snuff film

Snuff film: หนัง(ว่าด้วยการฆาตกรรม)นอกรีต ที่คาบเส้นศีลธรรมและความถูกต้อง

Home / bioscope / Snuff film: หนัง(ว่าด้วยการฆาตกรรม)นอกรีต ที่คาบเส้นศีลธรรมและความถูกต้อง

ในไม่กี่วันที่ผ่านมา snuff film เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย กล่าวอย่างรวบรัด มันคือฌ็องหนังประเภทหนึ่ง ที่(อ้าง)ว่าอาชญากรรม ไม่ว่าจะเป็นการฆาตกรรมหรือการฆ่าตัวตายในหนังนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง โดยหลายครั้งหนังเหล่านี้อาจไม่จำเป็นต้องมุ่งหวังเชิงพานิชย์หรือรายได้ หากแต่มันมีเพื่อสนองตอบความต้องการของคนดูเฉพาะกลุ่ม แต่ก็เพราะความสุ่มเสี่ยงทางด้านข้อกฎหมายและศีลธรรม บางเรื่องจึงถูก ‘เซ็ตอัพ’ ขึ้นมาด้วยเทคนิคและมุมกล้องพิเศษจนเสมือนว่าเกิดการฆาตกรรมขึ้นจริงๆ

หนัง snuff film ที่อื้อฉาวที่สุดหนีไม่พ้น Cannibal Holocaust (1980, รักเกโร ดีโอบาโต) หรือชื่อไทย ‘เปรตเดินดินกินเนื้อคน’ หนังโคตรคัลต์ที่ว่าด้วยกลุ่มนักศึกษาเดินทางเข้าป่าแอมะซอนแล้วถูกชนเผ่าในป่าจับฉีกร่าง ทรมานและฆ่ากินเป็นอาหาร พวกเขาได้บันทึกวิดีโอเก็บไว้จนในเวลาต่อมา มีคนพบม้วนฟิล์มเหล่านั้นและนำมันมาเผยแพร่ต่อสาธารณะในชื่อ Cannibal Holocaust หลังหนังออกฉายใหม่ๆ มันสมจริงมากเสียจนคนดูเข้าใจผิดว่าเรื่องราวในภาพยนตร์นั้นเกิดขึ้นจริงจนเกิดการฟ้องร้องขึ้นใหญ่โต ตัวดีโอบาโตต้องต่อสู้ในชั้นศาลพิสูจน์ตัวเองว่าทั้งหมดเป็นการ ‘จัดฉาก’ ขึ้นมาและไม่มีนักแสดงคนไหนเสียชีวิตหรือบาดเจ็บแต่อย่างใด ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื่องจากหนังบุกเข้าไปถ่ายในป่าและมีฉากฆ่าสัตว์ ซึ่งนักแสดงและทีมงานลงมือฆ่าจริงๆ ต่อหน้าฉากหกตัวและหลังฉากอีกหนึ่งตัว พวกเขาจึงหนีไม่พ้นข้อหาทารุณกรรมสัตว์ ตัวหนังกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มาจนทุกวันนี้ด้วย

ศัพท์คำว่า snuff นั้นมีการวิเคราะห์กันว่าใช้อย่างแพร่หลายในลอนดอน ประเทศอังกฤษปี 1874 ในความหมายว่า “การตายจากโรคภัยหรืออุบัติเหตุ” หรือก็คือการไม่ได้สิ้นอายุขัยตามธรรมชาตินั่นเอง ก่อนที่มันจะปรากฏในรูปแบบคำขยายของภาพยนตร์ในงานเขียนปี 1971 ของ เอ็ด แซนเดอร์ส เรื่อง The Family: The Story of Charles Manson’s Dune Buggy Attack Battalion โดยเขาอ้างว่า แมนสันแฟมิลี่ -ซึ่งเป็นกลุ่มอาชญากรต่อเนื่องในยุค 70- เคยลงมือสังหารเหยื่อที่แคลิฟอร์เนียและบันทึกเหตุการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม เจฟฟรีย์ โอเบรน นักวิจารณ์ภาพยนตร์เคยลงความเห็นว่า “ไม่ว่าจะหวังผลทางการค้าหรือไม่ หนังแบบ snuff ก็มีอยู่จริง และมันถูกจัดอยู่ในหมวดหนังเกรดบีที่ว่าด้วยศิลปินลงมือสังหารตัวแบบของตัวเองไปโดยปริยาย” โดยโอเบรนเสนอว่าหนังประเภทนี้ที่ขึ้นชื่อลือชาในยุคนั้นได้แก่ A Bucket of Blood (1959, โรเจอร์ คอร์แมน -ชายหนุ่มขี้อายที่ฆ่าแมวคนแถวบ้านแล้วฝังไว้ในปูนปลาสเตอร์ และคิดจะทำอย่างเดียวกันนี้กับหญิงสาวที่หมายปอง), Color Me Blood Red (1965, แฮร์เซลล์ กอร์ดอน เลวิส -จิตรกรใช้เลือดมนุษย์เขียนภาพ)

แต่ snuff film ที่โหดร้ายและเป็นข่าวโด่งดังมากที่สุดครั้งหนึ่งเกิดเมื่อปี 2012 เมื่อมือและเท้าปริศนาถูกส่งไปยังโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งและกระทรวงรัฐบาลในแคนาดา พร้อมๆ กันนั้นมีคนโพสต์คลิปวิดีโอฆาตกรรมเด็กสาวคนหนึ่งลงโลกออนไลน์ องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศออกหมายแดงเรียกจับฆาตกรรายนี้ในทันที ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะจับกุมตัว ลูกา แม็กน็อตตา ชายชาวแคนาดาที่บินหนีไปอยู่เยอรมนี (ตอนที่โดนจับ เขานั่งอยู่ในคาเฟ่เล็กๆ และกำลังอ่านข่าวตัวเองอยู่ด้วย!) โดยก่อนหน้าจะถูกจับคดีฆาตกรรม เขาเคยถูกองค์กรพิทักษ์สัตว์ฟ้องร้องมาแล้วหลังอัปโหลดคลิปตัวเองฆ่าลูกแมว

แน่นอนว่าคลิปวิดีโอที่แม็กน็อตตาถ่ายไว้นั้นถูกพิจารณาว่ามันน่าจะอยู่ในหมวด snuff ด้วยเหมือนกัน หากการฆาตกรรม ทรมานผู้อื่น -ไม่ว่าจะคนหรือสัตว์- ทั้งยังถ่ายเก็บไว้นั้นย่อมผิดกฎหมายอย่างแน่นอน snuff film จึงเป็นหนังผิดกฎหมายที่บางคนพยายามประนีประนอมด้วยการไม่สังหารจริง หากแต่ใช้มุมกล้องหลอกเพื่อเอาใจกลุ่มเป้าหมายที่นิยมชมชอบหนังทำนองนี้

สิ่งที่ทำให้ snuff film เป็นเรื่องผิดกฎหมายนั้นไม่เพียงแต่เป็นเรื่องการทำร้ายร่างกาย ทารุณกรรม ข่มขืนและฆาตกรรมซัปเจ็กต์ในหนัง (ไม่ว่าจะยินยอมหรือไม่ยินยอมก็ตามที) หากแต่มันยังละเมิดกฎพื้นฐานอันว่าด้วยความรุนแรงและการจัดเรตของสากลโลกอีกด้วย ดังนั้น การ(จงใจ)บันทึกภาพความรุนแรงโดยมีเป้าประสงค์เพียงเพื่อความบันเทิงของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือใครคนใดคนหนึ่งนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสังคมที่สิทธิมนุษยชนเบ่งบานแล้วเช่นนี้