Hotel Artemis Jodie Foster Panic Room Taxi Driver The Accused The Silence of The Lambs

ชีวิตสองด้านของ โจดี ฟอสเตอร์ (1) …‘นักแสดงหญิง’ ผู้หาญกล้า

Home / bioscope / ชีวิตสองด้านของ โจดี ฟอสเตอร์ (1) …‘นักแสดงหญิง’ ผู้หาญกล้า

ในวัยล่วงเลยเลข 5 มาหลายปี โจดี ฟอสเตอร์ อาจไม่ใช่ชื่อที่คนดูหนังทุกวันนี้คุ้นหูกันเท่าไหร่นัก ทว่าหากย้อนเวลากลับไปในช่วงสองทศวรรษก่อนหน้า ผู้หญิงคนนี้คือหนึ่งในนักแสดงหญิงดาวเด่นของโลกฮอลลีวูด ที่สามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมมาครองได้ถึง 2 ตัวภายในระยะเวลาที่ห่างกันเพียงไม่กี่ปี ทั้งจากบทหญิงสาวเหยื่อคดีข่มขืนผู้ลุกขึ้นสู้ใน The Accused (1988, โจนาธาน แคปแลน) และเอฟบีไอสาวแกร่งผู้ต่อกรกับฆาตกรโหดใน The Silence of the Lambs (1991, โจนาธาน เด็มมี) …ซึ่งนั่นเป็นเพียงเศษเสี้ยวของหน้าประวัติศาสตร์ในอาชีพนักแสดงของเธอตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาเท่านั้นเอง!

Taxi Driver

ฟอสเตอร์เริ่มอาชีพนักแสดงมาตั้งแต่อายุ 6 ขวบในซิตคอม Mayberry R.F.D. ในปี 1968 และรับงานแสดงซีรีส์/หนังเรื่อยมา (หลังจากเคยเป็นนางแบบเด็กมาตั้งแต่อายุสามขวบ!) จนหลายคนขนานนามเธอว่าเป็น ‘เด็กสาวอัจฉริยะ’ มานับแต่นั้น ก่อนแจ้งเกิดสุดๆ จากการแสดงเป็น ‘โสเภณีเด็ก’ ที่ชื่อ ไอริส ใน Taxi Driver ผลงานขึ้นหิ้งของ มาร์ติน สกอร์เซซี เมื่อปี 1976 (เธอเคยรับบทเล็กๆ ใน Alice Doesn’t Live Here Anymore หนังดีอีกเรื่องของสกอร์เซซีเมื่อสองปีก่อน) ซึ่งทำให้เธอได้เข้าชิงออสการ์เป็นครั้งแรกในสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมด้วยอายุเพียง 14 ปี (เธอเล่นหนังเรื่องนี้ตอนอายุ 12) อันน่าจะเป็นผลจากการที่พรสวรรค์ของเธอถูกขัดเกลาโดยนักแสดงร่วมจอรุ่นพี่อย่าง โรเบิร์ต เดอ นีโร ผู้เล็งเห็นความสามารถของเธอและคอยช่วยแนะนำ/ซักซ้อมให้กับบทบาทอันสุ่มเสี่ยงนี้ของเธออยู่เสมอนี่เอง “ฉันสามารถเล่นหนังเรื่องนี้ได้อีกเป็นพันๆ รอบเลยค่ะ ฉันคิดว่ามันเป็นหนังที่มหัศจรรย์มากๆ และก็คิดว่ามันเป็นหนังต้นแบบของยุคสมัย เป็นช่วงเวลาที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เลยแหละ” ฟอสเตอร์เปิดเผยด้วยความภาคภูมิใจ

Bugsy Malone
Foxes

ในเวลาต่อมา หลังการเผยฝีมือให้เห็นหนังหลากแนว (หนังตลก Bugsy Malone, หนังดราม่า Echoes of a Summer, หนังหลอน The Little Girl Who Lives Down the Lane) ฟอสเตอร์ได้กลายเป็น ‘ขวัญใจวัยทีน’ จากการแสดงหนัง วอลต์ ดิสนีย์ อย่าง Freaky Friday (1976, แกรี เนลสัน), Candleshoe (1977, นอร์แมน โทคาร์) รวมถึงหนังวัยรุ่นอย่าง Carny (1980, โรเบิร์ต เคย์เลอร์) และ Foxes (1980, เอเดรียน ลีน) กระทั่งหลังเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Yale และค้นหาที่ทางในการเปลี่ยนผ่านจากบท ‘วัยรุ่น’ มาสู่บท ‘ผู้ใหญ่’ อยู่นาน (แต่ก็ยังคงเป็นที่ชื่นชอบเฉพาะกลุ่มมากพอจนถึงขั้นที่มีชายคนหนึ่งพยายามลอบสังหารประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน เพื่อทำให้เธอประทับใจมาแล้ว!?) เธอก็กลับมาอย่างสมศักดิ์ศรีในช่วงปลายยุค 80 ต่อ 90 จากการคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจาก The Accused และ The Silence of the Lambs ภายในระยะเพียง 3 ปีเท่านั้น

The Accused
The Silence of the Lambs

สำหรับบท ซาราห์ โทเบียส เหยื่อข่มขืนที่เรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ตนเอง-ในฐานะเหยื่อข่มขืนที่กลับถูกสังคมกล่าวโทษ-ในเรื่องแรกนั้น แม้ฟอสเตอร์จะยังไม่พอใจในการแสดงของตนนัก แต่ความทุ่มเทของเธอก็ส่งผลดีเกินคาด (เธอต้องถ่ายฉากโดนข่มขืนสุดโหดอยู่นานถึงห้าวันจนเส้นฝอยเลือดในตาแตก!) ขณะที่บทเอฟบีไอสาวอย่าง คลาริซ สตาร์ลิง ที่ต้องต่อกรกับฆาตกรชั้นครูที่ชื่อ ฮันนิบาล เล็กเตอร์ (แสดงอย่างเข้าขากันโดย แอนโธนี ฮ็อปกินส์) ในเรื่องหลัง -ซึ่งเป็นหนึ่งในบทที่เธออยากเล่นที่สุดหลังชนะออสการ์ตัวแรก- ก็ยิ่งทำให้เธอโด่งดังเป็นพลุแตก (หนังคว้ารางวัลใหญ่จากออสการ์ ทั้งหนัง, ผู้กำกับ, บทดัดแปลง, นำชาย, นำหญิง) จนถึงขั้นที่ทำให้มีผู้สร้างมาเสนอบทในลักษณะเดียวกันนี้กับเธอ(หรือแม้กระทั่งการทำภาคต่อ)อีกหลายครั้ง แต่เธอก็ตัดสินใจปฏิเสธไปอย่างง่ายดาย เพราะไม่ต้องการย่ำรอยเดิมๆ ในการแสดง และอยากรับบทที่แตกต่างออกไปเรื่อยๆ

ฉันแค่ต้องการจะเล่าเรื่องราวที่ฉันพบว่ามันน่าสนใจน่ะค่ะ และฉันก็ทำได้ไม่ดีนักเวลาต้องเล่นเป็นตัวละคร ‘คนรัก’ …ไม่สิ ฉันแทบไม่เคยได้เล่นบทนี้เลยล่ะมั้ง เพราะฉันเลือกที่จะทำงานกับสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกรู้สามากกว่าน่ะ” เธอร่าย “ฉันมักจะมองหาสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกได้มากกว่าแค่การแปลงโฉม สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกถึงความเป็นตัวละครอันสดใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครเห็นฉันเล่นมาก่อน”

Nell
Contact

หลังจากนั้น การแสดงของเธอก็ยังเป็นที่ประจักษ์ทั้งในฝั่งหนังรางวัลและฝั่งหนังทำเงิน ทั้งการรับบทนำเป็น เนลล์ หญิงสาวไร้เดียงสาจากบ้านหลังเล็กในป่าที่ต้องออกมาเผชิญกับ ‘มนุษย์คนอื่น-นอกจากแม่’ เป็นครั้งแรกใน Nell (1994, ไมเคิล แอปเต็ด) ที่ส่งให้เธอชิงออสการ์อีกเป็นครั้งที่ 4 ในสาขานักแสดงนำหญิงฯ, บทอื่นๆ ที่มี ‘ความลึก-ความกว้าง’ ต่างกันไปทั้งใน Summersby (1993, จอน เอมีล), Maverick (1994, ริชาร์ด ดอนเนอร์), Contact (1997, โรเบิร์ต เซเม็กคิส), Anna and the King (1999, แอนดี เทนแนนต์), หนังบางเรื่องที่เธอลงมือ ‘กำกับ’ เองอย่าง Little Man Tate (1991), The Beaver (2011) รวมถึงบรรดาหนังธริลเลอร์ลุ้นระทึกยุค 2000 ที่ทำให้เธอต้องออก ‘แอ็กชั่น’ อย่าง Panic Room (2002, เดวิด ฟินเชอร์), Flightplan (2005, โรเบิร์ต ชเวนต์เก), Inside Man (2006, สไปค์ ลี) และ The Brave One (2007, นีล จอร์แดน)

Panic Room
Hotel Artemis

ขณะที่ผลงานที่น่าสนใจในยุคหลังๆ ของเธอ-อันเป็นการเลือกร่วมงานกับผู้กำกับหลากรุ่น ก็เช่น Carnage (2011, โรมัน โปลันสกี), Elysium (2013, นีลล์ บลอมแคมป์) และ Hotel Artemis (2018, ดรูว์ เพียร์ซ) ซึ่งเรื่องสุดท้ายนี้ เธอต้องแสดงเป็น จีน พยาบาลหญิง-ผู้ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลลับสำหรับอาชญากรในโลกอนาคต-ที่ ‘แก่กว่า’ ตัวจริงของเธอถึง 20 ปี ซึ่งเธอก็เผยว่าต้องใช้เวลาเกลี้ยกล่อมผู้กำกับอยู่นานกว่าที่เขาจะยอมให้เธอแปลงโฉมให้ทรุดโทรมถึงขั้นนี้ “เมื่อคุณตัดสินใจเลือกทำอะไรอย่างกล้าหาญแล้ว คุณก็ต้องต่อสู้ไปให้สุดทางเพื่อให้ได้มันมา และนั่นก็เป็นเรื่องจริงสำหรับตัวละครหลายตัวที่ฉันเคยเล่นมา อย่างเช่นใน The Accused (ที่ต้องรับบทถูกข่มขืนซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงในหลายมิติ) – หลายครั้งการตัดสินใจเล่นเป็นตัวละครเหล่านี้ของฉันก็ทำให้คนอื่น ‘กลัว’ น่ะค่ะ” เธอเล่า “ฉันคิดว่าพวกเขากลัวเพียงเพราะพวกเขาไม่เข้าใจถึงกระบวนการสร้างสรรค์เหล่านี้ ซึ่งฉันก็เข้าใจได้”

สำหรับชีวิตนอกจอ ความใจกล้าและตรงไปตรงมาของฟอสเตอร์ยังคงฉายชัด เมื่อเธอเพิ่งมาประกาศว่าตัวเองเป็น ‘เกย์’ เอาเมื่อตอนอายุ 51 ขณะขึ้นรับรางวัลเกียรติยศบนเวทีลูกโลกทองคำเมื่อปี 2013 (เธอแต่งงานใหม่กับช่างภาพสาว ขณะที่ยังเป็นคุณแม่ของลูกชายสองคน) แถมล่าสุดเธอยังเผยว่าไม่ได้กังวลอะไรนักที่ไม่ได้มีงานแสดงชุกชุมเหมือนใครคนอื่นด้วย “ฉันอาจไม่ใช่นักแสดงที่ร่ำรวยที่สุดหรือประสบความสำเร็จมากที่สุด แต่ฉันน่าจะเป็นนักแสดงที่ทำอาชีพนี้มาได้อย่างยาวนานที่สุดคนนึงแหละน่า” เธอกล่าวอย่างสบายอารมณ์

“ฉันมั่นใจว่าฉันจะต้องได้แสดงอะไรอีกเยอะแยะตอนฉันอายุ 70-80 แน่ๆ ค่ะ”

 

อ่านบทความที่เล่าถึงชีวิตอีกด้านของฟอสเตอร์ในฐานะของ ‘ผู้กำกับหญิง’ ได้ ที่นี่