพัดกลิ่นอายที่มีส่วนในการประกอบสร้างมันขึ้นมา ทั้งบรรยากาศแบบยุคทองของฮอลลีวูดช่วงปี 70, ค่านิยมฟุ้งเฟ้อของชาวฮอลลีวูด และวัฒนธรรมป๊อปอันทรงอิทธิพล หญิงสาวที่คิดว่าเธอแจ้งเกิดแล้วจากการที่รูปของเธออยู่ในโฆษณาบิลบอร์ดทั่วเมือง แต่ในเวลาอันรวดเร็วมันก็ถูกทาทับด้วยโฆษณาแม็กโดนัลด์, โสเภณีสาวที่เป็นใครก็ได้ให้คุณหากคุณจ่ายเงินมากพอ ตลอดจนความร่วมสมัยบางอย่างที่แผ่ขยายจากอเมริกามาทั่วทั้งโลกผ่านภาพยนตร์และบทเพลง

“องค์ประกอบหลายอย่างของหนังมาจากประสบการณ์ส่วนตัวของผมเอง เรื่องนึงที่แน่ๆ เลยคือสมัยยังเด็ก ผมเป็นแฟนเดนตายของ Nirvana” มิตเชลล์สาธยาย “อะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่างในหนังก็มาจากสิ่งที่ผมรู้จักนั่นแหละ บางอย่างสำคัญต่อผมมากๆ แต่บางอย่างก็ไม่ใช่

“ถ้าคุณเคยเล่นเกมผจญภัยยุค 80 หรือ 90 คุณคงพบว่าหนังมีโครงสร้างและองค์ประกอบหลายอย่างที่หยิบมาจากเกมพวกนั้น อย่างพวกเกม Maniac Mansion (ผู้เล่นต้องช่วยแฟนสาวให้รอดชีวิตจากนักวิทยาศาสตร์สติแตก), Zak McKracken and the Alien Mindbenders (นักข่าว, นักวิทยาศาสตร์และนักเรียนออกมาปกป้องโลกจากการคุกคามของเอเลี่ยน) เกมพวกนี้มันมีของแปลกๆ เพี้ยนๆ ที่ตัวละครของคุณต้องจัดากรให้เรียบร้อยอยู่เต็มไปหมด เราต้องตีปริศนาให้ได้ว่าไอ้ของพวกนี้มันเป็นมากกว่าที่มันเป็นอยู่หรือเปล่า หรือมีค่ามากกว่านั้น หรือไม่มันก็เป็นแค่เครื่องปิ้งขนมปังธรรมดาๆ ในเกมเฉยๆ แล้วมันจะกลายเป็นอย่างอื่นด้วยได้ไหม ไอ้สิ่งพวกนี้แหละที่ผมจับยัดมาไว้ในหนังของตัวเองด้วย”

พล็อตหนังสุดเวียร์ดปรากฏตัวเป็นรูปเป็นร่างตอนที่ไอเดียของมิตเชลล์ตีบตัน การหันหน้าคุยกับเมียรักระหว่างที่นั่งแกร่วอย่างไร้จุดหมายในบ้านหลังโตย่านฮอลลีวูด ได้กลายเป็นการจุดประกายสำคัญของการเขียนบทหนังทั้งเรื่อง “ถึงจังหวะนั้น ผมก็คิดละว่า ‘กูจะเขียนสิ่งที่กูอยากเขียนเท่านั้นแหละว่ะ’ แล้วนั่นแหละ ไอเดียพรั่งพรู ผมเขียนบทจนจบและเปี่ยมสุขสุดๆ ไปเลย”

และสิ่งที่เป็นอีกตัวละครสำคัญในหนัง นอกเหนือไปจากการแสดงแทบจะฉายเดี่ยวของการ์ฟีลด์ (ในสภาพยับเยินเละเทะอยู่ไม่น้อย) นั่นคือฉากหลังอย่างลอสแองเจลิส หากว่าเราต่างเข้าใจว่ามันคือเมืองแห่งเทวดาเมืองนี้เต็มไปด้วยแสงสีและความฟุ้งเฟ้อ เราก็อาจเข้าใจถูกในด้านหนึ่ง และมิตเชลล์ได้กระชากเอาความดำมืดตลอดจนเรื่องลึกลับที่ถูกฝังอยู่ข้างใต้ภูเขาลูกมหึมาในเมืองมาตีแผ่อยู่ในหนัง “ผมว่าแอลเอมันเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยขนบประเพณี ทั้งยังมีเรื่องลึกลับมากมายก็เลยเข้ากันกับหนังเรื่องนี้” มิตเชลล์เล่า “ตัวผมเองชอบดูหนังที่มีฉากหลังเป็นเมืองแอลเอก่อนหน้าจะย้ายมาอยู่ที่นี่จริงๆ เสียอีก

“ตอนที่เขียนบท ผมนึกถึงเรื่องราวมากมายที่ผมเป็นพยานรู้เห็นถึงการเกิดขึ้นของวัฒนธรรมบางอย่างในพื้นที่แห่งนี้ วิถีชีวิตของผู้คน เรื่องที่พวกเขาพูดคุย สิ่งที่พวกเขาสนุก และผมว่าไอ้สิ่งพวกนี้มันยังคงมีอยู่ เพียงแต่มันกลายรูปกลายร่างเป็นอะไรไปบ้างแล้ว

“ไอ้สิ่งที่คุณเห็นในหนังนั่นมันไม่ใช่สิ่งที่ผมเป็น หรือตัวละครหลักก็ไม่ได้เชื่อแบบที่ผมเชื่อ ผมไม่ได้มองโลกมุมเดียวกันกับเขา ผมเองก็มีชีวิตของผมน่าและไม่คิดด้วยว่าควรจะไปขอคำแนะนำในการใช้ชีวิตจากไอ้ตัวละครนี้ ถ้าคุณทำนะ คุณพลาดละ พลาดครั้งใหญ่เลยด้วย”

แต่ใครกันจะไปอยากขอคำแนะนำการใช้ชีวิตจากแซม ชายผู้ตบเด็กหัวพุ่ง ถ้ำมองสาวและไม่ยอมทำมาหากินอะไรจนจะถูกยึดห้อง เขาเป็นตัวละครที่เราอาจจะเห็นใจ เอาใจช่วยให้เขาไขปริศนาสำเร็จ แต่ในขณะเดียวกันก็งุนงงกับตรรกะสุดเหวอและวิธีคิดแปลกประหลาดจนชวนอี๋ไม่น้อย “แซมเขาเฝ้ามองหาอะไรสักอย่างอยู่ตลอดแหละ” มิตเชลล์ว่า “แต่เหมือนสักพักเขาก็จะคิดว่า เพื่อ’ไรวะ นั่นแหละ

“ตอนเรายังเด็ก คนชอบบอกว่าเราจะเป็นอะไรก็ได้ที่อยากเป็น แล้วพอโตมา คุณก็พบว่าแม่งไม่จริงหรอก ต่อให้คุณซื้อบ้านได้ทั้งหลังแล้วก็ตาม สำหรับคนรุ่นเรามันแทบจะไม่มีความหมายอะไรเลยด้วยซ้ำ”

องค์ประกอบเหล่านี้ได้ทำให้ Under the Silver Lake กลายเป็นหนังเมายาชวนเหวอ แต่กลับเต็มไปด้วยน้ำเสียงการเล่าเรื่องที่เข้าอกเข้าใจความกลวงเปล่าและไร้แก่นสารของคนหนุ่มสาวยุคหลัง ที่แม้ว่าพวกเขาจะครอบครองทุกสิ่งได้มาไว้ในมือ ก็ไม่อาจเติมเต็มอะไรได้แม้แต่นิด