Avengers Avengers: Endgame marvel Marvel Studios screenwriting

เขียนบทหนังยังไงให้ ‘แฟนบอย’ ประทับใจใน Avengers: Endgame

Home / bioscope / เขียนบทหนังยังไงให้ ‘แฟนบอย’ ประทับใจใน Avengers: Endgame

* บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของหนัง

 

เมื่อสองคนเขียนบทขาประจำของ Marvel Studios อย่าง คริสโตเฟอร์ มาร์คัส กับ สตีเฟน แม็กฟีลี ผู้เคยทำให้แฟนๆ ต้องน้ำตานองหน้าจาก Avengers: Infinity War (2018) มาแล้ว (และยังเขียนบทหนังมาร์เวลเรื่องอื่นอีกถึง 4 เรื่อง คือ Captain America ทั้งสามภาค และ Thor: The Dark World) กลับมาอีกครั้งกับ Avengers: Endgame ของทีมผู้กำกับเจ้าเก่าอย่าง พี่น้องรุสโซ ในปีนี้ ก็ดูเหมือนว่านี่จะเป็น ‘งานโหดหิน’ สำหรับทั้งคู่อยู่ไม่น้อย

เพราะยิ่งเมื่อคิดว่า มันคือหนัง ‘ปิดตำนาน’ สำหรับทีมซูเปอร์ฮีโร่อย่าง Avengers ที่มาพร้อมกับปมปัญหาต่างๆ ซึ่งถูกทิ้งไว้อย่างค้างคาในตอนจบของ Infinity War ด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้ Endgame เป็นหนังที่ดูเหมือนจะ ‘ยาก’ แก่การบอกเล่าภายในห้วงเวลาอันจำกัด ทว่าพวกเขากลับสามารถค้นหาหนทางในการถ่ายทอดเรื่องราวมหากาพย์ที่แฟนๆ กว่าค่อนโลกรอคอยได้อย่างน่าชื่นชม จนหลายรายถึงกับ ‘เสียน้ำตา’ กันกลางโรงหนังอย่างไม่อายใคร (และทำเงินเป็นประวัติการณ์ไปแล้วถึง 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในสัปดาห์เปิดตัวเลยทีเดียว!)

ถัดจากนี้จึงคือข้อสังเกตเล็กๆ น้อยๆ ของเราเกี่ยวกับการเขียนบทใน Endgame ของพวกเขาที่ทำให้ ‘แฟนบอย’ (หรือก็คือแฟนหนังของมาร์เวล) ทั้งรู้สึก ‘ตื่นตา’ และ ‘ตื้นตัน’ ไปกับบรรดาซูเปอร์ฮีโร่ของ Marvel Cinematic Universe ตลอดระยะเวลาถึง 3 ชั่วโมงของหนังเรื่องนี้

สร้างตัวละครที่ซับซ้อน…

เมื่อนี่เป็นการบอกเล่าถึงโศกนาฏกรรมชีวิตและภารกิจแสนลุ้นระทึกของสมาชิกทีม Avengers ที่เหลือรอดอยู่หลังจากการ ‘ดีดนิ้ว’ ให้หายไปครึ่งจักรวาลของวายร้ายอย่าง ธานอส การเล่าตัวละครที่(ยังคง)มีจำนวนมหาศาล-แม้จะด้วยเวลามากที่สุดในบรรดาหนังมาร์เวลคือ 3 ชั่วโมง-จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายดายนัก “เราอยากเล่าเรื่องราวที่มีวุฒิภาวะ โดยยอมรับเดิมพันและผลของการกระทำต่างๆ ที่จะตามมา” แม็กฟีลีบอก โดยมีมาร์คัสคอยเสริมว่า “เราแค่เล่าทุกอย่างออกมาด้วยความซื่อสัตย์น่ะ เราถามตัวเองว่า ‘เอ็งจะทำยังไงหลังพาพวกเราเข้าไปอยู่ในสถานการณ์บ้าบอแบบนั้นในตอนจบของ Infinity War กันวะ’ …เราเลยเลือกเปิดหนังด้วยคำถามนี้ แล้วเริ่มเดินเรื่องจากตรงนั้นซะเลย”

โดยพร้อมกันนั้น พวกเขาก็ยังยึดแนวทางในการเล่าเรื่องที่เน้น “ตัวละครซับซ้อน แต่พล็อตเรียบง่าย” -ไม่ต่างจากหนังภาคก่อนหรือแม้แต่คอมิกต้นธาร- เอาไว้เป็นแม่นมั่น โดยโฟกัสไปยังความรู้สึกและทางเลือกอันแตกต่างหลากหลายของเหล่าตัวละครที่ยังมีชีวิตอยู่ นับจากการเลือกที่จะทำหน้าที่พิทักษ์ความสงบสุขต่อไป-แม้จะไม่มีทีม Avenger อีกแล้ว-ของ Black Widow, การเลือกออกไปทดลองทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จ-หรือก็คือการผสานสองร่างในตัวเองให้ได้-ของ Hulk ไปจนถึงการเลือกที่จะหนีความเจ็บปวดแล้วเดินจากไปทำตัวสำมะเลเทเมาของ Thor …โดยเฉพาะ โทนี สตาร์ค หรือ Iron Man ที่ดูจะมีความขัดแย้งกับตัวเองมากที่สุด เมื่อใจหนึ่งเขาก็เจ็บปวดกับการสูญเสียเพื่อนร่วมทีม-ซึ่งรวมถึง ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ หรือ Spider-Man ที่เขาผูกพันด้วยมากเป็นพิเศษ-จนต้องใช้ชีวิตครอบครัวอันแสนอบอุ่นมาเป็นหนทางในการหลบลี้หนีความจริง แต่อีกใจหนึ่งเขาก็ยังคงตั้งคำถามว่า เขาสามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้อีกบ้างหรือไม่ – ซึ่งนี่ถือเป็นหนึ่งในเส้นเรื่องของตัวละครหลักที่ช่วยขับเคลื่อนเรื่องราวในภาคนี้ได้อย่างทรงพลัง

 

และเมื่อ ‘ตัวละครอันซับซ้อน’ คือสิ่งที่สองคนเขียนบทเน้นย้ำเป็นหนักหนา จึงไม่แปลกที่เส้นความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนเปราะบางของตัวละครต่างๆ ที่แฟนๆ รู้สึกผูกพันด้วย จะถูกนำมาใช้อย่างคุ้มค่าใน Endgame โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวละคร Iron Man (อีกเช่นกัน) ที่มีปฏิสัมพันธ์กับคนทั้งจักรวาลในหลายมิติ ทั้งกับ Spider-Man ที่เป็นเสมือน ‘ลูกรัก’ ของเขาซึ่งต้องมาสูญสลายหายไปต่อหน้าใน Infinity War, กับครอบครัว-ทั้งภรรยาและลูกสาวตัวน้อย-ที่เขารักและอยากปกป้องสุดหัวใจ หรือแม้แต่ สตีฟ โรเจอร์ส หรือ Captain America เพื่อนร่วมทีมที่ทำให้เขาผิดหวังในศึก Infinity War จนแทบไม่อยากมองหน้า เป็นต้น

รวมถึงธานอสเองที่ก็ถือเป็นตัวละครฝ่ายอธรรมที่มีส่วนสำคัญอย่างมากในการผลักดันเล่าเรื่องหนนี้ จากจุดยืนในการกอบกู้ให้จักรวาลกลับมาสมดุลอีกครั้งด้วยการกำจัดสิ่งมีชีวิต-โดยเฉพาะมนุษย์ที่เขามองว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่โง่เง่าและเห็นแก่ตัว-ไปครึ่งหนึ่ง “แต่กระนั้น เขาก็ยังเป็นคนที่ต้องเสียสละตัวเองเหมือนกันนะ เขาต้องยอมสูญเสียคนที่เขารักไป เพื่อที่จะบรรลุภารกิจของตนให้ได้ ซึ่งมันคือสภาวะที่ ‘เป็นมนุษย์’ เอามากๆ เลยน่ะ เขาเคยเป็นพ่อเลี้ยงที่ไม่ค่อยเอาไหน และมีเป้าหมายที่เขาเชื่อว่าจะทำได้สำเร็จ – เขาบีบบังคับคนที่เขารักให้ได้ดั่งใจ ซึ่งคุณจะสามารถพบเจอคนประเภทนี้ได้ทั่วไปตามท้องถนนนั่นแหละ …เพียงแต่คนคนนี้แค่มีร่างกายเป็น ‘สีม่วง’ ก็เท่านั้นเอง”

…บนพล็อตที่เรียบง่าย

แม้ว่าพล็อตหนังจะอ้างอิงเรื่องราวบางส่วนมาจากคอมิกชุดของ สแตน ลี แต่มาร์คัสกับแม็กฟีลีก็ยืนยันว่า Endgame ถูกประกอบสร้างขึ้นมาจากการ เก็บเล็กผสมน้อย’ เอาจากหนังมาร์เวลทั้ง 21 เรื่องก่อนหน้า-มากกว่าที่จะนำมาจากคอมิกเล่มใดเล่มหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่า พวกเขายังคงเล่า ‘พล็อตอันเรียบง่าย’ ที่ว่าด้วย “เหล่า Avengers อยากแก้ไขอดีตอันเจ็บปวด…ด้วยการย้อนเวลากลับไปรวบรวมอัญมณีให้ได้ครบก่อนธานอส” (เช่นเดียวกับใน Infinity War -ซึ่งเป็นหนังที่ถูกเขียนขึ้นพร้อมกัน- ที่พล็อตเรื่องมีแค่ “ธานอสอยากรวบรวมอัญมณีให้ครบ และเหล่า Avengers ต้องหยุดเขาให้ได้” นั่นเอง) “เราจำเป็นต้องมีเส้นเรื่องที่ชัดเจน แล้วปักหมุดไว้ตามจุดต่างๆ จากนั้นเราถึงจะสามารถบิดเรื่องไปมาระหว่างสงครามครั้งนี้ได้ ตราบใดที่เรายังอยู่ในพื้นที่(ของเรื่องเล่า)ที่ถูกควร”

แม็กฟีลียังบอกอีกด้วยว่า “เราทั้งคู่รู้สึกเป็นเกียรติมากนะครับที่ได้ถูกร้องขอให้มาเขียนบทสรุปครั้งนี้ มันเป็นเรื่องราวที่ถือเป็นการสดุดีหนังทั้ง 21 เรื่อง, เหล่าตัวละครเป็นโหลๆ และเราพยายามที่จะจบเรื่องเล่าเกือบทั้งหมดของพวกเขาอย่างจริงจังจริงใจ” – เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขาจึงเกลี่ยน้ำหนักเส้นเรื่องอันหลากหลายของแต่ละตัวละครให้ออกมา ‘สมดุล’ และ ‘เข้าใจง่าย’ มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งก็ดูเหมือนวิธีการนี้จะสร้างความประทับใจให้กับเหล่าแฟนบอยได้อย่างดีเยี่ยม

ย้อนสำรวจเหตุการณ์สำคัญเก่าๆ …

อีกหนึ่งความคิดสุดบรรเจิดในการเล่าบทสรุปของทีมเขียนบทชุดนี้ ก็คือ การให้ทีม Avengers ที่เหลืออยู่ แก้ไขปัจจุบัน-ที่อัญมณีถูกธานอสทำลายไปแล้ว-ด้วยการย้อนเวลาไปชิงอัญมณีมาจากอดีต พร้อมกับที่หนังได้พาผู้ชมกลับไปสำรวจช่วงเวลาสำคัญๆ ในอดีตจากหนังมาร์เวลเรื่องเก่าๆ ด้วย “เรากำลังจะสดุดีชีวิตมนุษย์จากหนังหลายเรื่องก่อนหน้าผ่านหนังเรื่องนี้ ซึ่งนั่นหมายความว่าเราจะซื่อตรงกับการเล่าตัวละครเหล่านี้ด้วย” แม็กฟีลีอธิบาย “เพราะตัวละครเหล่านี้เดินทางมาไกลมาก ฉะนั้น แม้แต่สิ่งที่เล็กน้อยที่สุดสำหรับแฟนเดนตายก็ยังถือเป็นสิ่งสำคัญ”

Endgame จึงพาเราไปย้อนไปสำรวจ 4 ช่วงเวลาในอดีตของแฟรนไชส์นี้ อันได้แก่ นิวยอร์ค ปี 2012 ในช่วงศึกใหญ่ครั้งแรก (จาก The Avengers), อาณาจักรแอสการ์ด ปี 2013 ในช่วงก่อนที่แม่ของ Thor ต้องตายจากไป (จาก Thor: The Dark World), ดาววอร์เมียร์ ปี 2014 ในช่วงที่ธานอสและทีมของ Star-Lord กำลังออกตามหาอัญมณี (จาก Guardians of the Galaxy) และยังย้อนกลับไปไกลถึงนิวเจอร์ซีย์ ปี 1970 อันเป็นปีที่โครงการสร้างสุดยอดทหารอย่าง Captain America ถือกำเนิดขึ้น (จาก Captain America: The First Avenger) โดยทั้งหมดนั้นเป็นการ ‘สร้างฉากเก่าขึ้นมาเล่าใหม่’ เพื่อถ่ายทอดรายละเอียดในห้วงเวลาต่างๆ ของเรื่องเล่านี้ ที่ส่องสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของตัวละครต่างๆ ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ (เช่น การกลับไปพบเจอกับ ‘พ่อ’ ของโทนี สตาร์คในยุค 70)

ขณะที่ ‘สิ่งที่เล็กน้อยที่สุด’ ของแม็กฟีลีก็ยังหมายรวมถึงดีเทลต่างๆ อีกมากมายที่แฝงอยู่ เช่น การอ้างถึงจำนวนวันที่ Iron Man ติดแหง็กอยู่บนอวกาศด้วยการใช้เลขลำดับหนังที่มาร์เวลสร้างมาทั้งหมด (รวมเรื่องนี้ด้วยคือ 22), การนำตัวละครตัวเล็กตัวน้อย-แต่มีความสำคัญ-ที่เคยปรากฏในหนังเรื่องก่อนๆ มาโผล่ตรงนั้นทีตรงนี้ที หรือแม้แต่การเอ่ยถึง ‘ชีสเบอร์เกอร์’ ในบทสนทนาตอนท้ายเรื่องระหว่างการจัดงานศพ Iron Man ของลูกสาวตัวน้อยกับบอดี้การ์ดของสตาร์ค-ที่สื่อถึงช่วงเวลาอันหิวโซของสตาร์คหลังรอดชีวิตจากการสู้ศึกใน Iron Man (2008, จอน แฟฟโร) อันถือเป็นหนังต้นกำเนิดของ MCU ที่เดินทางมาถึงขวบปีที่ 11 แล้วในปีนี้นั่นเอง

…บอกเล่าเหตุการณ์ประทับใจใหม่ๆ

นอกจากการ ‘สร้างฉากเก่าขึ้นมาเล่าใหม่’ แล้ว การสร้างฉากหรือเหตุการณ์ใหม่ๆ ที่บรรดาแฟนบอย ‘อยากเห็น’ และ ‘รอคอย’ มาตลอดระหว่างช่วงเวลาสิบกว่าปีของแฟรนไชส์ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่คนเขียนบททั้งคู่สามารถสร้างความประทับใจได้อย่างอยู่หมัด ซึ่งแน่นอนว่า ฉากที่ทำให้แฟนๆ กรี๊ดกันลั่นโรงก็คือ ฉากการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ในนาทีสุดท้ายของบรรดาตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ที่ถูกธานอสกำจัดไปเมื่อครั้ง Infinity War, การพบหน้ากันอีกครั้งของ Iron Man กับ Spider-Man, การเผชิญหน้าระหว่างธานอสกับซูเปอร์ฮีโร่ผู้แข็งแกร่งที่สุดในจักรวาลอย่าง Captain Marvel รวมถึงการที่ธานอสถูกกำจัดด้วยวิธีการเดียวกับที่เขาเคยทำไว้อย่างเจ็บช้ำกับเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ผู้น่าสงสารใน Infinity War นี่เอง!

และหนึ่งในฉากการเผด็จศึกครั้งสุดท้ายนี้ ก็ยังแอบมีเซอร์ไพรส์เล็กๆ ที่ทำให้แฟนๆ หลากเพศได้เห็นการรวมตัวกันเพียงไม่กี่วินาทีบนจอหนังของ ‘แก๊งชะนี’ หรือก็คือซูเปอร์ฮีโร่หญิง(เกือบ)ทั้งหมดของมาร์เวล ทั้งนี้เพื่อแสดงถึง ‘พลังหญิง’ อันเป็นสิ่งที่แฟนบอยหลายคนอยากเห็นมาเนิ่นนาน “จริงอยู่ที่มาร์เวลอาจเริ่มต้นจากพวกตัวละคร ‘ชายแท้ผิวขาว’ พวกเขาเคยเป็นตัวละครที่โด่งดังกว่าตัวละครอื่นใดทั้งหมด แต่เราก็ยังสนใจที่จะสำรวจตัวละครประเภทอื่นๆ ที่ต่างออกไปด้วยเหมือนกัน (เช่น ตัวละครหญิง หรือตัวละครชาติพันธุ์ต่างๆ) เพราะมันคงเป็นจักรวาลที่น่าเบื่อมากหากมีแค่แก๊ง ‘ชายแท้ผิวขาว’ น่ะครับ

ความสูญเสียอันควรค่า …กับจักรวาลที่ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง

นอกเหนือไปจากฉากแอ็กชั่นและอารมณ์ขันที่ ‘เอาอยู่’ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ฉากดราม่าเปี่ยมอารมณ์ความรู้สึกของบรรดาตัวละครก็ถือเป็นอีกหนึ่งมิติที่มาร์เวลทำได้ดีเสมอมา และเมื่อหนึ่งในธีมเรื่องที่แม็กฟีลีเคยบอกคือ ‘การรับมือกับความสูญเสีย’ ดังนั้น เราจึงได้เห็นบรรดาซูเปอร์ฮีโร่ถ่ายทอดความรู้สึกเสียสูญออกมาอย่างรวดร้าว-ไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดาทั่วไปเลยสักนิด “เราอยากให้ตัวละครของเรารับมือกับความสูญเสียด้วยหนทางที่ต่างกันไป สภาวะที่แท้จริงซึ่งแสดงให้เห็นถึงการที่คนเราตอบสนองกับความสูญเสียอย่างแตกต่างนั่นแหละที่ทำให้พวกเรารู้สึกตื่นเต้น(กับการเขียนบท) …เพราะภายใต้หน้าฉาก(ซูเปอร์ฮีโร่)ของหนัง มันก็คือเรื่องเล่าว่าด้วยคุณค่าความสำคัญของ ‘ครอบครัว’ นี่แหละ – การอยู่ร่วมกันมันดีกว่าการทำอะไรตามลำพังอยู่แล้ว และนี่น่าจะเป็น DNA ของหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้

และใน Endgame การสูญเสียตัวละครสำคัญๆ อย่าง Black Widow และ Iron Man ก็ดูจะ ‘ทำงาน’ กับความรู้สึกของผู้ชมได้อย่างทรงพลัง เมื่อเส้นเรื่องของตัวละครทั้งสองนี้เต็มไปด้วยการย้อนสำรวจและตีแผ่ความรู้สึกภายในใจของพวกเขา/ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างพวกเขากับตัวละครอื่นๆ อย่างลึกซึ้งถึงแก่น ก่อนจะถ่ายทอดช่วงเวลาที่ Avengers (และผู้ชมอย่างเรา)ต้องสูญเสียพวกเขาไป ที่ถึงแม้จะน่าโศกเศร้าเสียใจสำหรับแฟนๆ แต่ก็ ‘คู่ควร’ แล้วสำหรับตัวละครที่พวกเขารัก เพราะทั้งคู่ต่างเสียสละตนเองด้วยวิธีการที่ยิ่งใหญ่และไม่สูญเปล่า …ซึ่งแน่นอนว่ามันก็ทำให้แฟนบอยกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจไปกว่าความสูญเสียอันควรค่าก็คือ การที่คนเขียนบท ‘กล้า’ ที่จะเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ผู้ชมคุ้นเคยมาตลอดสิบปีในตอนท้ายของเรื่อง ทั้งการที่ Thor ตัดสินใจยกตำแหน่งผู้ปกครองนิวแอสการ์ดให้แก่ยอดหญิงอย่าง Valkyrie หรือการที่โล่ Captain America อันทรงเกียรติถูกสตีฟ โรเจอร์สในวัยชรา-ผู้ย้อนเวลากลับไปใช้ชีวิตกับผู้หญิงที่เขารักในอดีต หลังจากบรรลุภารกิจส่งคืนอัญมณีตามห้วงเวลาต่างๆ-ส่งมอบต่อให้กับหนุ่มผิวสีอย่าง แซม วิลสัน หรือ Falcon เพื่อรับช่วงต่อ – ซึ่งส่องสะท้อนให้เห็นถึง ‘ความไม่แน่นอนของชีวิต คือความแน่นอนที่จริงแท้’ ดังที่ Thor ได้กล่าวเอาไว้ในตอนหนึ่งของ Endgame นั่นเอง

ฉะนี้แล้ว จึงเป็นที่น่าจับตาเหลือเกินว่า ขบวนหนังมาร์เวลในเฟส 4 จะมีความเปลี่ยนแปลงหรือความสดใหม่อะไรที่น่าตื่นเต้นรอคอยเราอยู่อีกบ้างถัดจากนี้!

 

อ่าน ‘5 เทคนิคการตลาดฉบับ Marvel Studios …ค่ายหนังที่ใช้ ‘ความกล้า’ เป็นพลังวิเศษ’ ได้ ที่นี่