Denis Villeneuve Doppelganger Enemy Jake Gyllenhaal José Saramago

มันรีบไต่ขึ้นฝา หันหลังมาทำตาลุกวาว! : แมงมุม แฝดปิศาจ กับวิธีเล่าหนังดัดแปลงแบบ Enemy

Home / bioscope / มันรีบไต่ขึ้นฝา หันหลังมาทำตาลุกวาว! : แมงมุม แฝดปิศาจ กับวิธีเล่าหนังดัดแปลงแบบ Enemy

‘ความยุ่งเหยิง คือความเป็นระเบียบที่ยังไม่ถูกถอดรหัส’

คือประโยคน่าขบคิดจาก The Double (O Homem Duplicado) นิยายปี 2002 ของนักเขียนรางวัลโนเบลชาวโปรตุเกสผู้ล่วงลับ โฆเซ ซารามาโก ที่ถูกผู้กำกับคนเก่งอย่าง เดอนีส์ วิลล์เนิฟ หยิบยกมาใช้ในตอนต้นเรื่องของ Enemy (2013) หนังธริลเลอร์หลอนประสาทขวัญใจนักวิจารณ์ของเขา ซึ่งสามารถสะท้อนถึงแนวคิดอันซับซ้อนที่วิลล์เนิฟมีต่อการดัดแปลงนิยาย และประกอบสร้างหนังทั้งเรื่องออกมาได้อย่างเหมาะเจาะ

เราลองมาถอดรหัสดูสิว่า วิลล์เนิฟมีแนวคิดเบื้องหลังอย่างไรกับการเล่าเรื่องที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมชิ้นนี้กัน!

ต้นฉบับบันดาลใจ

หนังเรื่องนี้เกิดมาจากความประทับใจที่วิลล์เนิฟมีต่อนิยายต้นฉบับ -อันว่าด้วยการพบกันของสองหนุ่มต่างบุคลิก/วิถีชีวิตที่นอกจากหน้าตาจะเหมือนกันราวกับฝาแฝดแล้ว ทั้งคู่ก็ยังรู้สึก ‘ไม่ปลอดภัย’ กับชีวิตและตัวตนไม่ต่างกัน- ผนวกกับการที่โปรดิวเซอร์เพื่อนรักอย่าง นิฟ ฟิชแมน เป็นคนเดียวในโลกที่ได้รับสิทธิ์ในการดัดแปลงหนังสือเล่มนี้ หลังจากที่เขาเคยดัดแปลงนิยายอีกเล่มอย่าง Blindness เป็นหนังได้อย่างหมดจดงดงามจนซารามาโกต้องปาดน้ำตามาแล้ว Enemy ไม่ใช่ฉบับดัดแปลงที่ซื่อสัตย์สักเท่าไหร่ เรียกว่าได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือน่าจะเหมาะกว่า” วิลล์เนิฟว่า

และแม้ว่าเขากับ ฆาเบียร์ กูยอน คนเขียนบทจะไม่มีโอกาสได้หารือกับซารามาโก (ซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2010 ในขณะที่พวกเขากำลังปั้นบท) แต่ทั้งคู่ก็ตัดสินใจที่จะยึดโครงเรื่องหลักและประเด็นเกี่ยวกับ ‘ตัวตน’ และ ‘การกลายเป็นอสุรกาย’ เอาไว้ แล้วปรับองค์ประกอบต่างๆ ตามใจ ทั้งการเปลี่ยนฉากหลังจากยุค 80 มาเป็นยุคปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีรุดหน้ากว่า, การเลือกเมืองโตรอนโตที่วิลล์เนิฟผูกพันมาสวมแทนเมืองนิรนาม รวมถึงการขับเน้นบรรยากาศโทนเหลืองเพื่อสื่อถึงความเศร้าและความกดดันของทั้งตัวละครและสถานที่ “เราทั้งคู่อยากให้ความรู้สึกตอนที่เราทำหนังเรื่องนี้ เป็นความรู้สึกเดียวกับตอนที่เราได้อ่านนิยาย ทั้งบรรยากาศวาบหวาม ความหวาดกลัว รวมถึงสภาวะวิงเวียนที่ให้ความรู้สึกเหมือนเท้าของคุณกำลังค่อยๆ ถูกธรณีสูบ” กูยอนเน้นย้ำ “แต่เราต้องการสิ่งเดียวกันนี้ด้วยวิธีการที่ต่างออกไป”  

อุปมาด้วยแมงมุม

เป็นเรื่องน่าสนใจที่ในนิยายต้นฉบับไม่มีการใช้คำว่า ‘แมงมุม’ เลยสักคำ ทว่าในฉบับหนังกลับมีแมงมุมยั้วเยี้ยอยู่เต็มไปหมด ทั้งแมงมุมเป็นๆ ที่ปรากฏตัวอย่างเป็นรูปธรรม และแมงมุมเชิงสัญญะที่ซุกซ่อนอยู่ในส่วนต่างๆ ของการออกแบบงานสร้าง ไม่ว่าจะเป็นโลเคชั่น (ผังเมืองขนาดใหญ่ของโตรอนโตที่รกเรื้อไปด้วยสายไฟและตึกระฟ้าจนดูคล้ายรังแมงมุม ซึ่งต้องตรงกับคำบรรยาย ‘มหานครที่ดูคล้ายกับอสุรกายตัวใหญ่’ ของซารามาโก), มุมกล้อง (การจับจ้องสายไฟระเกะระกะ กระจกรถที่แตกละเอียดจนดูคล้ายใยแมงมุม รวมถึงภาพแมงมุมยักษ์ที่ลอยคว้างอยู่เหนือเมือง) หรือแม้แต่ดนตรีประกอบ (ซึ่งเร่งเร้าจนให้ความรู้สึกคล้ายแมงมุมกำลังจะสังหารเหยื่ออยู่ตลอดเวลา)

“ผมใบ้ให้ก็ได้ว่าแมงมุมทุกตัวในหนังเรื่องนี้เป็นเพศเมีย” กูยอนกล่าวแบบทีเล่นทีจริง “มันมีการตีความบางอย่างในเชิงวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับกรณีนี้ นั่นก็คือแมงมุมที่ปรากฏอยู่ในหนัง เพลง และวรรณกรรม มักจะเป็นเพศหญิง หรือไม่ก็มี ‘ความเป็นผู้หญิง’ เสมอ” ซึ่งนอกเหนือไปจากแนวคิดนี้ แมงมุมในหนังก็ยังสามารถเปรียบเปรยถึงแนวคิดเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ (Totalitarianism) อันเป็นธีมในหนังสือหลายเล่มของซารามาโก-ผู้มีชีวิตอยู่ภายใต้การควบคุมของระบอบฟาสต์ซิสม์มาตั้งแต่เด็ก-ได้อีกด้วย โดยวิลล์เนิฟอธิบายว่า ความเป็นเผด็จการคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ “หลายครั้งมันมีแรงผลักบางอย่างจากจิตใต้สำนึกที่แม้แต่คุณเองก็ไม่สามารถควบคุมได้ …จอมเผด็จการมันอยู่ภายในตัวของเราทุกคนนั่นแหละ

เปลี่ยนฉากจบอย่างทรงพลัง

* ถัดจากนี้มีสปอยล์ตอนจบจ้า

การเพิ่มแมงมุมเข้ามาในเรื่องอย่างมีนัยสำคัญนี้ ยังทำให้วิลล์เนิฟกับกูยอนตัดสินใจเปลี่ยนฉากจบของหนังให้รุนแรงกว่าของต้นฉบับ โดยหลังจากการสวมรอยเป็น ‘แฝด’ (Doppelgänger – ร่างซ้ำสอง) คนก่อนโดยสมบูรณ์ แทนที่ตัวเอกจะได้พบกับแฝดอีกคนเหมือนในนิยาย แต่ในฉบับหนังนั้น ตัวเอกจะได้พบกับ ‘แมงมุมยักษ์’ ที่กำลังหมุนตัวขู่อยู่ในห้องที่ภรรยาท้องแก่ของแฝดคนก่อนเดินหายเข้าไปแทน ซึ่งมันก็ได้กลายมาเป็นฉากจบที่สั่นสะเทือนผู้ชมมากที่สุดฉากหนึ่ง อีกทั้งยังก่อให้เกิดการตีความกันไปต่างๆ นานา เช่น สมมติฐานที่ว่า “แมงมุม = ผู้หญิงที่กำลังกลัวผู้ชาย (ตัวเอก) ที่ลึกๆ แล้วต้องการมีอำนาจเหนือเพศหญิง” หรือแม้แต่ “แมงมุม = ผู้ชายที่หวาดกลัวสัญชาตญาณการฆ่า/เอาชนะของตัวเอง”

“หากคุณได้ดู Enemy ซ้ำอีกรอบ คุณก็จะเห็นว่าทุกอย่างในนั้น ล้วนแล้วแต่มีคำตอบและความหมายซุกซ่อนอยู่” วิลล์เนิฟเผย ขณะที่กูยอนก็ช่วยเสริมว่า “ใช่ครับ หนังมีแบบแผนของมันอยู่ ผมไม่อยากจะให้คนดูมาเม้งใส่ว่า เราทำหนังเรื่องนี้กันอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย ผมแค่อยากเล่นสนุกกับหนัง กับตัวละคร กับบท ซึ่งแนวคิดต่างๆ ในหนัง-โดยเฉพาะฉากสุดท้าย-มันไม่ได้เกิดขึ้นมาเพราะความรั่วนะ แต่เป็นแผนที่ถูกวางเอาไว้แล้วว่า ‘เรามาทำแบบนี้กันเถอะ’ ทุกเหตุการณ์ล้วนมีเหตุผลของมัน เพราะแม้จะเป็นฉากประเภท ‘เชี่ยไรวะเนี่ย’ แต่มันก็ยังมีความหมายที่แฝงอยู่ในนั้น

“คือมันก็เป็นเรื่องดีที่มีคนพยายามจะตีความหนังไปในทิศทางที่แตกต่างกัน แต่ผมจะบอกอะไรให้นะ …มันมีการตีความที่ถูกต้องอยู่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นแหละ

 

BIOSCOPE Theatre
เสาร์ที่ 27 เมษายน 2562
Enemy
รับชมได้ 24 ชม.
ทาง movie.mthai.com/bioscopetheatre