Game of Thrones Game of Thrones Season 8 สงครามกุหลาบ

รู้จัก ‘สงครามกุหลาบ’ ประวัติศาสตร์เลือดที่ทับซ้อนอยู่ในซีรีส์ Game of Thrones

Home / bioscope / รู้จัก ‘สงครามกุหลาบ’ ประวัติศาสตร์เลือดที่ทับซ้อนอยู่ในซีรีส์ Game of Thrones

โดย กฤตนัย จงไกรจักร

 

ความดุเดือดของสงครามระหว่างวงศ์ตระกูลภายใต้ระบอบการเมืองอันเข้มข้น และกลยุทธ์การหักหลังแก่งแย่งชิงดีที่ถือเป็นกุญแจสำคัญของชัยชนะ ที่ถูกผนวกเข้ากับโลกแฟนตาซีอย่างดินแดนเวสเทอรอสที่เต็มไปด้วยเหล่ามังกรพ่นไฟและภูติน้ำแข็งเดินได้ (White Walker) คือปัจจัยสำคัญทำให้ซีรีส์มหาศึกชิงบังลังก์ Game of Thrones สามารถต่อยอดมาได้ไกลถึง 8 ซีซั่นท่ามกลางการรอคอยอันน่าตื่นเต้นของแฟนๆ, เข้าชิงรางวัลจากสถาบันต่างๆ มานับไม่ถ้วน รวมถึงสร้างปรากฏการณ์ถล่มทลายในหลากหลายมิติ ( อ่านได้ ที่นี่ ) – ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนเป็นหลักฐานชั้นดีว่า ซีรีส์ชุดนี้ ‘ยอดเยี่ยม’ ปานใด

Game of Thrones เป็นซีรีส์ทางโทรทัศน์แนวแฟนตาซีย้อนยุคของสถานีโทรทัศน์ HBO ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นและออกฉายเมื่อปี 2011 โดย เดวิด เบนิออฟฟ์ และ ดี บี ไวส์ส โดยเรื่องราวดังกล่าวถูกดัดแปลงมาจากวรรณกรรมแฟนตาซีขึ้นหิ้งชุด A Game of Thrones ของ จอร์จ อาร์ อาร์ มาร์ติน (นำโดยเล่มแรก A Song of Ice and Fire) ที่เล่าถึงเรื่องราวการชิง ‘บัลลังก์เหล็ก’ ของตระกูลต่างๆ จากหัวเมืองทั้ง 7 แห่งอาณาจักรเวสเทอรอส และเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจแห่งบังลังก์เหล็กอันแสนยิ่งใหญ่นั้น พวกเขาจึงต้องใช้ทั้งเล่ห์เหลี่ยม เกมการเมือง การหักหลัง และศึกสงครามอันแสนดุเดือด

แต่ทราบหรือไม่ว่า รูปแบบในการสร้างอาณาจักรทั้ง 7 และเหตุแห่งการแย่งชิงบังลังก์นั้น มิใช่สิ่งที่ผู้เขียนนิยายต้นฉบับอย่างจอร์จ อาร์ อาร์ มาร์ตินเสริมแต่งขึ้นมาใหม่ หากแต่มาจาก ‘ประวัติศาสตร์’ ที่เกิดขึ้นจริงบนโลกใบนี้

…นั่นคือ มหากาพย์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอังกฤษศตวรรษที่ 15 ที่กินเวลายาวนานถึง 30 ปี และถูกขนานนามว่า ‘สงครามกุหลาบ’ !

ภาพวาดปี 1908 ของ เฮนรี เพย์น อันเป็นฉากหนึ่งของบทละคร Henry VI, Part I ของ เชคสเปียร์ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกกุหลาบแดง-ขาวของเหล่าขุนนาง
1.
‘สงครามกุหลาบ’ : จากความกระหายอำนาจ นำไปสู่ความแตกหักของสองราชวงศ์

‘สงครามกุหลาบ’ (War of the Roses) คือมหากาพย์ความขัดแย้งระหว่างราชวงศ์อังกฤษ 2 ตระกูลในช่วงปี ค.ศ. 1455-1485 (อ้างอิงห้วงเวลาตามนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่) ได้แก่ ราชวงศ์แลนคาสเตอร์ (House of Lancaster) และ ราชวงศ์ยอร์ค (House of York) ที่ต่างมีเป้าหมายสำคัญคือ การครอบครองบังลังก์แห่งอังกฤษ จนนำไปสู่การชิงไหวชิงพริบ การหักหลังกันไปมา และการทำศึกสงครามที่ต้องสังเวยชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมาก – ซึ่งสาเหตุที่มันถูกนักประวัติศาสตร์เรียกว่า ‘สงครามกุหลาบ’ นั้น ก็เป็นผลมาจากตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลแลนคาสเตอร์ที่เป็น ‘กุหลาบแดง’ และตราฯ ตระกูลยอร์คที่เป็น ‘กุหลาบขาว’ นั่นเอง

ชนวนของสงครามนี้เริ่มต้นขึ้นในสมัยของ พระเจ้าเฮนรีที่ 6 แห่งตระกูลแลนคาสเตอร์ ผู้ซึ่งนั่งบังลังก์ปกครองประเทศอังกฤษอยู่ในขณะนั้น ที่กลับเป็นอ่อนแอและแสดงอาการเสียสติอยู่บ่อยครั้ง อำนาจในฐานะกษัตริย์แห่งอังกฤษจึงต้องถูก มาร์กาเร็ตแห่งอองชู -พระมเหสีของพระองค์ที่เฉลียวฉลาดและมีทักษะทางการเมือง- ถ่ายเทไปใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองอยู่เนิ่นนาน

สัญลักษณ์ตระกูลในสงครามกุหลาบ

จนในปี 1453 ริชาร์ด ดยุคแห่งยอร์ค (มือขวาของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 6) ทนต่อความไม่เป็นธรรมในการใช้อำนาจของมาการ์เร็ตแห่งอองชูไม่ได้อีกต่อไป จึงลุกขึ้นมาต่อต้านสิทธิการครองบัลลังก์ของทั้งคู่ สงครามระหว่างตระกูลแลนคาสเตอร์และตระกูลยอร์คจึงได้ถือกำเนิดขึ้น โดยเริ่มจากการชิงไหวชิงพริบระหว่างขุนนางผู้คอยแสวงหาผลประโยชน์จากความขัดแย้งระหว่างสองตระกูล ก่อนที่จะพัฒนาไปสู่การหักหลังระหว่างพวกเดียวกันเอง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นปกติในยุคนั้น จนสุดท้ายความขัดแย้งเหล่านี้ได้นำไปสู่การทำสงครามปะทะกันมากกว่า 20 ครั้ง (ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1455) ซึ่งสังเวยชีวิตบุคคลสำคัญประจำตระกูลและเหล่าทหารไปกว่า 40,000 คน …แต่ถึงกระนั้น ชัยชนะของสงครามนี้ก็ตกแก่ตระกูลยอร์ค พวกเขาได้แต่งตั้งลูกชายของริชาร์ด ดยุคแห่งยอร์ค-ผู้ริเริ่มการต่อต้านที่ต้องแพ้พ่ายระหว่างการรบพุ่ง-ขึ้นครองราชย์ และสถาปนาให้เป็น พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 – ซึ่งถือเป็นการเริ่มการปกครองอังกฤษโดยราชวงศ์ยอร์คอย่างเป็นทางการ

พระเจ้าเฮนรีที่ 7 (ภาพจากวิกิพีเดีย)

ประเทศอังกฤษปกครองของโดยราชวงศ์ยอร์คจนถึงในสมัยของ พระเจ้าริชาร์ดที่ 3 แต่ทว่าในปี 1485 เฮนรีแห่งทิวดอร์ ผู้มีจิตใจอ่อนโยนจากตระกูลแลนคาสเตอร์ที่ลี้ภัยจากสงครามกุหลาบที่เกิดขึ้นระหว่างสองตระกูลมาโดยตลอดนั้น ได้กลับมาทวงสิทธิ์โดยชอบธรรมในบังลังก์แห่งอังกฤษกับพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 จึงทำให้เกิดสงครามระหว่างตระกูลแลนคาสเตอร์และตระกูลยอร์คอีกครั้ง สุดท้ายเมื่อชัยชนะตกแก่เฮนรีแห่งทิวดอร์ พระเจ้าริชาร์ดที่ 3 จึงถูกปลดลงจากราชบังลังก์ และเฮนรี่แห่งทิวดอร์จึงได้ขึ้นครองราชย์ในนาม พระเจ้าเฮนรีที่ 7 แห่งราชวงศ์แลนคาสเตอร์ – อันเป็นการกลับมาครองบัลลังก์ของราชวงศ์กุหลาบแดงอีกครั้งหนึ่ง

และท้ายที่สุด พระเจ้าเฮนรี่ที่ 7 ได้เล็งเห็นถึงความเรื้อรังของสงครามแย่งชิงบัลลังก์นี้ว่า หากราชวงศ์แลนคาสเตอร์ปกครองต่อ ก็จะต้องถูกราชวงศ์ยอร์คตามระรานเป็นไม้เบื่อไม้เมาไปตลอด จนอาจถูกราชวงศ์ยอร์คยึดอำนาจอีกเช่นเคย พระองค์จึงเลือกที่จะยุติความขัดแย้งระหว่างราชวงศ์แลนคาสเตอร์และยอร์ค โดยการแต่งงานกับ เอลิซาเบธแห่งยอร์ค พระราชธิดาในพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 (ผู้เคยชนะศึกในระลอกแรก) ราชวงศ์แลนคาสเตอร์และยอร์คถูกยุบรวมกลายเป็นราชวงศ์ทิวดอร์ โดยนำสัญลักษณ์กุหลาบขาวแห่งยอร์คและกุหลาบแดงแห่งแลนแคสเตอร์มาผสมกัน จนกลายเป็น ‘กุหลาบแห่งทิวดอร์’ ทำให้ความขัดแย้งระหว่างสองตระกูลสิ้นสุดลง-ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสิ้นสุดสงครามกุหลาบอันยาวนานถึง 3 ทศวรรษ-ในปีนั้นเอง

มาร์ตินในฉากของ GOT
2.
จอร์จ อาร์ อาร์ มาร์ติน ผู้ปลุกผี ‘สงครามกุหลาบ’ ในงานวรรณกรรมชั้นเยี่ยม

สิ่งที่น่าสนใจต่อมาคือ แล้วทำไมจอร์จ อาร์ อาร์ มาร์ตินถึงเลือกที่จะเขียนนิยายที่แฟนตาซีเกินจริง แต่กลับมีรากฐานมาจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์จริง โดยเขาเล่าว่า นักเขียนผู้เป็นแรงบันดาลใจให้กับเขาคือ เจ อาร์ อาร์ โทลคีน ผู้เขียนวรรณกรรมชุด ‘อภินิหารแหวนครองพิภพ’ หรือ The Lord of the Rings ซึ่งหากเราลองพิจารณาดูงานเขียนของโทลคีนแล้วนั้น มันคืองานวรณกรรมที่หยิบยืมประวัติศาสตร์ในยุคกลางของยุโรปมาแทบทั้งสิ้น

แน่นอนว่ามาร์ตินก็มีแนวทางในการเขียนจากการหยิบยืมเอาประวัติศาสตร์ยุโรปยุคกลางมาเช่นกัน แต่สิ่งที่ทำให้งานของเขาแตกต่างจากงานของโทลคีนก็คือ ‘ความหัวขบถต่อประวัติศาสตร์’ ที่ไม่เชื่อในความสมบูรณ์แบบของราชวงศ์ – ทำไมในตอนจบ เจ้าชายและเจ้าหญิงจะต้องครองราชย์อยู่บนปราสาทอย่างมีความสุขชั่วกัปชั่วกัลป์? ทำไมสุดท้ายคนดีจะต้องเป็นฝ่ายปราบคนเลว และใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุข?

ดังนั้น เรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่เขาสนใจ กลับไม่ใช่เรื่องความรัก เศรษฐกิจ หรือความผาสุขของบ้านเมือง หากแต่เป็น ‘เรื่องเล่าอันมืดดำของมนุษย์’ ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์อย่างการหักหลังของพี่น้องราชวงศ์เดียวกัน ความกระหายอยากในอำนาจของมนุษย์ หรือความสัมพันธ์ชู้รักที่เกิดขึ้นกับผู้ปกครองประเทศ ซึ่งเมื่อพิจารณาดูแล้ว ‘สงครามกุหลาบ’ นั้นมีทุกเรื่องราวที่ตรงตามความต้องการของมาร์ตินอย่างแท้จริง ทั้งการแก่งแย่งชิงอำนาจระหว่างสองราชวงศ์ การหักหลังของเหล่าขุนนางในราชสำนัก และบรรดาชู้รักที่ถูกซุบซิบนินทากันทั่วเมือง

“ผมคิดว่านักเขียนเรื่องเล่าแฟนตาซีร่วมสมัยทุกคนเขียนงานภายใต้เงื้อมเงาของโทลคีน” มาร์ตินเผย “แต่ไม่มีทางที่ผมจะสามารถเล่าด้วยน้ำเสียงแบบเดียวกับเขาได้เลย เพราะมันทั้งมีความพิเศษและไม่เหมือนใคร เขาต่างจากผมมาก เป็นคนที่มาจากช่วงเวลาที่ต่างกันและมีทัศนคติคนละแบบ และถึงแม้ว่าเราทั้งคู่จะกำลังเขียนถึงสังคมยุคกลางเหมือนกัน ผมก็มองคนละมุมกับเขานะ ทั้งทัศนคติเกี่ยวกับสงครามและเรื่องเพศ ดังนั้น ผมก็แค่เล่า ‘เรื่อง’ ในแบบของผม”

3.
ประวัติศาสตร์ ‘สงครามกุหลาบ’ …ที่ซ้อนทับกับ Game of Thrones

สิ่งที่ซีรีส์ Game Of Thrones ได้ถอดแบบมาจากสงครามกุหลาบนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่เหตุการณ์อื้อฉาวหรือความไม่สมบูรณ์แบบของทั้งสองราชวงศ์ในประวัติศาสตร์โลกเท่านั้น ทว่าบุคคล ภูมิศาสตร์ และวัฒนธรรมประเพณีของอังกฤษที่ในห้วงศตวรรษที่ 15 ก็ถูกนำมาปรับใช้ในงานชิ้นนี้ด้วยเช่นกัน

ตัวละคร

เมื่อสงครามกุหลาบมีความคาบเกี่ยวกับ 2 ตระกูลสำคัญในราชวงศ์อังกฤษ หลากหลายบุคคลในตระกูลแลนคาสเตอร์และยอร์คที่มีส่วนสำคัญในสงครามจึงถูกนำมาปรับแปลงให้กลายเป็น ‘ตัวละคร’ ในซีรีส์ที่มีบทบาทคล้ายคลึงกัน ยกตัวอย่างเช่น ริชาร์ด ดยุคแห่งยอร์ค ที่ถูกดัดแปลงมาเป็นตัวละคร เน็ด สตาร์ค ซึ่งต่างก็เป็น ‘มือขวา’ และรับใช้กษัตริย์อย่างซื่อสัตย์เหมือนกัน ทั้งยังเคยลุกขึ้นมาต่อต้านการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้องของราชินีอีกด้วย รวมถึงมีบทสรุปในตอนท้ายที่ไม่ต่างกันนัก

ขณะที่ตัวราชินีเองก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ในสงครามเช่นกัน นั่นคือ มากาเร็ตแห่งอองชู ราชินีของพระเจ้าเฮนรีที่ 6 ที่กลายมาเป็นตัวละคร เซอร์ซี แลนนิสเตอร์ ราชินีของกษัตริย์ โรเบิร์ต บาราเธียน โดยทั้งคู่ต่างมีความรอบรู้ในเรื่องการเมือง ต้องสูญเสียสามีซึ่งเป็นกษัตริย์ไป และลูกชายของทั้งคู่ต่างก็มีสิทธิ์จะได้ขึ้นครองราชบัลลังก์ แต่กลับพบจุดจบที่ไม่สู้ดีนัก นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังถูกกล่าวหาว่า ‘คบชู้’ เหมือนกันอีกด้วย

Winterfell
ภูมิศาสตร์

ถึงแม้ Game of Thrones จะสร้างสรรค์อาณาจักรอย่างเวสเทอรอสหรือเอสซอสขึ้นมาใหม่แทบทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตาม ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของอาณาจักรดังกล่าวกลับมีต้นแบบมาจากลักษณะของหมู่เกาะอังกฤษที่เป็นจุดเกิดเหตุของสงครามกุหลาบ ซึ่งหากเรานำแผนที่หมู่เกาะอังกฤษมากลับหัวและนำมาวางเปรียบเทียบกับแผนที่ของทวีปอาณาจักรเวสเทอรอสแล้ว จะพบว่าแผนที่ทั้งสองแห่งมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก มีการต่อเติมเพียงเล็กน้อยของตัวทวีปเพื่อให้เวสเทอรอสเพื่อความเป็นเอกเทศยิ่งขึ้น

เกาะอังกฤษ (ซ้าย) กับเวสเทอรอส (ขวา)

และยิ่งเมื่อศึกษาถึงภูมิประเทศของหมู่เกาะอังกฤษที่ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งคือ ไฮแลนด์ (Highland) และ โลว์แลนด์ (Lowland) ก็ยิ่งเห็นว่ามันมีความคล้ายคลึงกับอาณาจักรเวสเทอรอสที่ถูกแบ่งออกเป็น วินเทอร์เฟล (Winterfell) และ คิงส์แลนดิ้ง (King’s Landing) เช่นกัน โดยที่โลว์แลนด์และคิงส์แลนดิ้งจะมีลักษณะภูมิประเทศที่อบอุ่น อุดมสมบูรณ์ พืชผลสามารถเติบโตได้ ซึ่งต่างจากไฮแลนด์และวินเทอร์เฟลที่มีภูมิประเทศอันยากแก่การเพาะปลูก และมีอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี

นอกจากนี้ การวางระบอบการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจให้มาอยู่ภายใต้เมืองใหญ่แห่งเดียว-ที่ใน Game of Thrones ออกแบบให้คิงส์แลนดิ้งคือเมืองหลวงของอาณาจักรเวสเทอรอสที่ทุกหัวเมืองต้องสยบยอม ก็มีความคล้ายคลึงกับระบอบการปกครองของสหราชอาณาจักรที่มีศูนย์กลางคือประเทศอังกฤษ โดยมีประเทศที่อยู่ใต้การปกครองอย่างสก็อต์แลนด์ ไอร์แลนด์ และเวลส์

วัฒนธรรมประเพณี

ความละเอียดลออในการออกแบบเรื่องราวของมาร์ติน ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างตัวละครหรือสถานที่ที่อ้างอิงมาจากโลกแห่งความเป็นจริงเท่านั้น แต่รายละเอียดเล็กน้อยภายในซีรีส์นั้น ยังมีต้นกำเนิดมาจากวัฒนธรรมและประเพณีที่มีอยู่จริงในทวีปยุโรป-โดยเฉพาะหมู่เกาะอังกฤษ-แทบทั้งสิ้น

ใน Game of Thrones มีประเพณีหนึ่งที่มักถูกนำมาใช้ในการไต่สวนผู้กระทำความผิดในราชอาณาจักร โดยผู้กระทำความผิดจะขอใช้สิทธิ์ ‘การไต่สวนด้วยการประลอง’ (Trial by Combat) ซึ่งต้องให้ตนเองหรือตัวแทนของตน ‘ต่อสู้’ กับนักสู้ที่ถูกตระเตรียมไว้ให้ และถ้าหากผู้กระทำความผิดชนะในการต่อสู้ดังกล่าว ก็จะถูกตัดสินให้พ้นผิดโดยทันที เหตุที่ผู้คนในอาณาจักรยอมรับการตัดสินในลักษณะนี้-ที่ดูเหมือนจะไม่เป็นเหตุเป็นผลนี้-เป็นเพราะการตัดสินดังกล่าวตั้งอยู่ภายใต้แนวคิดที่เชื่อว่า เทพเจ้าคือ ผู้รู้ความจริงทุกอย่าง และจะอำนวยชัยให้ผู้บริสุทธิ์รอดพ้นข้อกล่าวหาไปได้ ซึ่งวิธีการไต่สวนแบบนี้มีอยู่จริง โดยเริ่มพบในกฎหมายของเยอรมันโบราณช่วงราวศตวรรษที่ 8 ซึ่งพัฒนามาจากจารีตของชนเผ่าในเยอรมัน ก่อนที่จะถูกใช้อย่างแพร่หลายในยุโรป และรวมถึงหมู่เกาะอังกฤษ-ซึ่งตกทอดมาจนถึงช่วง ‘สงครามกุหลาบ’-อีกด้วย

ส่วนอีกหนึ่งแรงบันดาลใจจากประเพณีในยุโรปที่มาร์ตินนำมาใช้ในเหตุการณ์ชวนช็อคอย่าง ‘วิวาห์สีเลือด’ (Red Wedding) ซึ่งเขากล่าวว่า ในฉากวิวาห์สีเลือด เขาหยิบเรื่องราวในประวัติศาสตร์ตอนหนึ่งของสก็อตแลนด์ที่เคยมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ ‘งานเลี้ยงสีดำ’ (Black Dinner) มาใช้ โดยในสมัยที่ราชาแห่งสก็อตแลนด์กำลังทำศึกสงครามกับตระกูลหัวเมืองสำคัญอยู่นั้น ฝ่ายราชาได้ยื่นคำขอสงบศึกและเชิญให้บุตรชายของผู้นำตระกูลหัวเมืองมากินเลี้ยงในปราสาท แต่สุดท้าย เมื่อทหารนำเอาอาหารในมื้อดังกล่าวมาเสิร์ฟ เมื่อเปิดออกมา ปรากฏว่ามีเป็นสัญลักษณ์รูป ‘หมูป่าดำ’ อันเป็น ‘สัญลักษณ์แห่งความตาย’ อยู่ในอาหารจานนั้น ก่อนที่เขาจะถูกสังหาร (ตรงนี้อาจมีสปอยล์เล็กน้อยจ้า) ซึ่งมันถูกนำไปใช้ในฉากวิวาห์สีเลือดอันเป็นการเล่าถึงพิธีสมรสระหว่าง ร็อบ สตาร์ค กับลูกสาวของตระกูล เฟรย์ ที่จัดขึ้นเพื่อสร้างความปรองดองระหว่างสองตระกูลเช่นเดียวกับเรื่องเล่าต้นธาร

และที่สำคัญ ก่อนที่พิธีสมรสครั้งนี้จะกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ ก็ยังมีการแฝงสัญลักษณ์ที่คล้ายกันด้วย เพราะขณะที่ในงานเลี้ยงสีดำ ราชาแห่งสก็อตแลนด์เลือกที่จะใช้หมูป่าดำที่หมายถึงความตาย แต่ในวิวาห์สีเลือดกลับเลือกใช้การบรรเลงเพลง The Rains of Castamere ซึ่งเป็นเพลงประจำตระกูลแลนนิสเตอร์อันเป็นขั้วตรงข้ามของตระกูลสตาร์ค อีกทั้งมันยังมีความหมายถึงการกลับมา ‘ปิดบัญชี’ อย่างโหดเหี้ยมเลือดเย็นอีกด้วย