JAMES CAMERON Terminator: Dark Fate The Terminator เจมส์ แคเมอรอน

เปิดกรุตำนาน The Terminator ปฐมบทคนเหล็กของ เจมส์ แคเมอรอน ต้อนรับ Terminator: Dark Fate

Home / bioscope / เปิดกรุตำนาน The Terminator ปฐมบทคนเหล็กของ เจมส์ แคเมอรอน ต้อนรับ Terminator: Dark Fate

ว่ากันว่า ระหว่างที่ เจมส์ แคเมอรอน โปรโมตหนังแป้กระดับตำนานอย่าง Piranha Part Two: The Spawning (1981) ที่เขากำกับร่วมกับ โอวิดิโอ จี แอสโซนิติส ด้วยความเหนื่อยอ่อนและเจ็บไข้ แคเมอรอนผล็อยหลับไป ระหว่างนั้น เขาฝันเห็น ‘คนเหล็ก’ บุกเข้ามาเอาชีวิตเขา และเมื่อตื่นขึ้นมา แคเมอรอนก็ไม่รีรอจะพัฒนาความฝันของเขาให้กลายเป็นบทหนังที่ว่าด้วย หุ่นยนต์มือสังหารจากโลกอนาคต ที่มีจุดประสงค์เพื่อสังหารหญิงสาวที่จะให้กำเนิด จอห์น คอนเนอร์ เด็กชายที่จะเป็นความหวังของมนุษยชาติในอีกหลายสิบปีข้างหน้า… นั่นเองคือจุดกำเนิดของ The Terminator (1984) หนังทุนต่ำที่กวาดเงินไปได้มหาศาลถึง 78 ล้านเหรียญฯ นั่นจึงเป็นการเริ่มตำนานของผู้กำกับอันดับต้นๆ ของฮอลลีวูดนามแคเมอรอน

ก่อนนี้ เขาคือนักศึกษาในรั้ววิทยาลัยเอกฟิสิกส์ ที่เปลี่ยนมาเรียนเอกภาษาอังกฤษแล้วดร็อปกลางเทอม ก่อนจะออกมาทำมาหาเลี้ยงตัวเองด้วยกรเป็นคนขับรถบรรทุก และหากมีเวลาว่าง เขาจะเขียนเรื่องราวทุกสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาลงหน้ากระดาษ พร้อมกันนั้นก็เรียนรู้เรื่องการทำหนังด้วยตัวเองไปพลางๆ “ผมเข้าไปสิงอยู่ในห้องสมุดของวิทยาลัย นั่งอ่านธีสิสจบของนักศึกษาคนอื่นๆ หรือไม่ก็โปรเจ็กต์หนังไม่ก็อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีภาพยนตร์ ผมนั่งอยู่แบบนั้นแล้วก็อ่านไปเรื่อยๆ ถ้าพวกเขายอมให้ผมถ่ายรูปคัดลอกออกไปได้ ผมก็ทำ ถ้าพวกเขาห้าม ผมก็แค่จดเป็นโน้ตไว้”

แต่หนทางการมาทำหนังของแคเมอรอนก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาต้องดิ้นรนหาเลี้ยงตัวเอง ทำหนังเรื่องแรกก็เจ๊งไม่เป็นท่าทั้งคำวิจารณ์และรายได้ ก่อนที่หุ่นยนต์ในความฝันจะทำให้เขารีบตื่นมากลางดึกเพื่อเขียนเรื่องราวมันลงกระดาษก่อนจะลืม และตัดสินใจว่ามันสามารถพัฒนาเป็นบทหนังชั้นดีได้ คนเหล็กหรือ The Terminator จึงเริ่มขึ้นจากจุดนั้น จากตัวหนังสือในหน้ากระดาษที่ทำให้แคเมอรอนคิดฝันว่าเขาน่าจะกำกับหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเองดู แต่ก็ยังไม่มีอะไรง่าย สตูดิโอไม่มีทางไว้วางใจเจ้าหนุ่ม -แถมยังเพิ่งทำหนังเจ๊งมาหมาดๆ- ให้มากำกับอย่างแน่นอน ดังนั้น เงื่อนไขสุดโหดที่แคเมอรอนต้องแลกเพื่อการได้นั่งแท่นผู้กำกับคือ เขายอมขายบทหนังเรื่องนี้ให้สตูดิโอในรานคาเพียงหนึ่งดอลลาร์เท่านั้น

และนั่นจึงทำให้เขาคว้าทุนสร้างเล็กจิ๋ว 6.4 ล้านเหรียญฯ มากอดไว้ และเดินหน้าโปรเจ็กต์หนังเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว มันว่าด้วยหุ่นยนต์เหล็กจากปี 2029 ถูกส่งข้ามเวลามาที่ลอสแองเจลิสปี 1984 เพื่อสังหารผู้หญิงธรรมดาๆ ที่ชื่อ ซาราห์ คอนเนอร์ ด้วยเหตุผลที่ว่าในอนาคต หล่อนจะตั้งท้องและให้กำเนิดเด็กผู้ชายที่กลายมาเป็นความหวังของมนุษยชาติ และทำให้โลกที่หุ่นยนต์ครอบงำนั้นสลายไปสิ้น พร้อมกันนี้ โลกในอนาคตก็ได้ส่งนายทหารหนุ่ม ไคล์ รีส มาปกป้องซาราห์ คอนเนอร์ให้รอดพ้นจากการถูกสังหาร

อาร์โนลด์ ชวาร์ซเน็กเกอร์ คือนักแสดงคนแรกที่ทีมงานส่งบทไปให้หวังให้เขามารับบทเป็นรีส แต่แคเมอรอนลังเลใจเพราะหากชวาร์ซเน็กเกอร์รับบทนี้จริงๆ เขาจำต้องหานักแสดงที่ตัวใหญ่กว่านักเพาะกายดาวรุ่งคนนี้ซึ่งเป็นเรื่องยาก หากแคเมอรอนกลับเห็นประกายบางอย่างในตัวชวาร์ซเน็กเกอร์ และส่งมอบบทคนเหล็ก T-800 ให้แทน “ไม่รู้ยังไงเหมือนกัน ผมว่าแม้แต่สำเนีงพูดของหมอนั่นก็ทำให้เขาเหมาะกับบทนี้” แคเมอรอนว่า “(ตัวละคร)มันต้องมีลักษณะของการถูกสร้างขึ้นมา ต้องมีน้ำเสียงแบบที่เหมือนไม่เคยถูกพูดมาก่อน” ขณะที่บทรีสนั้น แคเมอรอนคว้าเอา ไมเคิล เบห์น ที่เคมีกับ ลินดา ฮามิลตัน ผู้รับบทเป็นคอนเนอร์เหลือเกิน “คนที่เข้ามาออดิชั่นส่วนมากทำให้เราเชื่อไม่ได้เลยว่าตัวละครซาราห์ คอนเนอร์กับไคล์ รีสนั้นเชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน พวกเขามีเวลานิดเดียวเท่านั้นที่จะตกหลุมรัก หลายคนมาออดิชั่นแต่สร้างบรรยากาศตรงนี้ไม่ได้เลย”

แน่นอนว่าตัวหนังประสบความสำเร็จระดับปรากฏการณ์ มันได้กลายเป็นหนังที่นักวิจารณ์และคนดูรักในทันที พวกเขาเอาใจช่วยตัวละครมนุษย์ทั้งสองตัว และหวั่นเกรงกับการคุกคามของคนเหล็กสุดขีด แคเมอรอนไม่รอช้า สานต่อความสำเร็จด้วย Terminator 2: Judgment Day (1991) กับทุนสร้างมหาศาลที่ 100 ล้านเหรียญฯ (!!) ที่ความสำเร็จของมันนั้นมโหฬารเสียยิ่งกว่าภาคก่อน

นักวิจารณ์หลายคนวิเคราะห์ความสำเร็จของ Judgment Day ไว้หลากหลายแง่มุมถึงปรากฏการณ์ที่มันสร้างขึ้นหลังออกฉาย โดยเฉพาะการเทิร์นตัวเองมาเป็นผู้ปกป้องของหุ่น T-800 ซึ่งรับบทโดยชวาร์ซเน็กเกอร์เจ้าเดิม โดยเขาถูกโลกอนาคตส่งกลับมายังอดีตเพื่อพิทักษ์ชีวิตของ จอห์น ลูกชายวัยรุ่นจอมเฮี้ยวของซาราห์ คอนเนอร์ และพาสองแม่ลูกหนีพ้นเงื้อมมือของ T-1000 หุ่นยนต์รุ่นใหม่ อัพเกรดไฉไลส่งตรงจากโลกอนาคตที่เปลี่ยนร่างกายตามสภาพสสารได้

หนังแจ้งเกิด เอ็ดวาร์ด เฟอร์ลอง เด็กหนุ่มที่มือแคสติ้ง มาลี ฟินน์ เจอเข้าระหว่างมองหาเด็กชายที่ดูหัวขบถเกินวัย และพบว่า นักแสดงเด็กอาชีพจำนวนมากไม่สามารถเล่นบทนี้ได้ จนเธอไปเจอเข้ากับเฟอร์ลอง เจ้าเด็กที่ไม่เคยผ่านงานแสดงมาก่อนและยืนกรานกับเธอว่า เขาเหมาะกับบทนี้ เธอจึงตกลงเลือกเขาในที่สุด แม้ว่าระหว่างถ่ายทำเฟอร์ลองจะเสียงแตกหนุ่มจนต้องมาอัดเสียงซ้ำใหม่กันวุ่นวายหลังหนังฉายจบ แต่ถึงอย่างนั้น ความขบถอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเฟอร์ลองก็เข้ากันกับบทของเขาจนทำให้บทจอห์น คอนเนอร์ตอนวัยรุ่นกลายเป็นอีกหนุ่มบทบาทที่น่าจดจำของเขา ขณะที่บทวายร้ายอย่าง T-1000 นั้นได้ตัว โรเบิร์ต แพตทริก ผู้จินตนาการว่าการออกไล่ล่าของหุ่นตัวนี้นั้นต้องมีลักษณะเหมือนเหยี่ยว และเขาทำได้สำเร็จ T-1000 กลายเป็นฝันร้ายของคนดูกลายๆ คนเมื่อเห็นว่ากระสุนปืนไม่อาจทำอะไรเขาได้เลย จนติดลำดับที่ 29 ในรายการ ‘100 วายร้ายที่ดีที่สุด’ ของนิตยสาร Wizard ในภายหลัง ฉากขึ้นชื่อตลอดกาลของหนังอย่าง T-1000 ‘ไหลเลื่อน’ ผ่านกรงเหล็กนั้น บริษัทจัดทำกราฟิกชื่อดัง Industrial Light & Magic (ILM) ต้องใช้ทีมงานถึง 36 ชีวิตในการทำให้ฉากนี้ประสบความสำเร็จ และนับเป็นเงิน 5.5 ล้านเหรียญฯ และเวลาอีกแปดเดือน โดยฉากที่ว่านี้ปรากฏอยู่ในหนังเพียง 3.5 นาทีเท่านั้น ซึ่งหากวัดที่ภาพจำแล้วถือว่ามันประสบความสำเร็จมหาศาล

 

หนังกวาดเงินไปทั้งสิ้น 523 ล้านเหรียญฯ สตูดิโอตัดสินใจสร้างให้มันเป็นแฟรนไชส์ยักษ์ด้วย Terminator 3: Rise of the Machines (2003) หากแต่แคเมอรอนถอนตัวจากการกำกับโดยสิ้นเชิง ตำแหน่งนี้จึงตกไปอยู่กับ โจนาธาน มอสโทว ว่าด้วยเรื่องราวในวัยผู้ใหญ่ที่ชีวิตล้มเหลวของจอห์น รับบทโดย นิค สตาห์ล ที่ถูกหุ่นจากอนาคต (อีกแล้ว) อัพเกรดรุ่นใหม่ (อีกแล้ว) นาม T-X ซึ่งรับบทโดย คริสแทนนา โลเค็น ตามล่าไม่ยั้ง แต่ยังดีที่ T-800 (ชวาร์ซเน็กเกอร์คนดีคนเดิม) กลับมาปกป้องด้วยกำปั้นและปืนลูกซอง และแม้มันจะกวาดรายได้อย่างงดงาม แต่มันก็ไม่อาจเป็นตำนานที่น่าจดจำได้แบบสองภาคแรก ซึ่งหลายคนวิเคราะห์ว่าทั้งเนื้อเรื่องไม่มีอะไรใหม่ T-X ที่แทบจะซ้ำรอยเดิมกับ T-1000, สตาห์ลที่รับบทได้อย่างไม่น่าเอาใจช่วยแม้แต่นิด จนยากจะเชื่อว่าเขาคือไอ้หนูจอมอึดจากภาคก่อน เหนืออื่นใดคือ มันไม่อาจสร้างฉากจำแบบที่ T2 เคยทำได้ เพราะก่อนหน้าที่ T-X จะแสดงความสามารถทั้งการเปลี่ยนสสารและต่อสู้ สองพี่น้องวาชอวสกี ก็ได้สำแดงอำนาจของเทคโนโลยีให้โลกเห็นไปหมดสิ้นแล้วใน The Matrix (1999) และนั่นทำให้เทคนิคใดๆ ใน T3 ไม่อาจ ‘ว้าว’ สำหรับคนดูอีกต่อไป

Terminator Salvation (2009, แม็กจี) คือหนังลำดับที่สี่ในแฟรนไชส์นี้ และแม้มันจะถูกสร้างอย่างตั้งใจและเต็มไปด้วยฉากที่เคารพสองภาคแรก มันกลับทำเงินไปได้น้อยกว่าใครเพื่อน เรื่องราวการสร้างกองทัพของจอห์น คอนเนอร์ (คริสเตียน เบล) ในอนาคต ที่มาพร้อมฉากห้ำหั่นกันระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์ ซึ่งอาจเพราะมันไม่ได้มีอะไรใหม่แล้ว หรือเพราะชวาร์ซเน็กเกอร์ไม่ได้กลับมาร่วมแสดง หนังจึงไม่ประสบความสำเร็จนักและถูกลืมเลือนไปอย่างรวดเร็ว หากแต่ก็ไม่ได้เป็นจุดจบของแฟรนไชส์นี้แต่อย่างใด เมื่อสตูดิโอเข็น Terminator Genisys (2015, อลัน เทย์เลอร์) ซึ่งผู้กำกับเพิ่งแจ้งเกิดหมาดๆ จาก Thor: The Dark World (2013) ทั้งตัวชวาร์ซเน็กเกอร์ก็กลับมารับบทหุ่นยนต์ผู้พิทักษ์ดังเดิม มันจึงเป็นโปรเจ็กต์ที่คนให้ความสนใจอย่างมาก… แม้ว่าเส้นเรื่องของมันจะซับซ้อนและชวนเหวออยู่สักหน่อย

Terminator Genisys พาคนดูย้อนกลับไปยังต้นธารของมันคือการส่งรีส (ไจ คอร์ตนีย์) กลับไปที่ปี 1984 แต่ระหว่างทาง เขาต้องเผชิญกับจุดหักเหของเวลา และส่งเขาไปยังมิติเวลาที่ทับซ้อนกันช่วงอื่น ซึ่งมีซาราห์ คอนเนอร์ (เอมิเลีย คลาร์ค) หญิงสาวนักสู้รออยู่ก่อนแล้ว กับหุ่น T-800 และ T-1000 (อีบยองฮุน) ที่คุกคามพวกเขาอย่างหนักมือ บวกกับ T-5000(แม็ตต์ สมิธ) โคตรหุ่นยนต์ที่ทำลายทุกอย่างให้ราบเป็นหน้ากลองได้ในพริบตา และเพื่อจะแก้ปัญหาทั้งมวล คอนเนอร์ต้องร่วมมือกับ T-800 เพื่อจัดการเส้นเวลาอันพร่าเลือนนี้และทำให้มนุษยชาติไม่สิ้นสูญต่อไปให้ได้

และนอกเหนือจากเหล่ามนุษย์จะไม่สูญสิ้น แฟรนไชส์นี้ก็จังไปต่อได้เช่นกัน กับโปรเจ็กต์ Terminator: Dark Fate (2019) ที่กำกับโดย ทิม มิลเลอร์ ซึ่งเคยพิสูจน์ฝีมือมาแล้วในหนังเรื่องแรกของเขาอย่าง Deadpool (2016) และแม้ว่าสตูดิโอยังไม่ปล่อยพล็อตออกมาให้เราได้รู้ หากแต่ด้วยทุนสร้างเกือบ 200 ล้านเหรียญฯ กับการรวมพลนักแสดงจากภาคแรกๆ ทั้งชวาร์ซเน็กเกอร์, ฮามิลตัน และดาวรุ่ง แม็กเคนซี เดวิส (Blade Runner 2049, Tully, Black Mirror) ก็กลายเป็นการโหมโรงที่น่าจับตาไม่น้อยทีเดียว ว่าในครั้งนี้ คนเหล็กจะกลับมาทวงบัลลังก์หนังที่น่าจดจำอย่างสมศักดิ์ศรีได้หรือไม่