Bangkok Screening Room The Nursery ชาติชาย เกษนัส ธีระวัฒน์ รุจินธรรม บุญส่ง นาคภู่ มาร-ดา

เมื่อหนังไทย ไม่ได้หล่อเลี้ยงคนทำหนังไทย

Home / bioscope / เมื่อหนังไทย ไม่ได้หล่อเลี้ยงคนทำหนังไทย

โดย นคร โพธิ์ไพโรจน์ บรรณาธิการฝ่ายหนังไทย BIOSCOPE

 

เมื่อวันเสาร์ที่ 27 เมษายน 2562 ผมมีโอกาสได้รับเชิญให้ไปร่วมเสวนาในหัวข้อ “คนทำหนังไทย ทำไมไปเมืองนอก?” ที่ Bangkok Screening Room ซึ่งเดิมเป็นงานที่ตั้งใจจะจัดขึ้นในวันหนังไทย 4 เมษายน แต่บังเอิญตรงกับงานประกาศรางวัลของสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์พอดี จึงเลื่อนงานเสวนามาเป็นวันดังกล่าวแทน เพื่อความแข็งแรงในสาระสำคัญของคนทำหนังไทย …แต่กลายเป็นว่าเสวนาวันนั้นมีคนฟังเพียง 2 คน

แม้วงเสวนาจะไม่ได้รับการตอบรับอย่างที่คิด ทว่าเรายังคงพูดคุยในประเด็นดังกล่าวกับ ชาติชาย เกษนัส, บุญส่ง นาคภู่ และ ธีระวัฒน์ รุจินธรรม ณ บาร์เล็กๆ ของโรงหนัง ซึ่งทั้งสามคนเป็นทีมงานหลักของ ‘มาร-ดา’ หนังเมียนมาทำเงินถล่มทลายทว่าเงียบเหงาเมื่อเดินทางมาฉายในเมืองไทย …มีเพียงคนทำหนังเท่าที่เห็นที่สนทนากันท่ามกลางแสงไฟวิบวับราวกับพยายามส่งเสียงให้ใครสักคนได้ฟัง

พื้นที่ตรงนี้ไม่อาจถ่ายทอดความเข้มข้นของบทสนทนาในคืนนั้นได้ จึงขอเลือกมุมมองจากธีระวัฒน์ รุจินธรรม ผู้กำกับภาพแถวหน้าของหนังไทย ผู้มีผลงานอย่าง October Sonata, ‘นาคปรก’ ก่อนจะมาโด่งดังด้วยการกำกับมิวสิกวิดีโอ ‘ประเทศกูมี’ เขาบอกกับเราก่อนจะเริ่มเสวนาว่าในวันนี้ที่ทางของเขาอยู่ที่ประเทศจีนเป็นหลัก…

“จริงๆ มันไม่มีอะไรสวยหรูนะ เลือกได้เราก็ทำหนังในเมืองไทยนี่แหละ” ธีระวัฒน์เล่าถึงจุดเริ่มต้นจากการได้จับพลัดจับผลูไปถ่ายหนังเรื่อง The Nursery เมื่อปี 2015 หนังจีนที่มีผู้กำกับไทย (พัชนนท์ ธรรมจิรา) จนได้เซ็นสัญญาระยะยาวมีหนังจีนให้ถ่ายต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

“ตอนเราไปเมื่อปี 2015 หนังจีนกำลังเริ่มบูม รัฐบาลก็กำลังเริ่มปล่อย เซ็นเซอร์ก็ค่อยๆ คลายลงตอนนั้น จีนห้ามมีหนังผี สุดท้ายหนังผีของจีนก็ต้องหาทางออกไม่ให้เป็นหนังผี เขาเลยอยากได้คนไทยไปทำเพราะหนังผีไทยหลอกเก่ง หลังจากนั้นก็ลากยาวมาจนเราถ่ายหนังจีนมากกว่าหนังไทยแล้ว รายได้มันก็เยอะกว่าหนังไทย ซึ่งอุตสาหกรรมหนังจีนมันไม่ได้มีแค่ จางอี้โหมว อย่างเดียว กลุ่มนั้นมันเป็นหนังส่งออกที่รู้ว่าคนดูต่างประเทศอยากดูอะไร แต่มันก็จะมีหนังที่ทำเพื่อคนดูในประเทศซึ่งแทบไม่ต่างจากหนังไทยเลย แล้วในเวลาห้าปี เราก็ได้เห็นว่าหนังจีนมันได้ผ่านช่วงเวลาทั้งพีคขึ้น แล้วก็เละลง มีหนังทุนสูง มีหนังรักชาติ ยิ่งทุกวันนี้เทรนด์หนังของจีนมันเปลี่ยนรายปีเลย ตลาดมันหวือหวามาก

จากคำบอกเล่าของธีระวัฒน์มีสิ่งที่ชวนฉุกคิดอย่างยิ่งคือการที่คนทำหนังไทยหลั่งไหลออกไปทำงานต่างประเทศ ในแง่หนึ่งคือมันได้สะท้อนว่า บุคลากรหนังไทยนั้นได้รับการยอมรับจากนานาชาติ แต่ในความเป็นจริงสภาพการณ์หนังไทยกลับไม่สามารถหล่อเลี้ยงเพื่ออยู่รอดให้คนทำหนังไทยได้อย่างแท้จริง วงการหนังไทยจึงเปรียบเสมือนสายพานการผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพเพื่อส่งออกไปพัฒนาอุตสาหกรรมหนังต่างประเทศ

“ช่างภาพเมืองไทยถ้าพูดถึงโฆษณามันส่งออกไปนานแล้วนะ อย่างเวียดนามตอนเริ่มใหม่ๆ ช่วงที่ประเทศเริ่มแนวทางทุนนิยม เขายังทำหนังโฆษณาไม่เป็น ก็นำเข้าช่างภาพจากเมืองไทย หรือเพื่อนเราไปถ่ายโฆษณาที่อินโดนิเซีย ถ่ายแต่เส้นผม มันก็ไปทำมาหากินที่นั่นจนร่ำรวย คนอาจไม่รู้ว่าบ้านเราส่งออกมืออาชีพมานานแล้ว พอบอกว่ามาจากเมืองไทยเขาให้การยอมรับหมดเลย

“มีผู้กำกับภาพคนหนึ่งชื่อพี่ ดอม เกียร์เฮด (ฐนิสสพงษ์ ศศินมานพ) แม่งดุฉิบหาย ปกครองลูกน้องแบบทหาร แต่พอเราไปถ่ายหนังต่างประเทศแล้วมองย้อนกลับมา เขาสร้างมาตรฐานบางอย่าง เช่น เวลาถ่ายหนังความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่จะเอาแต่ได้ภาพนะ คุณต้องรอดปลอดภัยด้วย ไอ้เรื่องพวกนี้คนไทยเก่ง ยิ่งถ้าไปดูการถ่ายทำหนังแอ็กชั่น มันจะมีเรื่องพวกริกกิ้ง (Rigging – การยึดจับกล้องด้วยอุปกรณ์พิเศษ) การยึดห้อยโหน การจะถ่ายฉากไล่ล่ากันยังไงให้ปลอดภัย เรื่องพวกนี้เราเก่ง โรงถ่ายไพน์วูดมาลงทุนที่ยะโฮ มาเลเซีย แล้วเปิดรับโปรดักชั่นต่างชาติไป ก็จะมีทีมงานไทยไปทำงานที่นั่นค่อนข้างเยอะ เราส่งออกบุคลากรด้านนี้มานานแล้ว นี่เป็นประสบการณ์ของเราในการไปทำงานต่างประเทศ พอชีวิตเราไปถึงอีกขั้นหนึ่งเราอาจจะตื่นเต้น แต่ที่ได้เรียนรู้คือเราต้องปรับตัวไปกับเขา โอเค ระบบการทำหนังมันเป็นสากลก็จริง แต่แต่ละประเทศมันจะมีลักษณะอย่างอื่นอีกมากมายที่คอยกำหนดอยู่ คุณต้องเข้าใจเขา มันน่าจะเป็นกฎพื้นฐานของคนที่ไปทำงานข้างนอก

บรรยากาศอันเงียบเหงาวันนั้นทำให้เราต่างย้อนมาตั้งคำถามกันว่า หากห้าปีก่อนธีระวัฒน์ไม่ได้ไปเริ่มต้นใหม่กับวงการหนังจีน วันนี้เขาก็อาจยังไม่มีที่ทางในวงการหนังไทยอยู่ดี สิ่งเหล่านี้เป็นไปตามเส้นทางหนังไทยที่ราวกับกำลังนับถอยหลัง “ต้องยอมรับว่าตลาดหนังไทยตอนนี้เราน่าหดหู่ กระบวนการคิดหนัง การทำหนัง มันเปลี่ยนยุคแล้ว มันเข้าสู่ยุคที่ฝ่ายมาร์เก็ตติ้งเข้ามากำหนดตลาด ซึ่งยุคที่เราเริ่มทำหนังไทยมันมาจากผู้กำกับ กว่าผู้กำกับสักคนจะไต่อันดับขึ้นมาได้ต้องต่อสู้มากมายเพื่อได้สร้างสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ ซึ่งในตัวผู้กำกับเขาก็อยากทำสิ่งใหม่ๆ อยู่แล้วแหละ มันต้องมีอะไรที่ท้าทายในแต่ละโปรเจ็กต์ ตอนนี้เรามีตัวเลขรายได้มากำหนดว่า กรุงเทพฯ เท่านี้ ต่างจังหวัดเท่านี้ เช่นช่วงสงกรานต์ต้องมีหนังเพื่อให้ชาวบ้านดูเรื่องนึง

สภาพเมืองไทยเป็นแบบนี้เราก็รู้ซึ้งกันดีอยู่ อีก 5-10 ปีมันน่าจะถดถอยนะ ในเรื่องของเศรษฐกิจอะไรก็แล้วแต่ ในขณะที่เพื่อนบ้านเซ้าธ์อีสต์เอเชียเขาก็กำลังเดินหน้า เพราะฉะนั้น เราจึงไม่สามารถมีอีโก้แบบเมื่อก่อนได้แล้ว จริงๆ เราจะมีด้านมืดของชาตินิยมอยู่กันทั้งนั้น อย่างตัวเองไปถ่ายหนังที่จีนมันก็มีความโกรธแค้นส่วนตัว ที่ฉ่งชิ่งมันจะมีสถานที่แห่งหนึ่งที่จะมีหน้าผา 6-7 ชั้น และมีรถทัวร์ลง เรากับผู้ช่วยก็ไปนั่งด่าคนจีนซึ่งเขาฟังเราไม่รู้เรื่องหรอก มันทำให้ต้องมาสำรวจความชาตินิยมด้านแย่ๆ ของเราที่ถูกปลูกฝังมานาน แต่ตอนนี้เราไม่สามารถเอาความรู้สึกแบบนั้นออกไปได้แล้ว เพราะยอมรับเถอะว่าบ้านเราไปไหนไม่ได้ด้วยสถานการณ์และสังคมแบบนี้ อีกสิบปีก็แก้ไม่หาย เพราะฉะนั้น เราก็ต้องฝากอนาคตไว้กับตลาดแรงงานที่ไม่ใช่ในเมืองไทย

หนังมันเป็นสินค้าประเภทหนึ่งที่สร้างความบันเทิงด้วย ให้สติปัญญาด้วย ผู้กำกับหนังไทยยุคหนึ่งพยายามจะสร้างตรงนั้น สมัยนี้ไอ้ความต้องการนั้นมันหายไปเกือบหมดแล้ว เหลือแค่ความบันเทิงล้วนๆ ซึ่งบันเทิงจริงรึเปล่าก็ไม่รู้ ทุกคนจ้องแต่หาโอกาสที่จะทำเงิน ก่อนหน้า แน็ต (ชาติชาย เกษนัส) ไปทำที่เมียนมา ก็มีคนทำหนังไทยเคยเข้าไปทำมาก่อนแล้วนะ แต่ทำด้วยเซ้นส์ที่ดูถูกเขาน่ะ เรากำลังคิดว่าชาตินิยมไทยเป็นปัญหา คุณไม่สามารถคิดเรื่องแบบ Game of Thrones ได้หรอก ประเทศในแถบนี้จุดเริ่มต้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สองหมดนะ ชาตินิยมก็เพิ่งสร้างกัน ไทยซวยหน่อยที่สร้างชาตินิยมปลอมๆ เช่นว่า เขมรนี่เลี้ยงไม่เชื่อง ลาวเป็นน้อง พม่าคือศัตรูอันดับหนึ่ง เพราะมาตีกรุงศรีฯ ทั้งที่เอาเข้าจริงตอนนั้นกรุงศรีฯ ก็ไม่ใช่ประเทศไทย เพราะฉะนั้น วิชั่นของผู้กำกับคุณทำได้เต็มที่ก็อะไรอย่าง ‘บางระจัน’ ไง แต่ไม่สามารถทำอย่าง Game of Thrones

“สุดท้ายโลกมันแคบลง เขตแดนมันก็สำคัญน้อยลง เราเชื่อมโยงกันได้เร็วขึ้น ถ้าจะเข้าไปขายแรงงานในต่างประเทศ อย่างน้อยก็ต้องเข้าไปพร้อมความเข้าใจในบ้านเมืองนั้นๆ ด้วย”  

ธีระวัฒน์ (ล่าง) กับ บุญส่ง (บน) ขณะอยู่ในกองถ่าย ‘มาร-ดา’

บรรยากาศใน BKKSR เงียบเหงายิ่งกว่าเดิมตามครรลองของโรงหนังที่กำลังเข้าสู่เวลาปิดบริการ ทว่าในอีกฟากหนึ่ง โรงหนังเกือบทั้งประเทศยังคงคึกคักกับ Avengers: Endgame ซึ่งเข้าฉายทั้งวันทั้งคืน และดูเหมือนจะมีรอบมากแค่ไหนก็ไม่สามารถเพียงพอต่อความต้องการของผู้ชมได้ “เราสู้ไม่ได้หรอก ต้องยอมรับว่าหนังมันเป็นสุดยอดสินค้า แต่ก็ต้องไม่ลืมเรื่องบทบาททางศิลปวัฒนธรรมด้วย รัฐบาลในประเทศที่มองเห็นคุณค่าตรงนี้เขาพยายามเลี้ยงไว้ แต่ของไทยมันปล่อยปละละเลยเกินไป เราไม่เคยบอกว่า Avengers ไม่ดีนะ บทก็ดี หนังก็สนุก โปรดักชั่นไม่มีที่ติ เสียเงินไปดูยังไงก็คุ้ม

“เราไม่ได้คาดหวังอะไรกับรัฐบาลหรอก เอาเรื่องตรงหน้าให้รอดก่อน ขอแค่ว่าอย่างน้อยคนทำหนังอย่างบุญส่ง นาคภู่ที่แม้เราจะไม่ได้ชอบหนังของเขาทุกเรื่อง แต่ก็ควรจะรักษาเอาไว้ไม่ใช่หรือ?”