Arkangel Black Mirror Home for the Holidays Jodie Foster Little Man Tate Money Monster Tales from the Darkside The Beaver

ชีวิตสองด้านของ โจดี ฟอสเตอร์ (2) …‘ผู้กำกับหญิง’ ผู้ไม่ย่อท้อ

Home / bioscope / ชีวิตสองด้านของ โจดี ฟอสเตอร์ (2) …‘ผู้กำกับหญิง’ ผู้ไม่ย่อท้อ

นอกจากการเป็นนักแสดงฝีมือเยี่ยมจนคว้ารางวัลใหญ่ๆ มาแล้วมากมาย โดยเฉพาะสองรางวัลออสการ์จาก The Accused (1988, โจนาธาน แคปแลน) และ The Silence of the Lambs (1991, โจนาธาน เด็มมี) แต่คอหนังหลายคนคงทราบดีว่า โจดี ฟอสเตอร์ ยังสวมหมวกอีกใบในฐานะของ ‘ผู้กำกับ’ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นหนังหรือบางตอนของซีรีส์ชื่อดัง โดยผลงานของเธอไม่ใช่งานกำกับง่ายๆ แบบขอไปที หากแต่เธอยังทุ่มประสบการณ์และพละกำลังทั้งหมดในการกำกับหนังแต่ละเรื่อง ไม่ต่างไปจากเวลาที่เธอถ่ายทอดบทบาทต่างๆ ออกมาเลย

Little Man Tate

หลังลองหยั่งเชิงเปิดซิงกำกับซีรีส์สยองขวัญอย่าง Tales from the Darkside ภายใต้วิสัยทัศน์ของ จอร์จ เอ โรเมโร ไปหนึ่งตอนถ้วนเมื่อปี 1988 (คือตอน Do Not Open This Box ที่เล่าถึงภรรยานักประดิษฐ์ที่กระหายอยากจะเปิดกล่องปริศนาออกดู) ฟอสเตอร์ก็ลองหันมากำกับหนังอย่างจริงจัง โดยผลงานเรื่องแรกของเธอก็คือ Little Man Tate (1991) ที่ออกฉายในขวบปีที่เธอคว้าออสการ์ตัวที่สองมาครองได้ พร้อมกับตั้งบริษัทโปรดักชั่นของตัวเองที่ชื่อ Egg Pictures ขึ้นในปีถัดมา (ผลงานเด่นของค่ายคือ Nell หนังดราม่าปี 1994 ของ ไมเคิล แอปเต็ด ที่ฟอสเตอร์ร่วมแสดงด้วยจนได้ชิงออสการ์) โดยหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับเด็กอัจฉริยะวัย 7 ขวบที่กำลังว้าวุ่นเมื่อเขารู้สึกว่าความต้องการของคนรอบข้างที่จะผลักดันความพิเศษของเขา-โดยเฉพาะการเล่นเปียโน-ให้ถึงขีดสุดนั้น ดันไปขัดแย้งกับความปรารถนาของตัวเขาเองที่อยากมีชีวิตปกติเหมือนเด็กคนอื่นๆ บ้าง ซึ่งนอกจากกำกับแล้ว ฟอสเตอร์ก็ยังตัดสินใจเล่นเป็นตัวละครแม่เลี้ยงเดี่ยวสู้ชีวิตที่อยากให้ลูกตัวเองมีชีวิตเหมือนเด็กปกติทั่วไป อันเชื่อมโยงกับประสบการณ์การเป็น ‘เด็กอัจฉริยะ’ ที่ต้องทำงานมาตั้งแต่อายุยังไม่ 5 ขวบ และความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแม่ “ฉันต้องผ่านอะไรมาเยอะพอสมควรในการทำหนังเรื่องนี้ …Little Man Tate มันจึงให้ความรู้สึกเหมือนกับเป็นอัตชีวประวัติของตัวเองอยู่กลายๆ น่ะค่ะ”

Home for the Holidays

ในผลงานกำกับเรื่องถัดมาของเธออย่าง Home for the Holidays (1995) ที่นำแสดงโดย ฮอลลี ฮันเตอร์ และ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ นั้น เธอเปลี่ยนแนวมาเล่าเรื่อง ‘ตลกร้าย’ ในครอบครัวดูบ้าง ผ่านหนังที่พูดถึงชีวิตของหญิงสาวดวงตกกับครอบครัวไม่สมประกอบของเธอในช่วงวันขอบคุณพระเจ้า (หนังถ่ายฉากบนโต๊ะอาหารเย็นมากกว่า 10 วัน โดยต้องใช้ไก่งวงอบเข้าฉากถึง 64 ตัว!) ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาก็ดูจะตรงข้ามกับเรื่องแรกโดยสิ้นเชิง เพราะมันล้มเหลวทั้งในแง่ของรายได้และคำวิจารณ์ที่มีต่อความไม่สมเหตุสมผลหลายอย่างของตัวบท แม้ว่าจะพอมีคนปลาบปลื้มกับแนวทางการกำกับของฟอสเตอร์ และการแสดงของฮันเตอร์/ดาวนีย์ จูเนียร์อยู่บ้างก็ตาม

The Beaver

หลังห่างหายไปสิบกว่าปี ฟอสเตอร์ก็หวนกลับมากำกับหนังอย่าง The Beaver (2011) อันเป็นหนังดราม่าตามถนัด “การอยู่ในช่วงวัย 50 มันถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสำหรับนักแสดงเลยนะคะ เพราะคุณยังไม่แก่พอที่จะแสดงเป็นตัวละครสูงวัย แต่ก็ไม่ได้อ่อนเยาว์ที่จะเล่นบทคนหนุ่มสาวอีกต่อไปแล้ว – ฉันเลยรู้สึกว่า โอเค ถึงเวลาที่ฉันต้อง(กลับมา)กำกับหนังซะที” โดยหนังเรื่องนี้ว่าด้วยหัวหน้าครอบครัว (เมล กิบสัน) ผู้รู้สึกกดดันกับหน้าที่จนต้องใช้ ‘ตุ๊กตามือบีเวอร์’ มาช่วยรับมือกับปัญหาต่างๆ ในชีวิต ตั้งแต่การสื่อสารกับรอบข้างไปจนกระทั่งเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ในจินตนาการของตน – ซึ่งนี่ถือเป็นอีกครั้งที่ฟอสเตอร์ลงมาแสดงในงานกำกับของตัวเอง โดยเธอเล่นเป็นภรรยาผู้ห่วงกังวลของกิบสันในเรื่อง (ร่วมด้วยนักแสดงดาวรุ่งอย่าง แอนตัน เยลชิน และ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) ซึ่งแม้จะได้รับคำชมในเรื่องของการกำกับและการแสดง แต่หนังก็ยังคงเจ๊งไม่เป็นท่าอยู่ดีเมื่อออกฉาย

ขณะเดียวกัน เธอก็ยังดอดไปกำกับซีรีส์ดังหลายเรื่องในอีกหลายตอนในช่วงยุค 2010 ไม่ว่าจะเป็นการกำกับ Orange Is the New Black (Lesbian Request Denied และ Thirsty Bird) รวมถึงการกำกับ House of Cards (Chapter 22) ด้วย “มันอาจฟังดูเป็นเรื่องเศร้า (สำหรับคนที่เติบโตมาในยุคทองของโรงหนัง) แต่เราคงต้องยอมรับว่า เรื่องเล่าทั้งหลายกำลังถูกรับชมผ่านช่องทางที่แตกต่างกันไป และการเรื่องเล่าที่ดีมากๆ หลายครั้งก็ปรากฏอยู่บน ‘หนังจอเล็กๆ’ เหล่านี้นี่แหละค่ะ”

Money Monster

และ Money Monster (2016) คือผลงานหนังยาวลำดับที่ 4 ของเธอ -ว่าด้วยหนุ่มคลั่งที่บุกยึดรายการโทรทัศน์ว่าด้วยการลงทุนและแก้แค้นพิธีกรหนุ่มชื่อดังที่ทำให้เขาต้องล้มละลายจากทิปทางการเงินที่ทางรายการแนะนำ- โดยฟอสเตอร์ต้องกำกับนักแสดงตัวเอ้อย่าง จอร์จ คลูนีย์ และ จูเลีย โรเบิร์ตส์ ในบทบาทของคนทีวี ซึ่งฟอสเตอร์ก็สามารถเล่าเรื่องราวเสียดสีทุนนิยมนี้ออกมาให้กลายเป็นหนังธริลเลอร์ที่ไม่เลวนักสำหรับผู้กำกับมือใหม่(ในแนวทางนี้)อย่างเธอ “มันเป็นหนังธริลเลอร์ แต่มันก็มีส่วนประกอบของความตลกอยู่ด้วย มีดาราดังให้กำกับ แล้วพวกเขาก็มากันเป็นทีมเลย และถึงมันจะเป็นหนังใหญ่ที่มีทั้งเฮลิค็อปเตอร์ ตำรวจ และหน่วย SWAT แต่สุดท้ายมันก็ว่าด้วย ‘คนอ่อนแอ’ สองคนที่มาคุยกัยถึงเรื่องน่าละอายของตัวเอง มันมีขั้วขัดแย้งมากมายที่ต้องดำเนินไปพร้อมกัน ซึ่งนั่นต้องถูกทำให้ออกมาสมดุล”

Arkangel

ล่าสุดกับการกำกับซีรีส์ Black Mirror ในตอน Arkangel ที่ออกฉายทางเน็ตฟลิกซ์เมื่อปี 2017 อีกด้วย ซึ่งในเรื่องหลังนี่เองที่ดูจะย้อนกลับไปยังธีมเริ่มต้นที่เธอได้เล่าไว้ใน Little Man Tate เพราะมันกล่าวถึงความสัมพันธ์ขัดแย้งอันแสนดราม่าระหว่างแม่ที่ฝัง ‘ชิพ’ บนตัวลูกเพื่อตามติดทุกความเคลื่อนไหว กับลูกสาวที่อยากเติบโตโดยไม่ต้องมีแม่มาคอยจุ้นจ้าน ซึ่งก็ดูจะสอดรับกับแนวทาง ‘เรื่องเล่าไซ-ไฟที่สำรวจด้านหม่นของเทคโนโลยี’ ของซีรีส์ชุดนี้เสียเหลือเกิน “หนังไซ-ไฟเป็นเหมือนกับการทำนายอนาคตถึงสิ่งที่พวกเราจะมุ่งไปน่ะค่ะ นั่นเลยเป็นสิ่งที่ฉันรักใน Black Mirror ทั้งไอเดียของเทคโนโลยีที่เราสร้างสรรค์ขึ้น มันถูกสร้างเพื่อให้เราได้มีฝัน การได้ทำสิ่งที่เราต้องการทำให้เรายิ่งแน่ใจว่าต้องการอะไรกันแน่ มันคือภาพสะท้อนของจิตใจอันยุ่งเหยิงของพวกเราทั้งนั้น

ดังจะเห็นได้ว่า ฟอสเตอร์มักทำหนังที่มี ‘ความเป็นส่วนตัว’ ซึ่งเกี่ยวพันกับผู้คนที่กำลังตกอยู่ใน ‘วิกฤตทางจิตวิญญาณ’ ครั้งสำคัญ และวิธีที่พวกเขาจะพาตัวเองข้ามผ่านมันไปได้ โดยเฉพาะคนในครอบครัวเดียวกัน “ในฐานะผู้กำกับ ฉันยังคงมองหาสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ ฉันยังอ่อนเยาว์มากสำหรับการเป็นผู้กำกับ ฉันจึงมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกเยอะ” เธอกล่าวอย่างถ่อมตัว “ฉันโชคดีมากเลยนะที่ตอนเด็กๆ ฉันได้มีประสบการณ์ต่างๆ มากมายกับผู้คนที่มีความสามารถ รวมถึงคนที่ได้ส่งมอบงานแรกในฐานะผู้กำกับให้และเชื่อใจในตัวฉันน่ะค่ะ”

และแม้จะอยู่ในวงการมาอย่างยาวนานในฐานะนักแสดง โดยมีงานกำกับบ้างประปราย แต่ก็ยังมีสิ่งหนึ่งในบทบาทหลังที่เธอยอมรับว่า ‘เสียใจ’ มาจนทุกวันนี้ “ฉันไม่ได้ทำหนังมากเท่าที่ฉันหวังว่าจะได้ทำ ..ฉันเสียใจที่ฉันไม่ได้กำกับหนังมากกว่านี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เสียใจที่มีเวลากำกับได้แค่ 4 เรื่องตลอด 30 ปีมานี้ มันฟังดูไร้สาระนะ แต่ฉันยุ่งมากจริงๆ ไหนจะเลี้ยงลูก ไหนจะทำบริษัท แถมยังต้องแสดงหนังอีก ฉันพยายามที่จะหาเวลาเพื่อชดเชยนะ แต่มันก็ช่างยากเย็นเหลือเกิน เพราะฉันยังเป็นคนที่ ‘ช่างเลือก’ อยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ” เธอหัวเราะร่วน

 

อ่านบทความที่เล่าถึงชีวิตอีกด้านของฟอสเตอร์ในฐานะของ ‘นักแสดงหญิง’ ได้ ที่นี่